ข่าว

กรณีพนิชทดสอบแนวปะทะ6มิติ

กรณีพนิชทดสอบแนวปะทะ6มิติ

10 ม.ค. 2554

การลองของเขมรอย่างมีเงื่อนงำของ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ฉายภาพให้เห็นถึงความขัดแย้งของหลายฝ่ายที่หน้าฉากอาจเหมือนไม่มีอะไร แต่ภายในพร้อมห้ำหั่นกัน โดยการล่อเป้าครั้งนี้เปิดโอกาสให้คนนอกได้เห็นการสาดกระสุนประปรายตามแนวปะทะหลากหลายคู่ปรปักษ์ และทำให้เกิดข้อคิด

 แนวปะทะแรกนั้นแน่นอนว่าต้องมองที่ระดับชาติ ประชาธิปัตย์กับฮุน เซน ยังไงก็เชื่อใจกันไม่ได้ แม้ว่าฝ่ายแรกจะศิโรราบทุกอย่างถ้าเพียงแค่ฝ่ายหลังไม่เอาทักษิณ ฝ่ายหลังที่ถึงจะได้เปรียบในหลายด้านก็ไม่พอใจที่ฝ่ายแรกหลิ่วตาให้พันธมิตรกระแทกตัวอยู่เสมอ เอ็กซิเดนท์ที่เกิดขึ้นนี้ยิ่งทำให้เขมรกราดเกรี้ยวเข้าไปอีก

 แนวปะทะมิติถัดมาคือประชาธิปัตย์ดวลกับพรรคฝ่ายค้าน ในยามที่ใกล้เลือกตั้งทั้งสองฝ่ายต้องชิงรุกเข้าหากัน ฝ่ายแรกอาจเล่นไพ่ชาตินิยมเรียกแต้มจากชาวกรุงเทพฯ ลบภาพที่อ่อนให้แก่เขมรตลอด แต่เมื่อพลาดมาฝ่ายหลังก็จวกกลับเลยว่านายกฯ พาชาติเข้าจุดเสี่ยง แนวปะทะต่อไปที่ซ้อนกันอยู่คือมิตรรักมิตรชังอย่างประชาธิปัตย์กับพันธมิตร แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะขาดกันไม่ได้เพราะฝ่ายแรกต้องใช้ฝ่ายหลังทำงานในสิ่งที่ตนไม่กล้าทำและฝ่ายหลังยังตัดขาดมวลชนทับซ้อนไม่ได้ (แม้ว่าตนจะเคยใช้วาจาดูถูกมวลชน ”ที่อ้างว่าเป็นกลาง” กลุ่มดังกล่าวมาแล้ว) งานนี้ถึงจะร่วมกันสร้างเรื่อง แต่ความที่ไม่คลิกกันก็ทำให้ทั้งสองฝ่ายไม่พอใจกันหนักขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นว่าใครอ่อนหัด ใครชวนใครก่อนและใครรักชาติ

 แนวปะทะที่ใหม่สุดแต่ซีเรียสไม่น้อย เพราะเป็นความขัดแย้งที่ลึกถึงอุดมการณ์ คือในทางรูปธรรมนั้นคือความรู้สึกชาตินิยมจนใกล้จะคลั่งชาติของฝ่ายที่มาจากกรุงเทพฯ ผสมกับศีรษะอโศกท้องถิ่นกับฝ่ายที่สนใจความจริงที่กินได้ของเศรษฐกิจท้องถิ่นและความสงบสันติไร้พรมแดน งานนี้เคยปะทะถึงขั้นหัวร้างข้างแตกกันมาทีนึงแล้วเมื่อปี 2552 คราวนี้เลี่ยงตีกันไปได้แต่ก็เหม็นหน้ากันต่อไป แล้วอาจลามไปถึงความเป็นปรปักษ์ระหว่างชาวบ้านกับสันติอโศกในพื้นที่ และท่าทีที่จะกำหนดต่อไประหว่างสันติอโศกกับชาวพุทธที่ไม่ใช่สันติอโศกอีกด้วย ส่วนในทางนามธรรมนั้นกรณีนี้ยิงตรงเข้าไปในหัวใจคนไทยทุกคนว่าคิดยังไงกับการที่เขมรรุกล้ำแผ่นดินไทยกันแน่ ต่างก็มีประเด็นให้เข้าข้างหรือผลักไสทั้งนั้น

 ยังมีมิติอื่นที่ย่อยลงไปหรือยังไม่ชัด เช่น ระหว่างกองทัพกับพันธมิตร ระหว่างข้าราชการประจำโดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศและหน่วยราชการในพื้นที่กับเอ็นจีโอภาคประชาสังคมที่มีแบ็กแข็งหนุนหลัง เป็นต้น ความไม่พอใจต่อกันนี้คือระเบิดเวลาของสังคมที่บั่นทอนสามัคคีและฉันทามติในทุกเรื่อง ซึ่งจะฉุดให้ทุกหมากตาเดินของชาติและของก๊วนเหมือนมีไวรัสถ่วงรั้ง