
ถอดรหัส'คำขวัญวันเด็ก'กับสิ่งที่ซ่อนอยู่
กลายเป็นธรรมเนียมมาตั้งแต่ปี 2499 จอมพลป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ที่มอบ คำขวัญวันเด็ก ให้เยาวชนของชาติเพื่อเป็นคติเตือนใจ เป็นแนวทางในการปฏิบัติตัวของเด็กๆ ในปีนั้น
ย้อนกลับไปพิจารณาคำขวัญในแต่ละปี ได้สะท้อนบุคลิกลักษณะของผู้นำต่างยุคต่างสมัย คำขวัญในยุคเผด็จการ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ตั้งแต่ปี 2502-2506 เนื้อความให้ความรู้สึกเป็น “คำสั่ง” มากกว่าจะเป็น "คำขวัญ" เพื่อเตือนใจเด็กๆ
ประโยคแรกของคำขวัญวันเด็กทุกปีในยุคนั้น จะขึ้นต้นว่า “ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า” จากนั้นจึงต่อด้วยสิ่งที่ผู้นำอยากให้เด็กเป็น เช่น “จงเป็นเด็กที่รักความก้าวหน้า” หรือ “จงเป็นเด็กที่รักความสะอาด” หรือ “จงเป็นเด็กที่อยู่ในระเบียบวินัย”
คำขวัญวันเด็กหลายปีถูกกำหนดขึ้นสอดคล้องกับบริบททางการเมืองของประเทศในช่วงเวลานั้น เมื่อถอดรหัสออกมาแล้วพบว่าตัวอักษรที่เรียงร้อยให้เด็กท่องจำกันเพื่อไปแลกของขวัญนั้น จริงๆ แล้วได้ซ่อนความปรารถนาลึกๆ ของผู้นำประเทศที่อยากให้เห็นเด็กในยุคของเขาเป็นเช่นไร
ปี 2517 นายสัญญา ธรรมศักดิ์ นายกรัฐมนตรี ได้มอบคำขวัญ “สามัคคีคือพลัง” ให้เด็กๆ ซึ่งอาจวิเคราะห์ได้ว่าช่วงนั้นประเทศไทยประสบภาวะความขัดแย้งสูง หลังเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองของนักศึกษาประชาชนในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 จนนำไปสู่การพ้นอำนาจของ จอมพลถนอม กิตติขจร
หรือคำขวัญวันเด็กในปี 2520 หลังเหตุการณ์ล้อมปราบนักศึกษา 6 ตุลาคม 2519 สมัยนายกรัฐมนตรีชื่อ นายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นครั้งแรกที่มีการบรรจุคำว่า “รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์” เข้าไปในคำขวัญวันเด็ก โดยประโยคเต็มมีข้อความว่า “รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นคุณสมบัติของเยาวชนไทย”
“คำขวัญวันเด็ก” ในยุคนายกรัฐมนตรีที่เป็นขุนทหาร พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มีความหมายซ่อนอยู่หลังประโยคที่ดูเรียบง่ายอยู่ไม่น้อย คงจำกันได้ว่ารูปแบบการปกครองขณะนั้นถูกเรียกขานว่าเป็น "ประชาธิปไตยครึ่งใบ" พล.อ.เปรม เป็นนายกฯ โดยที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่ก้าวขึ้นสู่อำนาจด้วยฐานสนับสนุนของกองทัพ กลายเป็นจุดเปราะบางที่ถูกโจมตีจากชาติตะวันตกและปีกประชาธิปไตยจ๋าในประเทศไทยด้วยกันเอง
ไม่แปลกที่รัฐบาล จะพยายามสร้างจุดแข็งเพื่อกลบจุดอ่อนจากการไม่มีฐานของประชาชนรองรับ ด้วยการสร้างความเป็นนายกฯ ผู้มี ”คุณธรรม” คำขวัญวันเด็กในยุค พล.อ.เปรม 8 ปี ตั้งแต่ 2524-2531 มีคำว่า “คุณธรรม” อยู่ในนั้นถึง 6 ปีด้วยกัน
ปี 2528 “สามัคคี นิยมไทย มีวินัย ใฝ่คุณธรรม” หรือปี 2531 “นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม”
ผ่านพ้นมาถึงยุคที่มีความผันผวนทางการเมืองอีกครั้งในช่วงเหตุการณ์ พฤษภาคม 2535 เมื่อประชาชนมีความตื่นตัวทางการเมืองสูงพร้อมใจกันลุกขึ้นมาเดินขบวนประท้วงรัฐบาล พล.อ.สุจินดา คราประยูร คำขวัญวันเด็กเริ่มมีกลิ่นอายทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง เมื่อ นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี ในปี 2536 สอดแทรกคำว่า “ประชาธิปไตย” เข้าไปในคำขวัญ
“ยึดมั่นประชาธิปไตย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม” เป็นคำขวัญวันเด็กที่ถือเป็นครั้งแรกที่ปลูกฝังให้เด็กไทยสนใจการเมืองการปกครอง หลังจากที่ก่อนหน้านั้นคำขวัญส่วนใหญ่มักจะเป็นเรื่องการปรับปรุงพฤติกรรมส่วนตัวแทบทั้งสิ้น
ทว่าสัญญาณการฟูมฟักให้เด็กสนใจการเมืองการปกครองก็เริ่มหายไปในยุคที่ประเทศมีเจ้าของธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมอันดับหนึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขึ้นมาเป็นผู้นำ
คำขวัญวันเด็กในยุคนี้ลบถ้อยคำ “ประชาธิปไตย” ออกไป แล้วพาเด็กๆ ย้อนกลับไปใส่ใจวิถีชีวิตของตนเองอีกครั้ง โดยเน้นเรื่องการเรียนหนังสือ การใช้ชีวิตอย่างมีความสุข รวมไปถึงการรู้เท่าทันเทคโนโลยี เช่น คำขวัญวันเด็กปี 2546 “เรียนรู้ตลอดชีวิต คิดอย่างสร้างสรรค์ ก้าวทันเทคโนโลยี”
กระทั่งมีการรัฐประหาร 19 กันยายน 2519 พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี ถูกโจมตีอย่างหนักถึงความไม่เป็นประชาธิปไตย คอนเซ็ปต์เดิมสมัยผู้นำทหารยุค พล.อ.เปรม เริ่มถูกนำกลับมาใช้อีกครั้ง
“มีคุณธรรมนำใจ ใช้ชีวิตพอเพียง หลีกเลี่ยงอบายมุข” และในปีถัดมาก็ตอกย้ำด้วยคำขวัญที่ว่า “สามัคคี มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ เชิดชูคุณธรรม”
เมื่อถึงยุคหลังการรัฐประหาร นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นบริหารประเทศ ท่ามกลางรอยร้าวทางความคิดอุดมการณ์ของผู้คนที่แบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย ปีแรกบนเก้าอี้นายกฯ จึงส่งสัญญาณพลิกฟื้นความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวของคนในชาติผ่านคำขวัญวันเด็ก ด้วยการแทรกคำว่า “ผูกพันรักสามัคคี” ซึมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของคำขวัญ ประโยคเต็มคือ “ฉลาดคิด จิตบริสุทธิ์ จุดประกายฝัน ผูกพันรักสามัคคี”
กระทั่งคำขวัญปีล่าสุด 2554 มีการนำคำใหม่เอี่ยมที่ไม่เคยปรากฏในคำขวัญวันเด็กมาก่อนไม่ว่าจะยุคสมัยไหน คือคำว่า “จิตสาธารณะ” มาเป็นจุดขาย โดยมีเป้าหมายต้องการให้เด็กไทยมีจิตใจนึกถึงประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว
55 ปีที่ผ่านมา “คำขวัญวันเด็ก” เป็นสิ่งที่ผู้ปกครองใช้ในการซึมซับอุดมการณ์แบบที่ต้องการลงไปสู่หัวสมองเด็ก เพราะกระบวนการทางสังคมไม่ว่าทางตรงและทางอ้อมบีบให้ต้องท่องจำจนขึ้นใจ
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในการสร้างอนาคตของชาติให้มีคุณภาพ ไม่ใช่แค่โยนคำขวัญสวยหรูให้เด็กๆ ไปทำกันตามมีตามเกิด เพราะนั่นไม่ต่างกับโยนภาระให้คนรุ่นต่อๆ ไปแบกอย่างไร้ความรับผิดชอบ
อย่าลืมว่าแบบอย่างที่ดีมีค่ามากกว่า “คำสอน” หรือ “คำขวัญ” นับร้อยนับพันวลี...
โดย เสถียร วิริยะพรรณพงศา



