
ธปท.รับราคาอาหารพุ่งเกินคาดชงกนง.ถกเงินเฟ้อ-ตั้งงบปี 55 ขาดดุล 4 แสนล.
แบงก์ชาติรับราคาสินค้าอาหารปรับขึ้นเกินคาด ดันเงินเฟ้อเดือนธันวาคมพุ่ง นำปัจจัยกดดันเข้าหารือ กนง. อย่างละเอียดวันที่ 12 มกราคมนี้ แบงก์พาณิชย์ลุ้นจ่อขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% "ไตรรงค์" ถก 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ วางกรอบงบประมาณปี 2555 ขาดดุลไม่เกิน 4 แสนล้
นางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 12 มกราคมนี้ จะนำเรื่องอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นเข้าไปหารืออย่างละเอียด โดยประเมินแรงกดดันในทุกด้าน ทั้งเรื่องราคาอาหาร พลังงาน และการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ รวมถึงการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการ ซึ่งยอมรับว่าตัวเลขเงินเฟ้อในเดือนธันวาคม 2553 ที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศออกมาขยายตัว 1.4% นั้น สูงกว่าคาดการณ์ของธปท.ที่ประเมินค่าเฉลี่ยไว้ที่ 1.3%
"ตัวเลขที่แตกต่างกันเพียง 0.1% อาจยังไม่เป็นสาระสำคัญมากนัก แต่ก็จะมีการดูเรื่องนี้อย่างละเอียด ซึ่งเราไม่คิดว่าราคาสินค้าหมวดอาหารจะปรับขึ้นมาสูงขนาดนี้ ทั้งอาหารสำเร็จรูป น้ำมันปาล์ม และกะทิ ปรับเพิ่มสูงกว่าที่ ธปท.ประเมินเอาไว้ และดูเหมือนว่ายังมีสินค้าอีกหลายตัวรอการปรับราคาอยู่” นางอัจนา กล่าว
น.ส.ดุษณี เกลียวปฏินนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย กล่าวว่า การประชุม กนง.ในวันที่ 12 มกราคมนี้ คาดว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% หรืออย่างช้าอาจจะเลื่อนไปขึ้นในเดือนมีนาคม ซึ่งคาดว่าทั้งปีมีแนวโน้มที่อัตราดอกเบี้ยจะปรับขึ้นประมาณ 0.50-0.75% ทำให้ดอกเบี้ยนโยบายปรับขึ้นมาอยู่ที่ 2.50-2.75% และจะมีผลให้ดอกเบี้ยทั้งเงินฝากและเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ขยับขึ้นตาม
อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นของดอกเบี้ยเงินฝากจะอยู่ในอัตราต่ำกว่า เนื่องจากสภาพคล่องของธนาคารยังคงมีอยู่จำนวนมาก ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธุรกิจเอสเอ็มอีน่าจะขยับขึ้นอีกอย่างน้อย 0.25% ในช่วงไตรมาสที่ 1 ส่วนแนวโน้มค่าเงินบาท น่าจะแข็งค่าขึ้น โดยจะเคลื่อนไหวประมาณ 29 บาทต่อดอลลาร์เศษ แต่อัตราการแข็งค่าจะไม่รุนแรงเท่ากับปี 2553
ด้านนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุม 4 หน่วยงานด้านเศรษฐกิจ เพื่อกำหนดกรอบงบประมารายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2555 โดยกล่าวว่า ที่ประชุมเห็นพ้องกันที่จะกำหนดกรอบงบประมาณปี 2555 ให้มีระดับการขาดดุลไม่เกิน 4 แสนล้านบาท ภายใต้สมมติฐานอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจที่ 4.5% อัตราเงินเฟ้อขยายตัว 3.5% โดยรายรับของรัฐบาลที่จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.9 ล้านล้านบาท ส่วนรายจ่ายอยู่ที่ 2.3 ล้านล้านบาท
ทั้งนี้ ระดับของการขาดดุลงบประมาณดังกล่าว ถือว่าลดลงเมื่อเทียบกับงบประมาณปี 2554 ที่ขาดดุลประมาณ 4.2 แสนล้านบาท เพื่อเป็นการส่งสัญญาณสำหรับการจัดทำงบประมาณให้เข้าสู่จุดสมดุลในปีงบประมาณ 2559 แม้จะเป็นระดับการขาดดุลที่ไม่มากนัก แต่ก็ถือว่าเป็นระดับที่เหมาะสม เพราะหากลดระดับการขาดดุลมากกว่า เศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบ



