
"ส.ส.ส่วนใหญ่อยากได้ 400:100"
ในวันที่ 11 มกราคมนี้ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญในมาตรา 93-98 เกี่ยวกับระบบเลือกตั้งจากเขตใหญ่และระบบสัดส่วน มาเป็นระบบเขตเดียวเบอร์เดียวและบัญชีรายชื่อ จะสรุปความชัดเจนอีกครั้ง
หลังจากการประชุมกรรมาธิการเมื่อวันที่ 4 มกราคม ที่ผ่านมา แม้จะเชิญอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 มาชี้แจงถึงเจตนารมณ์ในการสร้างระบบเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญปัจจุบันว่ามีที่มาอย่างไร และเชิญ "สมบัติ ธำรงธัญวงศ์" ประธานคณะกรรมการพิจารณาข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาชี้แจงในฐานะเป็นผู้ยกร่างแก้ไขมาตราดังกล่าวทำไมถึงแบ่ง ส.ส.ระบบเขตเดียวเบอร์เดียว 375 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 125 คน แต่ที่ประชุมก็ยังไม่ได้ข้อยุติ
การประชุมกรรมาธิการในวันที่ 11 มกราคมนี้ จะพิจารณารายละเอียดของมาตรา 93-98 เกี่ยวกับระบบเลือกตั้งอีกครั้ง หากยังหาข้อสรุปไม่ได้ทางคณะกรรมาธิการจะมีการลงมติ โดยยึดตามเสียงโหวตของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากเป็นหลัก
สำหรับคณะกรรมาธิการมีทั้งหมด 45 คน โดยมีสัดส่วน ส.ว. 11 คน และ ส.ส. 34 คน แบ่งเป็นพรรคประชาธิปัตย์ 19 คน พรรคภูมิใจไทย 4 คน พรรคเพื่อแผ่นดิน 4 คน พรรคชาติไทยพัฒนา 3 คน พรรครวมชาติพัฒนา พรรคกิจสังคม พรรคมาตุภูมิ และพรรคประชาราช พรรคละ 1 คน ซึ่งคณะกรรมาธิการชุดนี้จะพิจารณาแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 190 พิจารณาแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 93-98 ในคราวเดียวกันด้วย
สำหรับการพิจารณาแก้ไขมาตรา 190 ไม่มีปัญหา แต่ที่กำลังถกเถียงกันอยู่ในขณะนี้คือ การแก้ไขมาตรา 93-98 เรื่องระบบเขตเลือกตั้ง เริ่มมีความเห็นเป็น 2 ส่วน
ส่วนแรก "พรรคประชาธิปัตย์" และ "ส.ว.บางส่วน" เห็นด้วยกับคณะกรรมการศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญชุด "สมบัติ ธำรงธัญวงศ์" ที่เสนอ ส.ส.ทั้งหมด 500 คน แบ่งเป็น ส.ส.เขต 375 คน และ ส.ส.ระบบสัดส่วน 125 คน จากเดิมรัฐธรรมนูญปี 2550 กำหนด ส.ส.เขต 400 คนและ ส.ส.ระบบสัดส่วน 80 คน
ซึ่งให้ความสำคัญกับ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อมากกว่า โดยเน้นไปที่พรรคการเมืองทำให้พรรคมีความเข้มแข็งจะได้รับความนิยมจากประชาชนมากขึ้น
และส่วนที่สองเสียงสนับสนุนส่วนใหญ่มาจาก "พรรคร่วมรัฐบาล" และล่าสุดฝ่ายค้านอย่าง "พรรคเพื่อไทย" ได้ประกาศขอมาร่วมพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยพากันสนับสนุนสูตร ส.ส.ทั้งหมด 500 คน โดยเป็น ส.ส.เขต 400 คน และ ส.ส.สัดส่วน 100 คน โดยเห็นว่าการเพิ่มสัดส่วน ส.ส.บัญชีรายชื่อเป็นการเปิดทางให้นายทุนลงสมัครรับเลือกตั้งในบัญชีรายชื่อลำดับต้นๆ เพื่อเป็นรัฐมนตรี และ ส.ส.เขต 375 คน ทำให้ ส.ส.ดูแลประชาชนไม่ทั่วถึง
"ประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ" ประธาน ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ได้ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า ตั้งแต่ปิดสมัยประชุมสภาทางพรรคไม่เคยมีการประชุมหรือหารือเกี่ยวกับเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งสองมาตรา เพราะถือว่าได้มอบหมายให้ตัวแทนพรรค 4 คน ที่เป็นกรรมาธิการได้ทำหน้าที่ ซึ่งขณะนี้ในกรรมาธิการมีความเห็นต่างกันเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายแรกเห็นด้วยกับจำนวน ส.ส.เขต 375 คน ส.ส.สัดส่วน 125 คน ฝ่ายที่สองเห็นว่าควรมี ส.ส.เขต 400 คน ส.ส.สัดส่วน 100 คน
"การประชุมคณะกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญระบบเขตเลือกตั้งในวันอังคารที่ 11 มกราคม จะมีการลงมติเพื่อเลือกว่าจะใช้หลักการเดิมที่เสนอโดยคณะอาจารย์สมบัติ์ ที่มีส.ส.เขต 375+125 หรือที่กรรมาธิการอีกส่วนเสนอ ส.ส.เขต 400+100 และคิดว่าเรื่องนี้น่าจะจบในชั้นกรรมาธิการ แต่ถ้ายังไม่จบวาระ 3 ก็สามารถให้ ส.ส.ไปโหวตต่อได้เมื่อเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา" ประธาน ส.ส.พรรคภูมิใจไทย กล่าว
สำหรับสูตร ส.ส.เขต 400+100 มาจากรัฐธรรมนูญปี 2540 "ประจักษ์" บอกว่า ส.ส.ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับสูตรนี้ เพราะมองว่าสูตร ส.ส.เขต 375 คน ทำให้พื้นที่กว้างขึ้น ส.ส.ดูแลประชาชนไม่ทั่ว และการออกแบบสูตรแบบนี้ทำให้พรรคใหญ่ที่มีฐานสมาชิกหนาแน่นได้เปรียบ ขณะที่พรรคขนาดเล็กหรือพรรคเกิดใหม่เมื่อส่งผู้สมัครหน้าใหม่มักไม่ได้รับการเลือกตั้ง และระบบเขต 400+100 ทุกพรรคก็เคยผ่านการใช้มาแล้วหากนำกลับมาใช้อีกไม่ยุ่งยาก
หลายคนมองว่าเมื่อเปลี่ยนระบบเลือกตั้งมาเป็นเขตใหญ่พรรคเล็กและพรรคขนาดกลางมักอ้างเรื่องความใกล้ชิดกับประชาชนทั้งที่ขณะนี้มีองค์กรปกครองท้องถิ่นดูแลประชาชนเกือบทุกด้าน "ประจักษ์" ยืนยันว่า ประชาชนกับ ส.ส.ไม่มีวันตัดขาดจากกัน เพราะมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบางพื้นที่ไม่สามารถหาเงินมาทำกิจกรรมในพื้นที่ได้ ต้องของบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาล ส.ส.ในพื้นที่จึงต้องเป็นปากเป็นเสียงแทน
"ส.ส.เป็นผู้พิจารณากฎหมายและงบประมาณ รวมทั้งนำปัญหาของประชาชนในพื้นที่มาพูดในสภาองค์กรท้องถิ่นทำงานช่วยเหลือได้บางเรื่องเท่านั้น บางแห่งงบประมาณไม่เพียงพอก็ต้องขอจากรัฐบาลก็เป็นหน้าที่ของ ส.ส.ในพื้นที่จะเข้าไปดูแล" ประธาน ส.ส.พรรคภูมิใจไทย กล่าว
มีการตั้งข้อสังเกตสาเหตุที่พรรคเพื่อไทยกลับใจมากร่วมพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้พร้อมประกาศสนับสนุนระบบเลือกตั้ง ส.ส.เขต 400+100 เหมือนกันพรรคร่วมรัฐบาลเหมือนกลัวว่าหากสุดท้ายถึงขั้นต้องโหวตในสภาลำพังเสียงของ "พรรคร่วมรัฐบาล" อาจไม่พอหาก "พรรคประชาธิปัตย์" ยืนยันในหลักการที่จะยึดร่างของชุด "สมบัติ ธำรงธัญวงศ์" ที่เสนอมา
ข้อสังเกตในเรื่องนี้ "ประจักษ์" หัวเราะก่อนจะตอบว่า "ผมไม่ขอแสดงความคิดเห็น"
นอกจากนี้ "ประจักษ์" ยืนยันว่า "ไม่ว่าเสียงโหวตในกรรมาธิการหรือที่ประชุมรัฐสภาจะออกมาเป็นอย่างไร ก็ไม่มีผลต่อการร่วมรัฐบาลอย่างแน่นอน เพราะมติแต่ละพรรคที่ออกมาต้องฟังเสียง ส.ส.ในฐานะผู้ที่อยู่ในพื้นที่ และจากการฟังเสียง ส.ส.ส่วนใหญ่ในสภาอยากได้ระบบเขตเลือกตั้ง 400+100"
สุดท้ายแล้วคงต้องรอดูผลการประชุมของคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ เรื่องระบบเลือกตั้ง เพื่อสรุปก่อนนำผลการประชุมเสนอเข้าสู่ที่ประชุมร่วมรัฐสภาประมาณต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้
สมถวิล เทพสวัสดิ์



