
ฮักช้างหวั่นธุรกิจซื้อขายซากช้างโต
"ชมรมฮักช้าง" ชี้ไทยยังไม่มีขบวนการซื้อขายซากช้าง แต่หวั่นกระแสไสยศาสตร์เครื่องรางชิ้นส่วนช้างกระตุ้นธุรกิจซื้อขายซากช้างเติบโต วอนเลิกงมงาย ผู้ใหญ่บ้านช้างบุรีรัมย์ วอน จนท.ดำเนินคดีพระนำซากช้างทำเครื่องรางของขลัง หากสอบพบว่า ทรมานช้างจนล้มลง ผู้อำนวยกา
นางอัญชลี กัลมาพิจิตร ประธานชมรมฮักช้าง กล่าวถึงกรณีพระสงฆ์ใน จ.มหาสารคาม ชำแหละซากช้างแล้วนำไปสร้างวัตถุมงคล จนไปสู่การตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีขบวนการซื้อขายซากช้างว่า การซื้อขายซากช้างในประเทศไทยมีมานาน จากความเชื่อในเรื่องไสยศาสตร์ว่า ชิ้นส่วนต่างๆ ของช้างสามารถใช้เป็นเครื่องรางของขลัง เช่น หาง งวง งา หัว หรือแม้แต่กระดูก อย่างไรก็ตาม การซื้อขายซากช้างยังไม่พบว่ามีการทำเป็นธุรกิจหรือเป็นขบวนการ แต่เป็นการซื้อขายตามความเชื่อของแต่ละท้องถิ่นและเป็นการติดต่อซื้อขายเป็นการส่วนตัว และจะมีการตกลงราคากันเอง
ทั้งนี้ น่าเป็นห่วงว่า กระแสข่าวการนำชิ้นส่วนของช้างไปเป็นเครื่องรางของขลังที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ อาจกระตุ้นให้มีการซื้อขายซากช้างกันมากขึ้น ขณะเดียวกันจะส่งผลให้ราคาสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งอาจมีการทรมานช้างเพื่อเร่งให้ช้างล้มด้วยวิธีการต่างๆ
"ต้องมีการออกมาอธิบายให้สังคมเข้าใจว่า ความจริงแล้วชิ้นส่วนของช้างไม่ได้เป็นของขลังแต่อย่างใด เพื่อให้ผู้คนบางกลุ่มเลิกงมงาย หากประชาชนเข้าใจ จะได้ไม่มีการซื้อขายซากช้างกันอีก" นางอัญชลี กล่าว
ขณะที่ชาวกะเหรี่ยงใน อ.แม่สอด จ.ตาก ซึ่งเลี้ยงช้างตามวิถีชีวิตในหมู่บ้านไว้กว่า 30 เชือก กล่าวว่า นอกจากซื้อขายซากช้างแล้ว ยังมีการตัดงาขายในขณะที่ช้างยังมีชีวิต งาช้างที่ถูกตัดขายจะนำไปแกะสลักเป็นเครื่องประดับ โดยมีราคาซื้อขาย 2-5 หมื่นบาท แล้วแต่ความยาวและความโค้ง
"การตัดงาช้าง ในขณะที่ช้างยังมีชีวิต เป็นการสร้างความเจ็บปวดให้แก่ช้างอย่างมาก โดยจะมีการตัดงาออกไปประมาณ 3 ใน 4 ส่วน เหลือติดไว้กับตัวช้างหนึ่งส่วน เพราะหากตัดงาออกไปทั้งหมด ช้างจะเจ็บปวดทรมานจนล้มลงในที่สุด"
ชาวกะเหรี่ยงคนเดิมกล่าวด้วยว่า การซื้อขายซากช้างเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง เพราะคนบางกลุ่มมีความเชื่อในเรื่องของไสยศาสตร์ แต่เรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้นกับคนเลี้ยงช้างในภาคเหนือ เพราะต่างมีความเชื่อว่า ช้างเป็นสัตว์สูง
ขณะที่ ผู้ใหญ่บ้านช้าง อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ ออกมาเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการสืบสวนสอบสวนพระวัดแห่งหนึ่งที่ จ.มหาสารคาม หากสอบพบว่ามีการทรมานช้างจนตาย แล้วนำซากและงาช้าง มาทำเครื่องรางของขลังขายจริง ให้เอาผิดตามกฎหมาย เพื่อไม่ให้เป็นแบบอย่างแก่บุคคลอื่น เพราะช้างเป็นสัตว์สัญลักษณ์ของไทย
นายเหมา ทรัพย์มาก ผู้ใหญ่บ้านโพนเงิน หมู่ 10 ต.ท่าม่วง อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ หมู่บ้านเลี้ยงช้างบุรีรัมย์ กล่าวว่า เป็นเรื่องน่าเศร้าใจอย่างยิ่ง เพราะเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม หากเจ้าหน้าที่สอบสวนว่าช้างไม่ได้ล้มตามธรรมชาติ แต่ถูกทรมานให้ตายเพื่อจะนำกระดูกและงามาทำเครื่องรางของขลังจริง ก็ให้ดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับผู้กระทำ เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบในเรื่องนี้ให้กระจ่างชัดว่า สาเหตุที่ช้างล้มไปแล้วหลายเชือกเกิดจากสาเหตุใด ฝีมือคนหรือช้างล้มตามธรรมชาติ และเหตุใดจึงมีการนำช้างเข้าไปเลี้ยงในบริเวณวัด เพราะบริเวณโดยรอบของวัด ก็ไม่มีรั้วแน่นหนาปลอดภัย หากช้างตกมันอาจทำอันตรายคนได้
"ช้างเป็นสัตว์ใหญ่ที่ตายยาก หากไม่ถูกทรมานให้ตาย หรือฆ่าเพื่อมีจุดประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง อย่างเช่นตามข่าวที่ปรากฏว่าตาย 3 เชือกไล่เลี่ยกันจนเป็นที่น่าสงสัย ที่ผ่านมาชาวส่วยหรือคนเลี้ยงช้างจะทำพิธีฝัง จะไม่มีการชำแหละเอาเนื้อหนังมาย่าง เพราะส่วนมากผู้เลี้ยงจะมีความผูกพันกับช้าง เหมือนกับเป็นสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัว ส่วนกระดูกหรืองาช้างที่จะนำมาทำเครื่องรางของขลัง หรือเครื่องประดับก็ทำได้ แต่ต้องเป็นช้างที่ล้มโดยธรรมชาติ และจะต้องนำไปฝังดิน 5 ปีขึ้นไป จึงจะไปทำพิธีขุด ไม่ใช่ว่าเมื่อตายแล้วชำแหละนำมาทำได้เลย" ผู้ใหญ่บ้านโพนเงิน กล่าว
ผู้ใหญ่บ้านโพนเงิน กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันกฎหมายที่จะเอาผิดกับผู้กระทำทารุณกรรมช้างยังไม่ชัดเจน และไม่รุนแรงเท่าที่ควร จึงทำให้กลุ่มผู้ทำธุรกิจเกี่ยวกับซากช้างและงาช้าง ไม่เกรงกลัว จึงอยากให้ภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แก้ไขกฎหมาย เพื่อเอาผิดกลุ่มบุคคลดังกล่าวอย่างเด็ดขาด
"ช้างเป็นสัตว์อนุรักษ์ และถือเป็นสัญลักษณ์คู่บ้านคู่เมืองประจำชาติไทย ขอให้ผู้เลี้ยงช้างได้ร่วมกันดูแลช้างเป็นอย่างดี อย่ากระทำทารุณหรือทรมานช้าง อย่างเช่นที่มีกระแสข่าวอื้อฉาวอยู่ในขณะนี้ เรื่องที่เกิดขึ้นสร้างความเศร้าสลดใจให้แก่ผู้เลี้ยงช้างในหมู่บ้านโพนเงินเป็นอย่างมาก ในหมู่บ้านมีผู้เลี้ยงช้างร่วม 100 เชือก และส่วนใหญ่จะเลี้ยงสืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ทุกวันนี้ช้างคือชีวิต และที่ผ่านมาก็ไม่เคยปรากฏมีการกระทำทารุณหรือทรมานช้าง เพื่อนำซากมาทำเชิงธุรกิจแต่อย่างใด" ผู้ใหญ่บ้านโพนเงิน กล่าว
ด้านนายสัตวแพทย์ปรีชา พวงคำ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลช้าง ของมูลนิธิเพื่อนช้างจังหวัดลำปาง กล่าวว่า ช้างเป็นสัตว์ชั้นสูง เป็นสัญลักษณ์ของประเทศไทย ช้างก็คล้ายคน มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย มีชีวิตจิตใจ คล้ายคน ต้องให้เกียรติช้าง ควรมีจิตสำนึก เพราะช้างมีบุญคุณแก่ประเทศชาติในหลายด้าน หากตกลูกหรือบาดเจ็บ ทุกวันนี้ยังต้องการฮ้องขวัญ เพื่อเรียกขวัญให้กลับมา ก็เหมือนคนที่ต้องทำพิธีอย่างนี้ หากล้มหรือเสียชีวิต ต้องมีการนิมนต์พระภิกษุมาประกอบพีธิบังสุกุล อุทิศส่วนกุศลให้ช้าง และทำการฝัง ในส่วนของการชันสูตรของสัตวแพทย์ ก็เช่นกัน หากมีการผ่าพิสูจน์ ต้องเย็บแผลให้เหมือนเดิมทุกอย่าง
ส่วนกรณีที่นำชิ้นส่วนของช้าง เช่น งา งวง หู หรือขนหางก็ตาม มาเป็นเครื่องรางของขลัง ถือว่าเป็นทองและโชคดี ส่วนขนหางสามารถปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย ในชีวิต ส่วนหู นั้นมาทำเป็นยา ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นความเชื่อมาช้านาน แต่ความเป็นจริงแล้วในอดีตนั้น จะนำมาก็ต่อเมื่องาหลุด หรือขนหางหลุดเอง ความเชื่อต้องมีจิตสำนึก งาเป็นที่นิยมและราคาแพง ส่วนงวงหากใครมีถือว่าจะสามารถกวักเงินกวัก จะไม่ตัดหรือดึงเอาเอง เพราะถือว่าช้างให้เอง
"ทุกวันนี้ยอมรับว่ามีการค้าขาย ชิ้นส่วนของช้างและมีราคาแพงมาก ส่วนใหญ่จะเป็นพวกที่ไม่จิตสำนึก ถูกปลูกฝังค่านิยมที่ไม่ดี เห็นแก่ตัวและที่สำคัญเห็นแก่เงินเป็นส่วนใหญ่ ไม่ให้เกียรติช้าง ช้างก็มีชีวิตจิตใจ ความเชื่อของแต่ละคนห้ามกันไม่ได้ แต่ควรมีจิตสำนึกบ้าง" นายสัตวแพทย์ปรีชา กล่าว
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ นายอำเภอสตึก จ.บุรีรัมย์ ต้องออกมาเร่งให้เจ้าของช้างแจ้งทางอำเภอกรณีเคลื่อนย้ายและช้างล้ม เพื่อป้องกันการสวมทะเบียน
นายยลยง มีพืชน์ นายอำเภอสตึก กล่าวว่า จากการตรวจสอบ พบว่า ผู้เลี้ยงช้างหรือเจ้าของช้าง นำช้างมาขึ้นทะเบียนจัดทำตั๋วรูปพรรณช้างกับทางอำเภอ จำนวน 178 เชือก ที่ผ่านมาเจ้าของช้างไม่ได้มีการมาแจ้ง ทั้งในกรณีช้างล้ม หรือเคลื่อนย้ายออกนอกพื้นที่จังหวัดให้ทางอำเภอทราบ รวมถึงช้างที่มีการขายเปลี่ยนมือ ทำให้ไม่ทราบปริมาณช้างที่ยังเหลือจริง เกรงว่าช้างจะถูกเปลี่ยนมือนำไปล้มหรือทารุณกรรม เพื่อนำเอาซาก กระดูก และงา ไปทำเครื่องรางของขลัง และเครื่องประดับขายในเชิงธุรกิจ ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เพราะช้างเป็นสัตว์อนุรักษ์
จากกรณีดังกล่าวทางอำเภอจึงได้แจ้งให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ช่วยประชาสัมพันธ์ให้ผู้เลี้ยงช้างแจ้งกรณีช้างล้ม ขายเปลี่ยนมือ และเคลื่อนย้ายช้างไปตามจังหวัดต่างๆ ต่ออำเภอ และสำนักงานปศุสัตว์จังหวัด เพื่อป้องกันการลักลอบนำช้างป่าหรือช้างนอกพื้นที่เข้ามาสวมทะเบียนช้างในพื้นที่ดังกล่าวด้วย ปัจจุบันพบว่า ในพื้นที่มีช้างอยู่ไม่ถึง 10 เชือก เนื่องจากเจ้าของได้นำไปเร่ร่อนขายกล้วย อ้อย และรับจ้างตามแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญต่างๆ ในหลายจังหวัด หากฝ่าฝืนอาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมายได้



