ข่าว

ยื่นศาลเขมรประกัน7ไทยคาด5วันรู้ผล

ยื่นศาลเขมรประกัน7ไทยคาด5วันรู้ผล

10 ม.ค. 2554

นายกฯเรียกสุเทพ-ประวิตร-กษิตช่วย 7 คนไทย แย้มมีเรื่องที่ต้องทบทวนแต่อุบรายละเอียด ปัดต่อสายคุยฮุนเซนอ้างมีการคุยหลายระดับ โต้บางเรื่องดำเนินการแล้วไม่ต้องเปิดเผย ยันยึดผลประโยชน์ประเทศ

 วันที่ 10 ม.ค. นายธานี ทองภักดี อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ในวันที่ 10 มกราคม ทนายความได้ยื่นขอประกันตัว 7 คนไทยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลกัมพูชา ซึ่งจะใช้เวลา 5 วันพิจารณา และหากได้รับประกันแล้ว ทางศาลจะแจ้งให้ทราบถึงเงื่อนไขในการประกันตัว ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ ก็พร้อมจะให้ความช่วยเหลือในเรื่องนี้ ในส่วนของการดำเนินคดีนั้น ในชั้นนี้ศาลยังไม่ได้กำหนดว่าจะมีการไต่สวนหรือพิจารณาคดีเมื่อใด แต่คาดว่าจะมีความคืบหน้าในวันสองวันนี้

 นายธานี กล่าวว่า ขณะนี้สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกัมพูชากำลังทำเรื่องขออนุญาตให้ผู้แทนกลุ่มประชาชนไทยหัวใจรักชาติที่เดินทางไปกัมพูชาได้เข้าพบผู้ต้องหาที่แสดงความประสงค์ที่จะพบกับกลุ่มผู้แทนดังกล่าว ซึ่งเท่าที่ทราบมีเพียงบางส่วนเท่านั้น ส่วนคนอื่นๆยังอยู่ระหว่างการประสานงาน 

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 7 คนไทยที่แสดงความประสงค์จะพบกับผู้แทนกลุ่มประชาชนไทยหัวใจรักชาติขณะนี้มี 3 ราย คือนายวีระ สมความคิด นางนฤมล จิตรวะรัตนา และน.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์

มาร์คถกสุเทพ-ประวิตร-กษิตช่วย7ไทย

เมื่อเวลา 14.30 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาลถึงความคืบหน้าในการให้ความช่วยเหลือคนไทยทั้ง 7 คนที่ถูกทางการกัมพูชาดำเนินคดีใน 2 ข้อหาว่า ได้เชิญนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ รมว.กลาโหม และนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ เข้ามาหารือเพื่อเตรียมแนวทางการรองรับแนวทางการช่วยเหลือ ทั้งนี้เป้าหมายของรัฐบาลคือช่วยเหลือทั้ง 7 คนโดยต้องไม่กระทบกระเทือนสิทธิของประเทศ อย่างไรก็ตามในวันนี้ญาติของคนไทยทั้ง 7 คนก็มีโอกาสเข้าเยี่ยมและในส่วนของคดีก็เดินต่ออยู่ เข้าใจว่าเป็นการไต่สวนในส่วนของพยานที่เป็นเจ้าหน้าที่ของกัมพูชา ซึ่งจะมีการติดตามคดีเพราะต้องดูด้วยว่าแนวโน้มจะเป็นอย่างไร ส่วนจะมีความยืดเยื้อหรือไม่ต้องดูวันนี้และพรุ่งนี้อีกหนึ่งวัน

ส่วนประเทศไทยจะเปลี่ยนนโยบายจากตั้งรับเป็นรุกหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เดี๋ยวจะมีการคุยในแนวทาง เพราะเรากำลังดูแนวโน้มของคดี

 “ในวันนี้คงมีการแนวทางกันไว้แต่ขออนุญาตว่าจะเปิดเผยในช่วงเวลาที่เหมาะสม ตอนนี้ยังไม่บอกว่าจะเป็นยังไง แต่มันจะต้องมีการติดตามและจะต้องมีการทบทวน เพราะแม้กระทั่งข่าวสารที่กัมพูชาเสนอมันก็แสดงให้เห็นว่าถ้าไม่มีการสะสางเรื่องนี้ก็จะทำให้เกิดปัญหาที่จะลุกลามบานปลายได้ ฉะนั้นดีที่สุดคือจะต้องเริ่มกำหนดแนวทางวิธีปฏิบัติให้มีความชัดเจนขึ้น ส่วนจะถึงขั้นลดระดับความสัมพันธ์หรือไม่นั้นขณะนี้ยังไม่มีการพูดถึงเรื่องนั้นครับ” นายกรัฐมนตรี กล่าว

 ส่วนที่ประเทศกัมพูชามีการนำเสนอข่าวว่าอาจจะมีการประกันตัวก่อนวันที่ 14 ม.ค. นายกฯ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ ทั้งนี้ในส่วนของข่าวสารต้องมีความระมัดระวังเพราะจะมีความสับสนมาก และตนไม่อยากให้เกิดการคาดการณ์คาดหวังอะไรกันมากเพราะบางทีข่าวก็อาจจะออกมาขัดแย้งกัน รวมทั้งที่มีการประโคมข่าวว่ามีคนไทยไปไล่ยิงฝั่งกัมพูชานั้นก็ไม่มี แต่ทั้งนี้เวลาที่มีการรุกล้ำเข้ามาและบางครั้งเป็นเรื่องของการตัดไม้ และเมื่อเจ้าหน้าที่เข้าไปก็มีการต่อสู้ ถ้าจะมีการยิงก็จะเป็นกรณีที่คนที่รุกล้ำเข้ามาเขามีอาวุธด้วย ดังนั้นจะไปเทียบเคียงกับกรณีของ 7 คนไทยไม่ได้ แต่ถามว่ามีกระทบกระทั่งแบบนี้หรือไม่ก็ต้องตอบว่ามี

 เมื่อถามว่าล่าสุดมีการเปิดเผยภาพการไล่ยิงในช่วงที่ศาลกัมพูชากำลังตัดสินกรณีคดี 7 คนไทยเป็นส่งสัญญาณอะไรหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตนคิดว่าจะเป็นสภาพที่เห็นได้ชัดว่าสองประเทศมีกระแสทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง นี่คือเหตุผลที่ตนต้องขอความร่วมมือจากหลากฝ่ายในการแสดงความคิดเห็น เพราะมันจะถูกตีความ

 เมื่อถามว่าทำไมในระดับรัฐบาลถึงไม่สามารถคุยกันได้ นายกฯ กล่าวว่า คุยกันได้ครับ แต่เวลานี้ในส่วนของกัมพูชาเขาก็จะบอกว่าไม่ใช่ส่วนของฝ่ายบริหาร จะบอกว่าอยู่ในส่วนของศาล

 ต่อข้อถามว่าเพราะกรณีนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร นายกฯ กล่าวว่า “ผมก็คิดอย่างนั้นตั้งแต่ต้นครับ

 เมื่อถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีพอที่จะช่วยทั้ง 7 คนได้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า คิดว่าเรายังยืนยันว่าทั้งสองประเทศจะต้องช่วยให้ความสัมพันธ์เป็นไปในทิศทางที่ดี เพราะประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองฝ่ายมีมาก และไม่ควรให้เรื่องและเหตุการณ์หนึ่งเหตุการณ์ใดมากระทบ แต่ขณะเดียวกันแต่ละประเทศก็ต้องรักษาสิทธิ์ อธิปไตยของตัวเอง

 นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า แนวเขตแดนยังไม่มีข้อยุติในหลายพื้นที่แล้วก็ขณะเดียวกันสภาพของชุนชนที่อยู่อาศัยก็มีลักษณะที่มีการรุกล้ำกันอยู่ทั้งสองฝ่ายก็มีหลายพื้นที่เช่นเดียวกัน ทีนี้แนวปฏิบัติจะทำอย่างไรเพราะถ้าให้ชาวบ้านใช้วิถีชีวิตปกติเขาก็จะไปมาหาสู่กัน แต่พอเกิดปัญหาว่ามีคนนอก มีการสงสัยหวาดระแวงว่ามีคนเข้าไปมีเจตนาอะไรหรือไม่ก็มีเหตุกระทบกระทั่งกันได้

 ต่อข้อถามที่ว่าพื้นที่ของเราที่ UNHCR ขอให้ผู้อพยพสมัยก่อนอยู่ได้ ถ้าพื้นที่ตรงนั้นไม่ปลอดภัยเขาก็ไม่ให้อยู่อยู่แล้วแสดงว่าก็เป็นพื้นของเรา เมื่อเสร็จเหตุการณ์ก็มีการขยายบ้านเรือนต่อ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สภาพการรุกล้ำเกิดขึ้นหลายจุด แล้วแนวที่มากำหนดเอาไว้ก็เป็นความพยายามที่จะป้องกันไม่ให้ขยายตัวก็เป็นปัญหาอีกทาง ตนเข้าใจว่าตอนที่ทำรั้วลวดหนามในสภาพแบบเดียวกันในหลายจุดเจตนาคือไม่ต้องการให้เข้ามาขยายเพิ่มเติม แต่ทำไปทำมากลายเป็นว่าห้ามคนเข้าไปทางโน้น

 “ผมย้ำอีกครั้งว่าสภาพอย่างนี้เกิดขึ้นมา 30 ปี เมื่อวานที่ผมคุยกับชาวบ้านมันก็เป็นความเดือดร้อนมาต่อเนื่องผมถึงบอกว่าเรื่องนี้ต้องมีการมาทบทวนว่าจะทำกันอย่างไร เพียงแต่จังหวะเวลาที่เหมาะสมในการทำเรื่องนี้ก็ต้องดู”นายกฯ กล่าว

 เมื่อถามว่าข้อมูลโต้แย้งจากกลุ่มพันธมิตรบอกว่าการจับกุมอยู่ในเขตไทยและมีการระบุในแผนที่ต่าง ๆ ตรงกันข้ามกับสิ่งที่รัฐบาลชี้แจง นายกฯ กล่าวว่า คงต้องเอาข้อเท็จจริงและว่ากันไปตามความเป็นจริง ตนเห็นว่าเขาไม่ได้โต้แย้งเรื่องพิกัดในส่วนของจุดที่มีการจับกุม แต่มีการตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องของแผนที่ ซึ่งตนยืนยันมาตลอดว่าจุดที่พูดถึงเรื่องเอกสารสิทธิ์ของชาวบ้านตามแผนที่ที่เราใช้อยู่มันก็อยู่ในฝั่งไทยทั้งหมด แต่ปัญหาที่ชาวบ้านร้องเรียนตนมาว่าเข้าไปทำกินไม่ได้ก็จะมีการแก้ไขต่อไป ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับประเด็นอื่นๆ แล้วก็ไปหยิบเรื่องบ่อน้ำ เรื่องของค่าย

 “อยากให้ไปตรวจสอบข้อมูลให้ดี เพราะว่าจริงแล้วเอกสารของหน่วยงานที่ทำเรื่องนี้คือ UNBRO มันก็มีเอกสารที่บ่งชี้อยู่ว่ามันไม่ได้เป็นอย่างที่มีการอ้างกัน คือผมยังไม่อยากให้ต้องมาขัดแย้งกันเองในประเทศ แต่ผมเรียนว่าหากสถานการณ์คลี่คลายในระดับหนึ่งแล้วก็จะชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมด เพราะทุกอย่างต้องโปร่งใส”นายกฯ กล่าว

 ต่อข้อถามที่ว่าจะมีการหารือบ่ายนี้จะมีเราต้องช่วย 7 คนไทยก่อนส่วนปัญหาชายแดนเป็นปัญหาระยะยาว นายกฯ ตอบว่า ใช่ครับ ความจริงแนวที่ใช้กันมาคือการใช้การเจรจาภายใต้กรอบเอ็มโอยูและเจบีซี ซึ่งไม่ได้มีปัญหา เพียงแต่เมื่อเกิดการกระทบกระทั่งขึ้นก็ต้องมาดูว่ามีแนวปฏิบัติอย่างไรเพื่อให้ไม่ให้ส่งผลลุกลามบานปลายไปกระทบกับคน
 เมื่อถามว่านายกฯเคยบอกว่าจะทำทุกทางเพื่อช่วยเหลือคนตอนนี้มีการคุยหรือคิดที่จะคุยกับสมเด็จฮุนเซนหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า มีการประสานงานกันหลายระดับ แล้วก็จะเลือกรูปแบบและวิธีการที่เหมาะสม

 ส่วนที่ท่าทีของรัฐบาลที่บางฝ่ายบอกว่ารัฐบาลขี้ขลาดเกินกว่าที่จะจัดการปัญหานี้ได้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนเข้าใจการวิพากษ์วิจารณ์ไม่มีใครอยากเห็นคนไทย โดยเฉพาะ 7 คนนี้ ตกอยู่ในสภาพอย่างนี้ เพียงแต่การวิพากษ์วิจารณ์นี้ตนสังเกตดูว่าอาจจะไม่ตรงกับที่รัฐบาลทำอยู่

 “หรือยกตัวอย่างความคิดเห็นที่อาจจะไม่ทราบว่ามีการดำเนินการอะไรอย่างไรบ้าง เพราะว่าการทำงานเรื่องแบบนี้คงไม่ใช่สิ่งที่จะมาพูดหรือบรรยายหรือเปิดเผยได้ทั้งหมด แต่ผมยืนยันว่าทั้งหมดรักษาผลประโยชน์ของส่วนรวม และผลประโยชน์ของคนไทย เมื่อเหตุการณ์คลี่คลายก็จะชี้แจงในจังหวะเวลาที่เหมาะสม”นายกฯ กล่าว

"ชวนนท์"โต้พธม.กรณีค่ายอพยพทับทิมสยาม

 ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการ รมว.ต่างประเทศ แถลงชี้แจงกรณีแถลงการณ์ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ระบุว่า จุดที่คนไทย 7 คน ถูกทหารกัมพูชาจับกุมอยู่ในดินแดนของไทย โดยมีหลักฐานเป็นหลักฐานภาพถ่ายทางอากาศสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือยูเอ็นเอชซีอาร์ ว่า กระทรวงการต่างประเทศได้ชี้แจงหลายครั้งแล้วว่าจุดที่ 7 คนไทยถูกจับกุม เป็นพื้นที่อธิปไตยของใคร ซึ่งแนวทางการช่วยเหลือคนไทยทั้ง 7 ขณะนี้ยังต้องรอดูการพิจารณาคดีของศาลกัมพูชาก่อนเพื่อประกอบการตัดสินใจว่าจะขอยื่นประกันตัวหรือจะใช้แนวทางใด

 นายชวนนท์ กล่าวชี้แจงเพิ่มเติมว่า การที่กลุ่มพันธมิตรฯ อ้างว่าจุดที่ทั้ง 7 คนถูกจับตัวเป็นที่ตั้งเดียวกันกับค่ายลี้ภัยของยูเอ็นเอชซีอาร์ ไซด์ 2 นั้น จากการตรวจสอบแล้วพบว่า เป็นคนละจุดกัน ซึ่งจุดที่ 7 คนไทยถูกจับกุมอยู่ที่ บ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ขณะที่จุดที่กลุ่มพันธมิตรฯ นำมาอ้างว่าเป็นจุดที่คนไทยถูกจับกุมเป็นค่ายลี้ภัย อ.ตาพระยา จ.ปราจีนบุรี ซึ่งตอนนี้ได้เปลี่ยนชื่อเป็นหมู่บ้านทับทิมสยาม 2 โดยห่างจากจุดที่ 7 คนไทยถูกจับจริง 30 กิโลเมตร อย่างไรก็ตาม ในสมัยสงครามกลางเมืองของกัมพูชาเมื่อปี 2524 เป็นสาเหตุที่ทำให้ชาวกัมพูชาต้องอพยพออกจากบ้านหนองจาน โดยยูเอ็นเอชซีอาร์ได้ขอพื้นที่ของไทยให้ทำเป็นค่ายผู้อพยพ เพื่อให้ชาวบ้านย้ายมาอาศัยอยู่ในไซด์ 2 แล้วตั้งชื่อว่า เป็นบ้านหนองจาน ทำให้ 2 พื้นที่นี้ชื่อเรียกเดียวกันแต่อยู่คนละที่

 นายชวนนท์ กล่าวอีกว่า ส่วนที่กลุ่มพันธมิตรฯ นำแผนที่แสดงพิกัดเขตแดนมาอ้างถึงจุดที่จับกุม 7 คนไทยว่าเป็นพื้นที่ของไทยอยู่นั้น เป็นจุดที่ไม่ตรงกับที่เจ้าหน้าที่กรมแผนที่ทหาร และเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศลงพื้นที่ตรวจสอบมา ซึ่งเป็นพิกัดที่อยู่ต่ำลงมา ซึ่งยืนยันได้ว่า อยู่ในพื้นที่ของกัมพูชาจริง และขอยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ของกองเขตแดนได้ไปจุดที่คนไทยทั้ง 7 ถูกจับกุม เพื่อไปตรวจสอบพื้นที่พิกัดที่ยังมีความสับสนอยู่ในขณะนั้น ตั้งแต่วันที่ 31 ธ.ค. และมีหลักฐานเป็นภาพถ่ายบ้านไม้จุดสุดท้ายที่คนไทยถูกจับกุม

 “เรื่องนี้ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันช่วยเหลือ 7 คนไทย การลดการโต้เถียงบนหน้ากระดาษ บนสื่อ จะช่วยทำให้เรื่องจบได้เร็ว ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมชี้แจงตามข้อเท็จจริงทุกอย่างให้สังคมรับทราบ ” นายชวนนท์ กล่าว

 เมื่อถามว่ากลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติฯ ออกมาระบุว่าเจ้าหน้าที่สถานทูตไทยประจำกรุงพนมเปญ ไม่ให้ความร่วมมือให้ทีมกฎหมายจากกลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติ พบกับทีมทนายความชาวกัมพูชา นายชวนนท์ กล่าวว่า ทีมกฎหมายต้องประสานกับทนายความกัมพูชาเอง สถานทูตไทยไม่มีอำนาจที่จะสั่งการใดๆ กับทนายความ แต่ทางสถานทูตไทย ก็ได้ให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่ แม้แต่เรื่องการประสานให้ญาติบางคนเข้าเยี่ยมทั้งที่ไม่แจ้งล่วงหน้าตามหลักเกณฑ์ สถานทูตไทยก็ดำเนินการให้และสามารถเข้าเยี่ยมกันทุกคน เมื่อเวลา 10.00 น. ของวันนี้ อย่างไรก็ตามล่าสุดได้รับแจ้งจากทางสถานทูตไทยว่า นายวีระ สมความคิด นางนฤมล จิตรวะรัตนา และน.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ ทราบว่าได้อนุญาตให้ทีมกฎหมายของกลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติฯ เข้าพบ แต่ขณะนี้ยังไม่ทราบวันเวลาที่จะพบ