ข่าว

"โดรน"เพชฌฆาตแห่งสมรภูมิอัฟกานิสถาน

"โดรน"เพชฌฆาตแห่งสมรภูมิอัฟกานิสถาน

08 ม.ค. 2554

นับเป็นปีที่ 10 พอดิบพอดีในปี 2554 นี้ที่สงครามในประเทศอัฟกานิสถานดำเนินต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2544 เมื่อกองทัพสหรัฐอเมริกา และอังกฤษเป็นหัวหอกยกกำลังทหารถอนรากถอนโคนระบอบเผด็จการตาลีบัน

ผู้สนับสนุนกลุ่มอัล-ไกดา ของนายโอซามา บิน ลาเดน เพื่อตอบโต้การก่อการร้ายสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นในวันที่ 11 กันยายน 2544 เมื่อผู้ก่อการร้ายอัล-ไกดา จี้เครื่องบินโดยสาร 4 ลำพุ่งชนตึกแฝดเวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ และอาคารเพนตากอน ส่วนอีกลำหนึ่งตกกลางทุ่งนาในรัฐแมริแลนด์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ดังกล่าวกว่า 5,000 คน

 สหรัฐและพันธมิตรกลุ่มกองกำลังป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ส่งทหารเข้าประจำการในอัฟกานิสถานกว่า 1.4 แสนนาย ในจำนวนนี้ 2 ใน 3 เป็นทหารสหรัฐ ต้องเผชิญกับการสูญเสียชีวิตทหารไปแล้วนับพันๆ นายตั้งแต่สงครามปะทุขึ้นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เฉพาะในปี 2553 มีทหารสังกัดกองกำลังนานาชาติต้องสังเวยชีวิตในสมรภูมิที่ห่างไกลบ้านเกิดถึง 711 นาย

 ดังนั้นสหรัฐซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่ที่สุดของโลก พยายามหาทางลดจำนวนการสูญเสียชีวิตทหารกล้าในสมรภูมิแห่งนี้ด้วยการใช้อาวุธพิสัยทำการไกล และไม่ต้องใช้ทหารหรือผู้เชี่ยวชาญประจำอยู่ในอาวุธนั้นๆ สิ่งที่สหรัฐนำมาใช้คือ อากาศยานไร้คนขับ (ยูเอวี) หรือ "โดรน" ในการตรวจสอบสถานที่ตั้ง แหล่งหลบซ่อนของฝ่ายศัตรู รวมทั้งใช้เป็นสถานีปล่อยอาวุธอากาศสู่พื้นเข้าทำลายแหล่งกบดานของศัตรูเหล่านั้น

 "โดรน" ที่สหรัฐนำมาใช้มีหลากหลายขนาด และรูปแบบที่เป็นตัวกำหนดภารกิจของยานในการตรวจตรา หรือทำลาย โดยอาศัยผู้ควบคุม (หรือเรียกว่า "นักบิน) ที่ประจำอยู่ในสถานที่ตั้งบังคับควบคุมโดรนให้ปฏิบัติภารกิจจากที่ไกลๆ โดรนที่เป็นที่รู้จักกันมากหน่อยมีชื่อว่า "พรีเดเตอร์" ของกองทัพอากาศสหรัฐ ที่มีรูปร่างคล้ายวาฬสีน้ำเงิน มีระยะทำการไกลถึง 740 กิโลเมตร สามารถบินอยู่ในอากาศได้นานถึง 14 ชั่วโมงโดยไม่ต้องเติมเชื้อเพลิง ทั้งยังสามารถติดอาวุธจรวด "เฮลล์ไฟร์ " และอาวุธชนิดอื่นได้อีกมาก

 พรีเดเตอร์ หรือ "นักล่า" เข้าปฏิบัติการในสงครามอัฟกานิสถานตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นในฐานะผู้สังเกตการณ์และสอดแนม ต่อจากนั้นจึงมีการพัฒนาโดรนรุ่นใหม่ที่เป็นนักฆ่าอย่างแท้จริง ภายใต้ชื่อ "รีปเปอร์" ที่สามารถติดอาวุธหลากชนิดและทำการรบได้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน เพราะไม่มีข้อจำกัดจากปัจจัยด้านมนุษย์ในฐานะผู้บังคับเครื่อง

 ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2554 กองทัพสหรัฐได้เปิดตัวระบบกอร์กอน สแตร์ หรือนัยน์ตาแห่งกอร์กอน ซึ่งเป็นโดรนรุ่นใหม่ที่ติดตั้งกล่องถ่ายวิดีโอ 9 ตัว เพิ่มประสิทธิภาพการสอดส่องเป้าหมายได้ถึง 65 เป้าหมายในเวลาเดียวกันจากความสูงปฏิบัติการ 4 กิโลเมตร โดยหวังว่าจะช่วยเล็งเป้าหมายให้กับกองกำลังนานาชาติในการถล่มศัตรูด้วยอาวุธระยะไกลเพื่อลดการสูญเสียของกำลังพลลง

 อย่างไรก็ตามการใช้โดรน ไฮเทคเข้ามาทำสงครามไม่ได้หมายความว่าประชาชนผู้ไม่รู้อีโหน่อีเหน่จะปลอดภัยมากขึ้น เนื่องจากองค์การสหประชาชาติ หรือยูเอ็น เปิดเผยว่า 6 เดือนแรกของปี 2553 พลเรือนอัฟกานิสถานเสียชีวิตกว่า 1,250 คน บาดเจ็บอีกกว่า 1,997 คน หรือเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม 31% และเมื่อเร็วๆ นี้รัฐบาลปากีสถานได้แสดงท่าทีต่อต้านการใช้อาวุธไร้คนขับของกองกำลังสหรัฐและนาโต โดยระบุว่าอาวุธประเภทนี้ "ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น"

 ในมุมมองของสหรัฐและกองกำลังนาโตอาจจะเห็นว่าคุ้มค่าต่อการใช้โดรน มูลค่าประมาณ 120 ล้านบาทต่อลำ ในการทำสงครามแทนการแลกชีวิตทหารกับฝ่ายศัตรูที่หลบซ่อนอยู่ในเงามืด แต่ถ้ามองในอีกมุมหนึ่งอาจคิดได้ว่า สหรัฐและนาโต กำลังทำตัวแบบ "ปากกล้า แต่ขาสั่น" ไม่กล้าลงทุนชีวิตทหารของตนเองโดยลืมคิดไปว่าฝ่ายศัตรูก็เป็นมนุษย์ด้วยเช่นกัน

 ทางที่ดีสหรัฐ และกองกำลังพันธมิตร ยอมกล้ำกลืนศักดิ์ศรีถอนกำลังกลับประเทศ ยังจะดีกว่าถูกตราหน้าว่าเป็น "ฆาตกรระดับโลก"