
เมื่อสมาร์ทโฟนทะลายกำแพงคุก
ผู้ต้องขังในคดีค้าของเถื่อนในเรือนจำแห่งหนึ่งในรัฐจอร์เจีย เลิกนับวันนับคืนว่าเมื่อไหร่จะได้รับอิสรภาพ เขามีเพื่อนในโลกออนไลน์ 91 คน เล่นเกมฟาร์มวิลล์และสตรีทวอร์บนเฟซบุ๊กด้วยสมาร์ทโฟนยี่ห้อซัมซุง ที่ซื้อมาจากผู้คุมคนหนึ่ง เคยใช้มือถือเครื่องเดียวกันนี้
ข้อร้องเรียนเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับนักโทษ แต่เทคโนโลยีที่พวกเขาใช้ป่าวประกาศต่างหากที่เป็นเรื่องใหม่ และกำลังเข้าไปเปลี่ยนวิถีชีวิตคนในคุก ในอัตราที่รวดเร็วไม่น้อยไปกว่าวิถีชีวิตภายนอกที่กำลังเปลี่ยนไป จนทำให้ดูเหมือนว่า กำแพงซึ่งเป็นเขตแดนทางกายภาพกั้นขวางเหล่านักโทษกับโลกภายนอก ไม่ได้ทำหน้าที่ของมันอีกต่อไป
การกวาดล้างมือถือผิดกฎหมายในเรือนจำ นั่นก็ยากพออยู่แล้ว เจ้าหน้าที่ต้องปวดศีรษะหนักเข้าไปอีก เมื่อนักโทษใช้สมาร์ทโฟน ที่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ มีทั้งแผนที่ มีสมุดโทรศัพท์ เดินหน้าก่ออาชชญากรรมได้ต่อไปอย่างสะดวกสบายแม้ยังอยู่ระหว่างรับโทษอยู่ก็ตาม
สมาร์ทโฟนกลายเป็นอาวุธที่มีพิษสงร้ายกาจที่สุดในเรือนจำ เทียบได้กับมีดสวิสส์อาร์มี สมัยก่อน เพราะทำอะไรได้หลายอย่าง
นักโทษสามารถส่งเอสเอ็มเอสและอีเมลประสานการประท้วงกับเพื่อนนักโทษในเรือนจำอื่นๆ พร้อมๆกัน พวกเขาใช้นามแฝง แลกเปลี่ยนข่าวสารสถานการณ์ล่าสุดชั่วโมงต่อชั่วโมงกับเพื่อนๆ บนเฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ แถมยังสื่อสารกับบรรดาผู้เห็นอกเห็นใจ ออกสื่อ และติดตามการเสนอข่าวเกี่ยวกับการสไตรค์ได้อีกต่างหาก
ที่รัฐโอคลาโฮมา เมื่อพฤศจิกายนปีที่แล้ว นักโทษคดีฆาตกรรมคนหนึ่งถูกจับได้ว่าโพสต์ภาพถ่ายยาเสพติด มีดและเหล้าบนเฟซบุ๊ก เพื่ออวดว่าสามารถลักลอบแอบนำเข้าไปในเรือนจำได้
ในปีก่อนหน้า สมุนแก๊งอาชญากรรมในเรือนจำรัฐแมริแลนด์ ถูกจับได้ว่าใช้สมาร์ทโฟนวางแผนปล้น กระทั่งใช้สั่งอาหารทะเลและซิการ์ไปเสวยสุขในเรือนจำ และแม้แต่นักโทษที่อยู่ในสายตาตลอดอย่างนายชาร์ล แมนสัน ฆาตกรชื่อกระฉ่อนโลก ก็ยังแอบเอามือถือเข้าไปได้ โดยเจ้าหน้าที่เรือนจำแคลิฟอร์เนียพบโทรศัพท์อยู่ใต้ที่นอนของเขาเมื่อเดือนที่แล้ว
โทษสำหรับการมีมือถือในเรือนจำในสหรัฐ เบาหนักต่างกันไป เช่น ลดโอกาสได้รับการปล่อยตัวก่อนกำหนดโดยทำทัณฑ์บน หรืออาจโดยแจ้งข้อหาอาญาเพิ่ม ขณะที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ได้ลงนามกฎหมายเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว กำหนดให้การมีโทรศัพท์หรืออุปกรณ์ไร้สายในครอบครองในเรือนจำของรัฐบาลกลาง เป็นคดีอุจฉกรรจ์ มีโทษจำคุกเพิ่มอีกหนึ่งปี
กระนั้นก็ไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไหร่นัก นักโทษหลายคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ใครๆ ก็มีมือถือกันทั้งนั้น เกือบทุกเครื่องเป็นสมาร์ทโฟน และคนที่มีสมาร์ทโฟนเกือบทุกคน ล้วนมีเฟซบุ๊ก
สถิติจากสำนักทัณฑสถานสหรัฐพบว่า สี่เดือนแรกของปีที่แล้ว ยึดโทรศัพท์มือถือในเรือนจำของรัฐบาลกลาง 1,180 เครื่อง ส่วนในแคลิฟอร์เนีย พบเกือบ 9,000 เครื่องเมื่อปีที่แล้ว
ค่าบริการมือถือมีตั้งแต่ 300-1,000 ดอลลาร์ (9,000-30,000 บาท)ขึ้นอยู่กับชนิดโทรศัพท์และบริการที่เลือกใช้ และแน่นอนคนจ่ายรายเดือนคือบรรดาญาติพี่น้องของนักโทษ ส่วนคนที่ลักลอบนำเข้าไป ได้แก่ ผู้คุม ญาติที่ไปเยี่ยม นักโทษต้องคดีเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ได้ถูกเข้มงวดมาก
ที่รัฐเซาท์แคโรไลนา ซึ่งเรือนจำส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในชนบท และการเข้า-ออก จะต้องผ่านเครื่องตรวจจับโลหะและเครื่องเอกซเรย์ คนลักลอบก็ใช้วิธีพื้นๆ คือโยนข้ามรั้วเข้าไปก็มี นอกจากนี้ยังมีวิธีการอย่างแอบยัดสมาร์ทโฟนเข้าไปในลูกฟุตบอล หรือยิงส่งเข้าไปด้วยท่อน้ำ และอำพรางโดยใช้หญ้าหุ้มไว้ยากแก่การสังเกตเห็น
นายยอน สมิธ ผู้อำนวยสำนักทัณฑสถานเซาท์คาโรไลนา ซึ่งยึดมือถือได้ปีละประมาณ 2,000 เครื่องหรือราว 75% ยอมรับว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะมีคนทำงานมากพอ สำหรับการเฝ้าดูประชากรนักโทษสองล้านชีวิตในประเทศนี้ได้อย่างทั่วถึง ทางออกที่ทำได้น่าจะเป็นการตัดสัญญาณมือถือในเรือนจำ
นายยอนและเจ้าหน้าที่เรือนจำในอีก 29 รัฐ ได้ร่วมกันยื่นคำร้องไปยังคณะกรรมการสื่อสารโทรคนาคมแห่งสหพันธ์เมื่อปีที่แล้ว เพื่อขออนุญาตติดตั้งเทคโนโลยีที่จะทำให้มือถือในเรือนจำใช้การไม่ได้ แต่มีเสียงท้วงติงจากอุตสาหกรรมมือถือว่า การทำเช่นนี้ จะผิดกฎหมายว่าด้วยการสื่อสารโทรคมนาคมที่ห้ามปิดกั้นสัญญาณวิทยุจากผู้ใช้ที่ได้รับอนุญาต เพราะเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้ ยังไม่สมบูรณ์พอที่จะปกป้องการใช้มือถืออย่างถูกกฎหมายในพื้นที่ใกล้เคียง และจริงๆ ก็ยังไม่มีเทคโนโลยีใดที่จะปิดสัญญาณมือถือได้ทุกตารางนิ้วในเรือนจำได้
ทางออกอีกทาง อาจเป็นระบบใหม่ที่เรือนจำบางแห่งในรัฐมิสซิสซิปปีได้นำมาใช้แล้ว และกำลังอยู่ระหว่างทดลองใช้ในหลายรัฐ ขณะที่อุตสาหกรรมมือถือก็ให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี
ระบบนี้เรียกว่า การเข้าถึงภายใต้การจัดการ เป็นการติดตั้งเครือข่ายสื่อสารในบริเวณเรือนจำ ที่สามารถตรวจจับทุกการใช้สายโทรออกโทรเข้าและข้อความสั้น ซึ่งผลที่ได้นับว่าเป็นที่น่าพอใจ หรือการตรวจหาเครื่องโทรศัพท์โดยใช้สุนัขดมกลิ่นที่รัฐแมริแลนด์กับนิวเจอร์ซีย์ใช้อยู่ และบางรัฐกำลังทดลอง ก็ได้ผลพอสมควร
เรื่องการใช้สมาร์ทโฟนในเรือนจำ เป็นประเด็นใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างฝ่ายที่มองเห็นมุมบวกกับฝ่ายที่ไม่สนับสนุน ฝ่ายแรกมองว่านักโทษไม่ได้ใช้สมาร์ทโฟนหรือมือถือธรรมดา เพื่อก่อเรื่องไม่ดีเสมอไป มองด้านดี มือถืออาจช่วยให้นักโทษไม่ถูกตัดขาดจากครอบครัวจนเกินไป เช่นใช้คุยกับลูก
มีบางกลุ่มที่ออกมาเรียกร้องให้เรือนจำ ยอมรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการความเสี่ยง อย่างนายเดวิด ฟาตี ผู้อำนวยการโครงการเรือนจำแห่งชาติ แห่งสหภาพพลเรือนอเมริกัน กล่าวว่า นักโทษมีแนวโน้มที่จะกลับเข้าสู่สังคมอีกครั้งอย่างประสบความสำเร็จ หากพวกเขาได้รักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนและครอบครัว แม้เป็นสถาบันปิดจากโลกภายนอก แต่เรือนจำยังคงเป็นส่วนหนึ่งของสังคมใหญ่ ยิ่งในยุคนี้ กำแพงเรือนจำไม่อาจกั้นขวางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วได้



