ข่าว

 จับตา"ปาล์ม-น้ำตาลทราย"แนวโน้มราคาสินค้าเกษตรพุ่ง 20-40%

จับตา"ปาล์ม-น้ำตาลทราย"แนวโน้มราคาสินค้าเกษตรพุ่ง 20-40%

10 ม.ค. 2554

หากติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าในปี 2553 ที่ผ่านมา จะพบว่าภาพรวมราคาอยู่ในระดับทรงตัว แม้สินค้าบางรายการจะปรับขึ้นไปบ้าง แต่ในปี 2554 นี้ เหตุการณ์เริ่มเปลี่ยนแปลงไป ทุกฝ่ายมองไปในแนวโน้มเดียวกันถึงทิศทางราคาสินค้าว่าน่าจะปรับสูงขึ้น

ตามปัจจัยต้นทุนหลักในเรื่องราคาน้ำมัน และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ยังคงใช้มาตรการตรึงราคาสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวันไปจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2554 ขณะเดียวกันจะปล่อยให้สินค้าบางชนิดปรับขึ้นราคาตามต้นทุนที่สูงขึ้น

 ราคาปาล์มขวดขึ้นรวด9บาท

  "น้ำมันปาล์มขวด" ซึ่งมีปัญหาเรื้อรังมานานตั้งแต่ช่วงปลายปี และผู้ประกอบการได้ยื่นต่อกรมการค้าภายในขอปรับราคาอีกขวดละ 8-10 บาท ล่าสุดนางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการพิจารณาน้ำมันพืชบริโภค มีมติให้ปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันปาล์มบรรจุขวดขนาด 1 ลิตร ขวดละ 9 บาท เป็นขวดละ 47 บาท และให้มีผลตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม เป็นต้นไป ทั้งจะจัดส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบตามสถานที่จำหน่ายสินค้าต่างๆ เพื่อไม่ให้มีการขายเกินกว่าราคาที่กำหนด

 พร้อมกันนี้ ที่ประชุมได้มีแนวคิดให้จัดตั้งกองทุนดูแลรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันปาล์ม เพื่อเป็นการรักษาเสถียรภาพของราคาน้ำมันปาล์มไม่ให้ส่งผลกระทบต่อราคาอาหารสำเร็จรูป ตลอดจนค่าครองชีพของผู้บริโภค โดยจะมีการศึกษารูปแบบของกองทุนและหน้าที่รับผิดชอบก่อนเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

 ด้านนางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ได้มอบหมายให้กรมการค้าภายในติดตามดูแลราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด ให้ผู้บริโภคได้รับความเป็นธรรมจากการซื้อสินค้าและบริการ โดยตรวจสอบให้มีการปิดป้ายแสดงราคา เพื่อให้ผู้บริโภคได้เปรียบเทียบราคาก่อนตัดสินใจซื้อ และรู้จักรักษาสิทธิของตัวเองในการซื้อสินค้าและบริการ โดยรณรงค์ให้ดูป้ายแสดงราคาเพื่อเปรียบเทียบราคาก่อนตัดสินใจซื้อ
 
 จับตาน้ำมันปาล์ม-น้ำตาลทราย
 
 ขณะที่นายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมค้าส่ง-ปลีกไทย กล่าวถึงสถานการณ์ราคาสินค้าว่า สินค้าที่น่าจับตามองสำหรับปีนี้มี 2 ตัวหลักๆ คือ ปาล์ม และน้ำตาลทราย โดยมองว่าสถานการณ์ปาล์มจะยังคงตึงตัวต่อไป เพราะมีการนำน้ำมันปาล์มไปใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีมากขึ้น ประกอบกับนโยบายของรัฐบาลไม่มีความชัดเจนในเรื่องไบโอดีเซล ที่มีการนำน้ำมันปาล์มไปผสมในดีเซล ทั้งยังเกิดสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ช่วงปีที่ผ่านมา จึงทำให้วัตถุดิบตึงตัว

 "ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพราะภาครัฐ ไม่มีการวางแผนล่วงหน้าที่ชัดเจน ทำให้มีการนำอาหารคนไปแบ่งกับเครื่องยนต์ จนทำให้ผู้บริโภคเดือดร้อน ซึ่งสถานการณ์น้ำมันปาล์มตึงตัว ประกอบกับต้นทุนที่สูงขึ้น จึงต้องปรับราคาขึ้น อย่างไรก็ตาม ราคาที่ขึ้นไปจะมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับผลผลิตด้วย หากสภาพดินฟ้าอากาศดีผลผลิตเพิ่มขึ้นราคาอาจจะขึ้นไม่มากนัก แต่หากผลผลิตน้อยก็จำเป็นต้องปรับราคา ซึ่งก็จะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคในที่สุด"

 ส่วนน้ำตาลทราย เป็นอีกสินค้าที่มีปัญหาเรื้อรังมานาน นายสมชายกล่าวว่า คนที่มีอำนาจหน้าที่ดูแล ซึ่งก็คือกระทรวงอุตสาหกรรม ไม่สามารถจัดการแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่สามารถทำให้การกระจายน้ำตาลทรายเป็นไปอย่างทั่วถึง จนกระทรวงพาณิชย์ต้องมาไล่บี้ติดตามในด้านราคา มองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากความไม่ชัดเจนในเรื่องนโยบาย ซึ่งในความเป็นจริงรัฐควรกำหนดให้ชัดเจนเลยว่าหน่วยงานไหนควรจะควบคุมดูแลเพื่อให้เกิดความชัดเจน และจัดการกับระบบให้เด็ดขาด

 สำหรับสถานการณ์ราคาสินค้าอื่นๆ นั้นขึ้นอยู่กับราคาน้ำมัน หากไม่ขึ้นมากนักก็ไม่น่าจะปรับตัว ส่วนนมผง เท่าที่ติดตามข่าวในขณะนี้เริ่มทรงตัว ไม่น่าจะเป็นปัญหา

 นอกจากนี้ ในด้านกำลังซื้อเองก็มองว่าในปีนี้จะดีขึ้น เพราะมีการปรับขึ้นค่าแรงทั่วประเทศ ประกอบกับการขึ้นเงินเดือน อีกทั้งการที่ตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้นเมื่อปีที่ผ่านมา เชื่อว่าคนที่ได้กำไรจากการลงทุนในหุ้นเมื่อปีที่แล้ว จะเริ่มใช้เงินมากขึ้นในปีนี้

 นายสมชายกล่าวถึงมาตรการตรึงราคาสินค้าของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งได้ขอความร่วมมือกับผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคในการตรึงราคาต่อไปอีกจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2554 ว่านโยบายการตรึงราคาถึงเป็นแนวทางที่ดี แต่หากการตรึงราคาโดยไม่มีเหตุผลเพียงพอ หรือขาดข้อมูลในเชิงลึกพอ ก็จะมีผลกระทบกับผู้ผลิตไม่สามารถพัฒนาประสิทธิภาพทางธุรกิจได้เนื่องจากไม่สามารถทำกำไรได้

 "หากนโยบายตรึงราคาทำโดยขาดเหตุผลเพียงพอ ไม่มีข้อมูลแล้ว ธุรกิจก็จะไม่มีกำไรก็จะอยู่ไม่ได้ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีจะได้รับผลกระทบ จึงมองว่ารัฐบาลน่าจะมองในเชิงพัฒนาด้วย เพราะเมื่อต้นทุนขึ้น ค่าแรงขึ้น แต่สินค้าไม่สามารถปรับขึ้นราคาได้ก็จะทำให้เขาอยู่ไม่ได้ ไม่มีศักยภาพเพียงพอในการพัฒนาธุรกิจในอนาคต"

 อย่างไรก็ตาม มองว่าภาครัฐควรมองแนวทางการส่งเสริมด้วย ควรให้ข้อมูลที่ถูกต้องเพียงพอแก่ผู้บริโภค เช่น เมื่อราคาน้ำมันปาล์มขาดมีราคาแพง น้ำมันถั่วเหลืองซึ่งมีคุณภาพที่ดีกว่า และขณะนี้ราคาถูกกว่าก็น่าจะหันไปใช้น้ำมันถั่วเหลืองแทน รวมทั้งควรสร้างตัวเลือกให้แก่ผู้บริโภคเพิ่มเติม โดยการส่งเสริมสินค้าของเอสเอ็มอี ซึ่งการส่งเสริมสินค้าโอท็อปคือการเพิ่มช่องทางการขายให้แก่ผู้ผลิตเหล่านี้ให้มากขึ้น

 ราคาสินค้าเกษตรปี54พุ่ง20-40%

 ด้านนายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล กรรมการรองเลขาธิการ สภาหอการค้าไทย กล่าวถึงทิศทางราคาสินค้าเกษตรว่า ในภาพรวมมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น โดยเป็นทิศทางทั่วโลกที่ตอนนี้สินค้าธัญพืช เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง และพืชที่เกี่ยวเนื่องกับพืชน้ำมัน ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งจนทำให้ต้องมีการนำสินค้าจากสต็อกออกมาใช้ บางประเทศนำมาตรการห้ามส่งออกสินค้ามาใช้ และเมื่อผลผลิตลดลง สต็อกสินค้าก็ลดลง จึงจำเป็นที่จะต้องมีการคืนสต็อก ทำให้ผลผลิตที่จะออกมาจากนี้ไปมีราคาจะสูงขึ้นโดยเฉลี่ย 20-40% ขึ้นอยู่กับแต่ละสินค้า

 นอกจากนี้ หากมองไปข้างหน้าถึงทิศทางราคาน้ำมันคาดว่าจะเฉลี่ยที่ 90-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จึงจะมีการนำพืชพลังงานมาใช้ทดแทนน้ำมัน ส่งผลต่อสินค้าอาหารให้ถูกเบียดเบียน ราคาสินค้าเกษตรก็จะสูงขึ้นอีก และมองว่าจากนี้ไปราคาจะไม่ลดลง ปรากฏการณ์พลังงานทดแทนจะมีอยู่อย่างต่อเนื่อง จึงต้องมีการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต หรือการขยายพื้นที่ปลูกใหม่ แต่ปัจจุบันทรัพยากรเราก็ถูกจำกัด

 สำหรับราคาสินค้าเกษตรของไทยก็จะเป็นไปตามกระแสของโลก โดยเฉพาะสินค้าหลักๆ คือ ข้าว มัน ยาง อ้อย และปาล์ม ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกเกือบทั้งหมด

 อย่างไรก็ตาม การที่ราคาสินค้าเกษตรมีทิศทางสูงขึ้น หากภาครัฐเกรงว่าจะมีผลกระทบกับผู้บริโภค เรื่องข่าวสารข้อมูลจากภาครัฐจะต้องมีความชัดเจน ส่งสัญญาณให้แก่ผู้บริโภครู้ล่วงหน้า เพื่อจะสามารถปรับตัว ปรับวิธีการบริโภคใหม่ จึงจะสามารถบรรเทาภาระที่เพิ่มขึ้นนี้ได้ในระดับหนึ่ง

 โดยหากต้องให้เลือกระหว่างเกษตรกร กับผู้บริโภค ในความเห็นส่วนตัวแล้วมองว่าต้องเลือกเกษตรกรก่อน เพราะที่ผ่านมาเกษตรกรมักจะขาดทุนมาโดยตลอด หรือการจะบรรเทาช่วยเหลือก็สามารถทำได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น

 "ถ้าราคาสินค้าเกษตรมีทิศทางปรับสูงขึ้นก็ต้องปล่อยไปตามกระแส ไม่ควรเข้าไปทำให้ตลาดบิดเบือน จากนั้นค่อยมาดูในส่วนสวัสดิการของผู้บริโภค โดยดำเนินการให้มีรายได้สูงขึ้น เช่นการปรับขึ้นเงินเดือน" นายพรศิลป์กล่าวและว่า

 ในเรื่องการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตนั้น มองว่าควรที่จะมีการปรับโครงสร้างการผลิตใหม่ทั้งหมด ซึ่งปัจจุบันพบว่าระบบชลประทานกระจายทั่วถึงพื้นที่ทางการเกษตรเพียง 22 ล้านไร่ จึงต้องมาดูว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้ระบบน้ำมีความสมบูรณ์เพียงพอและทั่วถึง นอกจากนี้ น่าจะมีการส่งเสริมไปด้านพลังงานทดแทน เช่น พื้นที่อีสาน ปัจจุบันสามารถทำนาได้เพียงฤดูกาลเดียว ก็น่าจะมีการส่งเสริมให้มีการปลูกพืชพลังงานทดแทนซึ่งมีอนาคตมากกว่า โดยมีเป้าหมายลดการนำเข้าน้ำมันให้ได้มากที่สุด

 อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมด้านพลังงานทดแทน เช่น ปลูกปาล์ม ในระยะ 2-3 ปีแรกยังจะต้องใช้เวลาทำให้ผลผลิตน้อย รายได้เกษตรกรจะน้อยตามไปด้วย ภาครัฐก็ควรที่จะมีระบบอุดหนุน ซึ่งการอุดหนุนไม่ได้ทำอย่างระบบปัจจุบันคือระบบการจำนำ และประกันราคา แต่ให้อุดหนุนว่าเมื่อระยะ 2-3 ปีแรกรายได้น้อยก็เข้าไปอุดหนุนเสียเพื่อมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพ มุ่งการเปลี่ยนแปลงด้านอาชีพ

 "ภาครัฐต้องมีการวางแผนล่วงหน้าว่าระยะ 10-20 ปีจะทำอย่างไร เกษตรกรเองจะต้องมีการรวมตัวกัน หรือรวมเป็นกลุ่มก้อนสหกรณ์ เพื่อให้พื้นที่มีขนาดใหญ่ขึ้น นำเทคโนโลยีการผลิตเข้ามาใช้ และเมื่อธนาคารพาณิชย์เห็นการรวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนมากขึ้น ก็จะมีความเชื่อมั่นมากขึ้นและปล่อยกู้ได้ดียิ่งขึ้น และลูกหลานเมื่อเห็นอาชีพนี้มีการพัฒนานำเทคโนโลยีมาใช้แล้วก็จะทำให้มีความสนใจที่จะสานต่ออาชีพเกษตรกรของรุ่นพ่อแม่ต่อไป" นายพรศิลป์กล่าว