
ยันคำตัดสิน7คนไทยไม่กระทบเขตแดน
"นายกฯ"ยันคำตัดสินคดี 7 ไทยไม่กระทบเขตแดน ยันนส.3 ที่อ้างอยู่ฝั่งไทย ไม่สนถูกเหลือง-แดงรุมจวก บอกม็อบล้มรบ.ได้แต่ต้องทำตามระบบ ซัดกล่าวหาเกินจริงทำป่วน-ขอพธม.เลิกป้ายสีคนอื่น ขายชาติ ผู้ว่าฯศรีสะเกษเข้า "เขมร" ร่วมงาน 32 ปีแห่งการปลดปล่อย สื่อเขมรตีข่
(7ม.ค.) เมื่อเวลา 12.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการพิจารณาคดีที่คนไทยทั้ง 7 คนถูกทหารกัมพูชาจับกุม ในข้อหารุกล้ำชายแดนกัมพูชาและบุกรุกพื้นที่ทหาร และถูกนำขึ้นศาลกัมพูชาในวันที่ 6 ม.ค.ที่ผ่านมา ว่า ยังมีการประสานงานกันอยู่ ส่วนคดีเพิ่งมีการไต่สวนเสร็จ ยังไม่ไปไกลถึงการขอประกันตัว ยืนยันว่าผลการตัดสินจะไม่กระทบกับเขตแดน เพราะคำตัดสินผูกพันเฉพาะคู่ความคือตัวบุคคลเท่านั้น คงจะนำไปใช้อ้างเรื่องเส้นเขตแดนไม่ได้ ไม่เช่นนั้นต่อไปต่างฝ่ายก็จับคนอีกฝ่ายไปขึ้นศาล แล้วนำไปอ้างว่าอีกฝ่ายยอมรับเขตแดนแล้ว เป็นไปไม่ได้ แต่ถ้ามีส่วนใดกระทบกับเรื่องอธิปไตยคงต้องว่ากัน รัฐบาลจะพยายามไม่ให้ยืดเยื้อ ขอให้เจ้าหน้าที่ได้ทำงาน เพราะใครก็ตามให้ความเห็น กระทบกับคดีดังกล่าวทั้งสิ้น ติงเสื้อเหลืองให้ข้อมูลครบๆหน่อย
เมื่อถามว่านายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทยอ้างว่านายกฯรู้เห็นเป็นใจ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนมอบหมายให้นายพนิช วิกิตเศรษฐ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ไปดูปัญหาของประชาชน แต่บังเอิญเกิดเหตุที่ไม่ควรจะเกิด เรื่องทั้งหมดมาจากการร้องเรียนเข้ามา จึงพยายามทำให้เกิดความเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร ขณะนี้มีบางฝ่ายไปโยงกับเรื่องน.ส.3 ทั้งที่เจ้าหน้าที่รายงานเข้ามาว่า น.ส.3 ที่อ้างกันอยู่ในฝั่งไทย ผู้ที่ถูกจับกุมไม่ได้ถูกจับในพื้นที่ดังกล่าว จึงไม่เกี่ยวข้องกัน เมื่อถามว่ามีการโยงว่าสันติอโศกเป็นผู้ดึงนายพนิชเข้าไปเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า กลุ่มพันธมิตรและสันติอโศกได้ห่วงใยกรณีที่ประชาชนเข้าไปทำกินในที่ของตัวเองไม่ได้ นายพนิชอยากทำความเข้าใจเรื่องดังกล่าว จึงอาสาตัวไปตรวจสอบ แต่เกิดเหตุที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น
เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่กลุ่มพันธมิตรจะหยิบเรื่องดังกล่าวไปเคลื่อนไหวทางการเมือง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เดิมกลุ่มพันธมิตรนัดชุมนุมอยู่แล้วเรื่องกัมพูชา แต่อยากให้ข้อมูลให้ครบถ้วน อย่าทำให้เกิดความสับสน นำหลายเรื่องไปปะปนกัน เช่น การอ้างว่าปัญหาดังกล่าวเกี่ยวเนื่องกับบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ปี 2543 ทั้งที่จริงไม่ใช่ ปัญหาเรื่องพื้นที่ดังกล่าว เป็นเรื่องเขตแดนที่ตกค้างมาจากการสู้รบในกัมพูชา ทำให้แม้ชาวกัมพูชาเข้ามาอยู่ในดินแดนไทยกว่า 30 ปีแล้ว แต่เอ็มโอยูดังกล่าว จะช่วยยืนยันว่า ไม่ได้แปลว่าใครอยู่กิน จะเป็นเจ้าของแผ่นดินนั้น เพราะหลักเขตแดนที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน ยังมีการโต้แย้งกันอยู่ว่า ควรจะมีการขยับไปทางไหน อย่างไร เพราะก่อนหน้านี้ เคยมีการเดินสำรวจหลักเขตแดน ในปี 2549 และ 2550
เมื่อถามว่าจุดที่คนไทยทั้ง 7 คนถูกจับโดยสรุปอยู่ในฝั่งไทยหรือฝั่งกัมพูชา นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศและฝ่ายต่างๆได้ไปทำพิกัด ได้ข้อมูลที่ออกมาใกล้เคียงกัน เมื่อถามกว่ากลุ่มพันธมิตรและกลุ่มคนเสื้อแดงโจมตีรัฐบาลจะทำอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รัฐบาลก็อยู่ตรงกลาง เพราะรัฐบาลมีหน้าที่ดูแลความเดือดร้อนประชาชนและประเทศ เมื่อประชาชนร้องเรียนเข้ามาก็ต้องแก้ไข แต่ขณะเดียวกันก็ต้องให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเดินได้ โดยไม่กระทบกับสิทธิของคนไทย แม้หลายพื้นที่ปัญหาลักษณะนี้จะเกิดยืดเยื้อยาวนาน ก็ต้องทำความเข้าใจ แก้ไขกันไป ไม่ทางถูกใจทุกเรื่องทุกคนทุกพื้นที่ อย่าลืมว่าเรากำลังพูดถึงพื้นที่ 1 เท่านั้น ยังมีอีกหลายสิบพื้นที่ ที่อาจเหมือนหรือต่างกันบ้าง วันหนึ่งต้องมาทำความเข้าใจว่าการแก้ปัญหาในภาพรวมควรเป็นอย่างไร จะหยิบแค่กรณีใดกรณีหนึ่ง แล้วบอกว่าต้องอย่างนั้นอย่างนี้ โดยไม่คำนึงถึงพื้นที่อื่น คงไม่ได้
เมื่อถามว่าทั้ง 2 สีเสื้อจะขับไล่รัฐบาล จะแก้ปัญหาอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รัฐบาลมาและไปตามระบบ การเคลื่อนไหวก็เป็นสิทธิที่ทำได้ เมื่อถามว่าถูกทั้งเหลืองและแดงรุมจะไหวหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็โดนมาระยะหนึ่งแล้วนี่ครับ แต่ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ขอเพียงการเปลี่ยนแปลงให้เป็นไปตามระบบ เมื่อถามว่าในวันนี้ท้องสองกลุ่มอาจมารวมกัน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คงไม่ใช่ แต่ละกลุ่มก็มีประเด็นในการเคลื่อนไหวของตัวเอง สามารถนำมาเสนอต่อสังคมได้ ก็แสดงความไม่พอใจได้ แต่ทุกอย่างต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย และการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ต้องเป็นไปตามกติกา รัฐบาลยืนยันว่าพร้อมชี้แจงในทุกเรื่อง แต่ภารกิจเบื้องต้นวันนี้ คือช่วยคนไทยทั้ง 7 คน ไม่ว่าจะชอบบุคคลทั้งเจ็ดหรือไม่ แต่เราก็เป็นคนไทย เพราะส่วนตัวเชื่อว่า ไม่ว่าทั้ง 7 คนจะมีความคิดเห็นทางการเมืองอย่างไร ก็ไม่น่าจะมีเจตนาที่จะรุกล้ำชายแดน เมื่อการช่วยเหลือเรียบร้อย ปัญหาที่ค้างคาใจค่อยมาพูดคุยกัน แต่ถ้าเราเอาแต่หยิบประเด็นอื่นขึ้นมา ก็กระทบกับคดีของทั้ง 7 คนนี้
เมื่อถามว่าคิดว่าข้ออ้างไม่มีเจตนารุกล้ำจะช่วยแก้ต่างในศาลกัมพูชาได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนตอบไม่ได้ รัฐบาลยืนยันได้จากข้อเท็จจริง เพราะเมื่อดูเหตุการณ์ก็เชื่อว่าไม่มีเจตนา ไม่ว่าข้อหารุกล้ำหรือจารกรรมข้อมูล เมื่อถามว่าเหตุใดกลุ่มพันธมิตรที่เคยสนิทสนมกับปชป.ถึงออกมาโจมตีเรื่องนี้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เพราะมีจุดยืนที่ต่างกันเรื่องการแก้ปัญหาชายเดน ไม่มีอะไรใหม่ ตั้งแต่ครึ่งปีหลังของปี 2553 ตนก็เพียงแต่เสียหาย น่าจะคุยกันด้วยเหตุผลได้ แต่ตอนนี้มีแต่การกล่าวหากันเกินจริง เพราะตนไม่มีผลประโยชน์อะไร
“การจะบอกว่าความคิดใครถูกหรือผิดจะต้องว่ากันด้วยเหตุผล การตัดสินใจของรัฐบาลทุกอย่างจะต้องมีความรับผิดชอบ ถ้าบอกให้เลิกเอ็มโอยูปี 2543 เลย ผมก็บอกว่า ถ้าอย่างนั้น การเสนอแผนจัดการพื้นที่ทับซ้อนรอบประสาทพระวิหารก็สบายสิ หรือถ้าบอกให้ถอนตั้งไปจากคณะกรรมการมรดกโลกเลย แปลว่ามติคณะกรรมการโลกในเดือนมิ.ย.นี้ ที่ประเทศบาห์เรน ก็จะเป็นไปตามที่กัมพูชาต้องการหมด ผมไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น เพราะกระทบกระเทือนกับประเทศไทย จึงบอกว่าควรจะแก้ปัญหาด้วยวิธีอื่น เราต้องมาพูดคุยกัน ไม่ใช่ไปบอกว่า ใครไม่เห็นด้วยแปลว่าขายชาติ อย่างนี้ก็พูดจาเข้าใจกันยาก ” นายอภิสิทธิ์กล่าวด้วยอารมณ์ขุนเคือง
กต.หวังอาทิตย์หน้าได้ประกัน7คนไทย
นายธานี ทองภักดี อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ขณะนี้กำลังรอว่าเมื่อถึงวันที่ทางการกัมพูชาเปิดทำการในวันที่ 10 มกราคม ศาลกัมพูชาจะนัดพิจารณาคดีเมื่อใด รวมถึงจะยื่นเรื่องเพื่อขอประกันตัวคนไทยซึ่งจะใช้เวลาดำเนินการไม่เกิน 5 วัน แต่ก็ต้องดูด้วยว่าศาลจะดำเนินการไต่สวนเพิ่มเติมอีกหรือไม่ ระหว่างนี้สถานทูตยังให้การดูแลคนไทยทั้งหมดอย่างต่อเนื่องทั้งในเรื่องอาหาร เสื้อผ้า และยารักษาโรค
เมื่อถามถึงกรณีที่มีข้อเสนอจากกลุ่มเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติขอเป็นที่ปรึกษาทนายความในการต่อสู้คดีให้กับนายวีระนั้น นายธานี กล่าวว่า เป็นเรื่องของทนายและลูกความจะพิจารณาว่าจะรับคำแนะนำจากใครบ้าง แต่หวังว่าเรื่องน่าจะจบในสัปดาห์หน้า พร้อมยืนยันว่าความร่วมมือด้านอื่นๆระหว่างไทย-กัมพูชายังเดินหน้าต่อไปตามปกติ ทั้งการเยือนไทยของนายซก อัน รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชาตามคำเชิญของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี จะมีขึ้นภายในเดือนมกราคมนี้ และในต้นเดือนกุมภาพันธ์ก็จะมีการประชุมคณะกรรมาธิการร่วม(เจซี)ไทย-กัมพูชาที่ประเทศกัมพูชา ฯลฯ
" ทั้งสองฝ่ายไม่อยากให้เรื่องนี้กระทบความสัมพันธ์ในภาพรวมที่พัฒนาดีขึ้นตามลำดับในช่วง 3 - 4 เดือนที่ผ่านมา และอยากให้เป็นไปในทิศทางนี้ต่อไป"นายธานี กล่าว และว่า สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญได้ยื่นเรื่องไปยังทางการกัมพูชาเพื่อขอเข้าเยี่ยมคนไทยทั้ง 7 คน ที่เรือนจำเปรยซอร์ ตามที่ญาติของคนไทยที่ถูกจับกุมได้ยื่นเรื่องขอเข้าเยี่ยมผ่านทางสถานทูต โดยต้องรออยูว่าทางการกัมพูชาจะตอบรับให้เข้าเยี่ยมเมื่อใด กระทรวงก็จะประสานให้ญาติที่กลับมารออยู่ที่เมืองไทยได้ทราบต่อไป
ผู้ว่าฯศรีสะเกษเข้า"เขมร"ร่วมงาน32ปีแห่งการปลดปล่อย
แหล่งข่าวรายงานว่า นสพ.รัศมีกัมพูชา รายงานข่าวที่ นายอุง เอือน ผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจย กล่าวในโอกาสมอบเงินและเครื่องอุปโภคบริโภคให้กับกองกำลังรักษาชายแดนที่ 503 กองพลทหารที่ 51 กองทัพภาคที่ 5 และกองกำลังตำรวจตระเวนชายแดนที่ 911 ว่า จังหวัดได้รับคำสั่งจากเบื้องบนให้ติดตามสถานการณ์ตามแนวชายแดนหลังจากที่แกนนำเสื้อเหลืองและคนไทย 7 คนถูกทางกัมพูชาจับข้อหาข้ามแดนผิดกฎหมาย และมีเจตนาไม่บริสุทธิ์ในเขตทหารที่บ้านโจกเจย (บ.โชคชัย)
นายอุง เอือน กล่าวต่อว่า นายศานิต นาคสุขศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ได้โทรศัพท์มาหา บอกว่าจังหวัดทั้งสองไม่มีอะไรต้องขัดข้องหมองใจกันเหมือนกับรัฐบาลทั้งสองก็ยังให้ความร่วมมือและเป็นที่ดีต่อกันเช่นเดิม เหมือนที่เคยประชุมหารือและลงพื้นที่ตรวจสอบโครงการเปิดจุดผ่านแดนสตึงบท พิธียกเลิกวีซ่าเข้าออกกัมพูชา - ไทย และโครงการเปิดจุดผ่อนปรน 3 แห่ง คือ สระแก้ว - บันเตียเมียนเจย - บัดด๊อมบอง เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ทำให้คนไทยเดินทางเข้าประเทศกัมพูชาเพิ่มจากเดิมวันละประมาณ 30 คน เป็นวันละประมาณ 300 - 500 คน" นสพ.รัศมีกัมพูชา ระบุ
เช่นเดียวกับทางด้านจังหวัดศรีสะเกษ วันที่ 7 ม.ค.54 นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ได้รับหนังสือเชิญจากนายอม มารา ผู้ว่าราชการจังหวัดพระวิหาร ให้ไปร่วมงานแสดงและจำหน่ายสินค้าโอท็อป และผลผลิตกสิกรรม ในระหว่างวันที่ 7 - 9 ม.ค. 54 นี้ เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 32 ปี ที่เปลี่ยนการปกครองจากระบบพอลพต ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมให้ทั้งสองจังหวัดได้มีการแลกเปลี่ยนสินค้า แลกเปลี่ยนความรู้ และที่สำคัญคือการเสริมสร้างสัมพันธไมตรีที่ดีต่อกัน
ทั้งนี้จังหวัดศรีสะเกษได้นำสินค้าโอท๊อป เครื่องอุปโภค บริโภค และสินค้าเกษตรไปแสดงและจำหน่ายในราคาเดียวกันกับประเทศไทย จำนวน 20 กลุ่ม 35 คน สินค้ามีราคาตั้งแต่ 700 เรียล (5 บาท) จนถึง 13400 เรียล (1000 บาท) โดยนายสมศักดิ์ได้เดินทางไปร่วมงานครั้งนี้พร้อมกับหัวส่วนราชการในสังกัดกรมการพัฒนาชุมชนด้วย



