
เสริมกล้ามเนื้อ
การเพิ่มตำแหน่งระดับรองผู้บังคับการอีก 28 เก้าอี้ ในกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ก็เหมือนกับนักเพาะกาย ที่เตรียมขึ้นเวที เบ่งกล้ามข่มขวัญคู่ต่อสู้
คู่ต่อสู้ในที่นี้อาจหมายถึงโจรผู้ร้าย งานในหน้าที่อื่นที่ต้องปฏิบัติ
สมัยก่อนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เคยถูกวิจารณ์ว่า เป็นพวกพิการ หัวโต ตัวลีบจากการขยายตำแหน่งระดับนายพลโดยเฉพาะ สบ 10 ที่เปิดรับนายตำรวจหลายคนที่มีแรงดันมาจากฝ่ายการเมือง จากกลุ่มอำนาจอื่นบ้าง
กลุ่ม พล.ต.อ.จึงเดินกันเต็มไปหมด
ส่วนที่ต้องสัมผัสกับปัญหาอาชญากรรม ดูแลทุกข์สุขประชาชนกลับหดหาย ไม่ได้รับการขยายดูแล
การประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ล่าสุด มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงมานั่งเป็นประธานก็พิจารณาผ่านความเห็นชอบ
ต่อไปนี้ บช.น.จะมีนายตำรวจระดับรอง ผบก.เพิ่ม เหตุผลคือ เพื่อรองรับงานสืบสวน และความมั่นคง
หากจำได้ตอนเปิดตำแหน่งให้ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ขึ้นเป็นที่ปรึกษา สบ 10 ก็เหตุผลนี้เช่นกัน
งานสืบสวนคืองานไล่จับคนร้าย ดูดีเพิ่มคนด้านนี้ชาวบ้านชอบ แต่ในความเป็นจริงสายงานที่มีอยู่ก็รองรับอยู่แล้ว เพียงแต่ในนครบาลงานมันมากกว่าที่อื่นเพราะมีเรื่องการเมือง ม็อบต่างๆ เข้ามาสอดแทรก ทำให้กำลังส่วนใหญ่เทไปกับเรื่องนอกหน้าที่
ว่าไปแล้ว ถึงแม้จะเพิ่มตำแหน่งนี้ขึ้นมา ระดับปฏิบัติส่วนใหญ่ก็ยังต้องรับใช้ความวุ่นวายทางการเมืองอยู่ดี
แรกๆ อาจแบ่งงานไปได้ชัด แต่สุดท้ายก็กลับเข้าสู่งานเฉพาะหน้า รอง ผบก.ใหม่ ก็คงไม่ได้เน้นงานดูแลประชาชนได้เต็มร้อย
น่าห่วงที่สุดก็คือ สุดท้ายตำแหน่งใหม่กลายเป็นตัวหารเพิ่มของกองบังคับการ ยิ่งงานสืบสวนต้องเกี่ยวเนื่องกับผลประโยชน์มากมาย
ธรรมชาติของนักกล้ามต้องมั่นเพาะกายดูแลสุขภาพ หากวันใดกล้ามเนื้อไม่ทำงานลีบเล็กลง ก็ต้องเสริมเพิ่มความกำยำเข้าไปเรื่อยๆ
เท่าที่มีอยู่ก็ยังไม่ขานรับนโยบาย ปล่อยปละละเลย ขนาดอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ออกมาซัดตรงๆ เรื่องตู้ม้า ก็ยังหลอกล่อเอาผ้ามาคลุมไว้เท่านั้น พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบช.น. เลยต้องสั่งย้าย ผกก.สน.คลองตัน กับ ผกก.สน.วัดพระยาไกร เข้ากรุ
นี่คือระดับผู้กำกับที่ สตช.พยายามผลักดันให้มีสถานะเทียบเท่านายอำเภอ!!



