ข่าว

 7บัญญัติสร้างเศรษฐีน้อย

7บัญญัติสร้างเศรษฐีน้อย

09 ม.ค. 2554

โดยส่วนตัวแล้ว ดิฉันไม่ชอบคำว่า “เศรษฐี” โดยเฉพาะถ้าใช้กับเด็กๆ ที่เรามักคุ้นกับคำว่า “เศรษฐีน้อย” แต่ถึงไม่ชอบ ดิฉันก็ยอมรับว่า คำคำนี้ให้คำจำกัดความได้ดีที่สุด ในการที่จะทำให้ใครคนใดคนหนึ่งหรือหลายคนเข้าใจถึงการสร้างฐานะที่มั่นคง เพื่อมีชีวิตที่ดีในวัน

ส่วนที่บอกว่า ไม่ชอบ เพราะชอบคิดไปเองว่า คำว่า “เศรษฐี” มักจะหมายถึงคนรวย มีเงินทองเหลือกินเหลือใช้ ซึ่งดิฉันคิดว่า การทำมาหาได้ ตลอดจนการบริหารเงินออม หรือบริหารการลงทุนส่วนบุคคลไม่จำเป็นต้องมีเป้าหมายที่จะ “รวย” และ “รวย” เท่านั้น แต่เป้าหมายสำคัญควรจะอยู่ที่การบริหารเงิน เพื่อรองรับกับอนาคตที่เราอยากมี อยากได้ อยากเป็น ในวันที่เราต้องการเกษียณจากการทำมาหาได้แล้ว

 ด้วยเหตุนี้ดิฉันจึงไม่อยากให้เด็กๆ ใช้คำว่า “เศรษฐีน้อย” มาเป็นดัชนีชี้นำอนาคตของพวกเขา

 จริงๆ แล้วในฐานะ “แม่” ของ “ลูกสาว” คนหนึ่ง ดิฉันก็มีจุดมุ่งหมายที่ไม่ต่างกับพ่อแม่ทั่วไป ที่อยากเห็นลูกมีอนาคตที่ดี ซึ่งแน่นอนว่า ปัจจัยขับเคลื่อนอนาคตที่ดีของลูก หนีไม่พ้นการเตรียมความพร้อมด้านการเงินที่พอเพียง ควบคู่ไปกับการอบรมสั่งสอนให้ลูกรู้จักหน้าที่ของตัวเอง และเรียนรู้ที่จะเป็นคนดีของสังคม

 วันเด็กที่เพิ่งผ่านพ้นไปเพียงแค่วันเดียว อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่พ่อแม่หลายคนใช้เป็นโอกาสในการสอนให้เด็กๆ ได้เรียนรู้เรื่องการดูแลเงินๆ ทองๆ ผ่านกิจกรรมของสถาบันการเงินและองค์กรที่ทำหน้าที่ให้ความรู้เรื่องการเงินการลงทุน อาทิเช่น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งในแต่ละปีแต่ละองค์กรก็จัดงานกันอย่างคึกคักทีเดียว

 แต่ถ้าบ้านไหนยังไม่ได้เริ่ม ก็ยังไม่สายที่คุณจะเริ่มต้นในการ “ลงมือ” เตรียมความพร้อมด้านการเงินให้ลูกๆ ตั้งแต่ตอนนี้

 ที่จริงเรื่องเงินๆ ทองๆ เกี่ยวกับเด็ก มีคนเขียนเยอะแยะมากมาย แต่วันนี้ขออนุญาตหยิบยกคำแนะนำของ “บัวหลวง คิดส์” ซึ่งเป็นหนึ่งในบริการของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ที่ทำหน้าที่ดูแลการเงินของเหล่าหนูน้อยทั้งหลาย มาฝากกันค่ะ

 “บัวหลวง คิดส์” มีข้อคิด 7 ประการที่น่าสนใจมาฝากคุณพ่อคุณแม่ที่อยากจะวางแผน รวมทั้งสอนให้ลูกๆ รู้จักการบริหารเงิน ด้วยการใช้เงินอย่างชาญฉลาด มัธยัสถ์อดออมอย่างรู้คุณค่าของเงิน และเรียนรู้วินัยการใช้เงิน ซึ่งทุกอย่างควรเริ่มจากที่ “บ้าน” ค่ะ

 ข้อคิดประการแรกที่ฝากไว้ คือ “พ่อแม่คือตัวอย่างที่ดีของลูก” เด็กๆ จะเรียนรู้การบริหารเงินจากพฤติกรรมของครอบครัว ดังนั้น ทัศนคติและพฤติกรรมทางการเงินของพ่อกับแม่ หรือคนในครอบครัว เกี่ยวกับเรื่องเงิน มีส่วนอย่างยิ่งที่จะกำหนดอนาคตทางการเงินของลูกๆ ดังนั้น พ่อแม่จึงควรเป็นตัวอย่างที่ดี เช่น การนับเงินทอนทุกครั้งก่อนเก็บใส่กระเป๋า เปรียบเทียบราคาสินค้าทุกครั้งก่อนซื้อ ใช้คูปองลดราคา หรือซื้อผักผลไม้ตามฤดูกาล เพื่อเป็นการปลูกฝังนิสัยดีๆ ให้แก่ลูก

 ข้อที่สอง คือ  “ให้ลูกมีส่วนในการตัดสินใจใช้เงิน” พ่อแม่ควรจะลองเริ่มต้นชักชวนให้ลูกเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารเงินของครอบครัว ตามความเหมาะสมของลูกในแต่ละช่วงวัย เมื่อพ่อแม่ปรึกษากันเรื่องการใช้จ่ายและการออม สำหรับกิจกรรมที่สมาชิกในครอบครัวทำร่วมกัน เช่น ไปเที่ยว หรือไปซื้อของ หรือการออมเงินสำหรับการไปเที่ยวประจำปีของครอบครัว พ่อแม่ควรขอความเห็นจากลูกๆ ฟังว่าเขาจะเสนอความคิดเห็นอย่างไร เด็กๆ จะรู้สึกภูมิใจที่พ่อแม่มาขอปรึกษาและให้เขามีส่วนร่วมในการตัดสินใจเรื่องการเงินภายในบ้าน เพราะแสดงว่า พ่อแม่ยอมรับว่า พวกเขาโตเป็นผู้ใหญ่แล้วและพร้อมที่จะรับผิดชอบชีวิตตัวเองทั้งเรื่องการใช้และการออมเงิน

 ข้อที่สาม ลอง “ส่งเสริมให้ลูกมีประสบการณ์จากการทำงาน” ดูบ้างค่ะ พ่อแม่ควรสอนให้ลูกได้เรียนรู้ความรับผิดชอบในหน้าที่ ภายในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการทำงานเล็กๆ น้อยๆ ตามความเหมาะสม เช่น จัดเตียงนอน ซักผ้า ล้างจาน เก็บกวาดบ้าน แล้วพ่อแม่ก็ให้เงินเล็กน้อยเป็นรางวัลในการทำงาน

 ข้อที่ 4 “ให้ลูกบริหารเงินเอง”  การให้เงินลูกใช้เป็นรายสัปดาห์หรือเงินเดือนเป็นอีกวิธีหนึ่งในการสอนเรื่องการบริหารเงินและความรับผิดชอบทางการเงิน จำนวนเงินที่ให้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของวัยไม่มากไม่น้อยเกินไป และต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายของลูกด้วย พ่อแม่ควรสอนลูกเรื่องการทำแผนการใช้จ่ายเงิน เช่น ถ้าลูกอยากได้ของเล่นชิ้นใหม่ ต้องแนะนำลูกว่าจะใช้เงินให้เพียงพออย่างไรและจะมีเงินเหลือเก็บออมไว้ซื้อของเล่นได้

 ข้อที่ 5 “สอนจากบทเรียนในชีวิตประจำวัน” ทุกครั้งที่พ่อแม่ต้องทำกิจกรรมทางการเงินในชีวิตประจำวัน เช่น การใช้บัตรเดบิต เบิกเงินด้วยบัตรเอทีเอ็ม ใช้บัตรเครดิตตามร้านค้าต่างๆ หรือเวลาที่พ่อแม่ไปทำธุรกรรมที่ธนาคารควรพาลูกๆ ไปด้วยแล้วอธิบายให้เด็กๆ ฟังว่ากำลังทำอะไรอยู่ วิธีการสอนที่ดีที่สุดคือเด็กได้รู้ได้เห็นด้วยตัวเอง หรือในสถานการณ์ต่างๆ กันพ่อแม่ก็สอนลูกๆ เรื่องเงินได้ เช่น ในวันที่พาครอบครัวออกไปรับประทานอาหารนอกบ้าน แล้วคุณแม่ก็จะชำระเงินด้วยบัตรเครดิต พ่อแม่ก็สามารถใช้โอกาสนี้อธิบายให้ลูกรู้จักบัตรเครดิต

 ข้อที่ 6 “สอนลูกให้รู้จักการให้” นอกจากการเก็บออมแล้ว พ่อแม่ควรปลูกฝังเด็กให้รู้จักการให้ โดยสอนเด็กได้รู้ว่าคนที่มีเงินเป็นคนที่โชคดี แต่บางครั้งเราก็ควรให้เงินเพื่อช่วยเหลือคนอื่นที่เขาด้อยกว่าบ้าง เช่น การพาลูกไปบริจาคเงินหรือสิ่งของช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง

 และสุดท้าย “แนะนำระบบธนาคารให้ลูกรู้จัก” พาลูกไปเปิดบัญชีออมทรัพย์ที่ธนาคาร แล้วให้ลูกฝากเพิ่มเองทีหลังจากเงินออมในกระปุกออมสิน การได้เห็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นในสมุดบัญชีเงินฝากจะสร้างความภาคภูมิใจให้เด็กไม่น้อย และยังสอนลูกในเรื่องของดอกเบี้ยได้อีกด้วย

 ถึงวันเด็กปีนี้จะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ไม่ต้องรอถึงปีหน้าค่ะ เพราะ “วันเด็ก” สำหรับลูกๆ เกิดขึ้นได้ทุกวัน...เริ่มบัญญัติ 7 ประการเพื่อ “ลูก” ตั้งแต่วันนี้ดีที่สุดค่ะ

ขวัญชนก วุฒิกุล
[email protected]