
7ปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจไทยในปีกระต่าย(ตื่นตูม)
สวัสดีปีใหม่ครับ ปีนี้เป็นปี เถาะ หรือ กระต่าย ในช่วง วันหยุดตรุษปีใหม่ ผมมีโอกาสเดินทางไปพักผ่อนพบปะมิตรสหายที่ สิงคโปร์ ซึ่งเป็นเกาะเล็กๆ มีขนาดใกล้เคียงกับ เกาะภูเก็ต เพียงระยะเวลาไม่กี่สิบปีหลังได้รับเอกราชจาก
“อังกฤษ” ภายใต้การนำ (แบบเผด็จการในระบอบประชาธิปไตย) ของ “ลี กวน ยู” ก็สามารถพลิกฟื้นจากประเทศที่ด้อยพัฒนาล้าหลังไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ก้าวล้ำนำหน้าประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นประเทศที่น่าสนใจมากครับ ด้วยประชากรเพียง 5.2 ล้านคน (กรุงเทพฯ มีประชากรกว่า 12 ล้านคน) ด้วย “วิสัยทัศน์” (Visionary) ก่อให้เกิดเป็น “กระบวนทัศน์” (Visionary) ในการพัฒนาไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้เศรษฐกิจของ “สิงคโปร์” ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ทั้งที่เป็นประเทศที่ไม่มีทรัพยากรอื่นใดนอกจาก “ทรัพยากรมนุษย์”
รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาคน กระทรวงที่ได้รับงบประมาณสูงสุด คือ กระทรวงศึกษาธิการ เป็นผลให้คน “สิงคโปร์” เป็น “มดงาน” มีความเฉลียวฉลาด รู้เท่าทันโลก และทำงานหนักกว่าคนปกติในกลุ่มประเทศอาเซียนถึง 4 เท่า ทุกอย่างเร่งรีบ “เวลา” เป็นของมีค่า ซึ่ง “สิงคโปร์” ไม่มีทางเลือกครับ เพราะเป็นประเทศที่ขาดแคลนทรัพยากรในทุกๆ ด้าน (ยกเว้น “ทรัพยากรมนุษย์” ที่เหนือกว่าประเทศเพื่อนบ้าน) แม้แต่น้ำที่ใช้ในการอุปโภคบริโภคก็ยังต้องนำเข้าจาก “มาเลเซีย”
ภายใต้ความกดดันนี้แหละครับ “สิงคโปร์” จะต้องก้าวล้ำนำหน้าเพื่อนบ้านหนึ่งก้าวเสมอ ผมได้เห็น “สิงคโปร์” ก้าวล่วงหน้าไปอีกก้าวหนึ่งเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน
ในช่วงเวลาที่ผมปลีกวิเวกเงียบๆ บนเกาะเล็กๆ ที่ทันสมัยแห่งนี้ ผมได้มีโอกาสนั่งทบทวนถึงอนาคตอันใกล้ในปี “กระต่าย” ที่ตกอยู่ในสภาวะตื่นตูม เพราะอะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ ฉะนั้นปีนี้ “กระต่ายไทย” ต้องหู ตา ไว เพราะมีปัจจัยเสี่ยงหลักๆ ที่ผมพอจะนับได้อย่างน้อย 7 ประการด้วยกันครับ
ประการแรก สถานการณ์ทางการเมืองและความขัดแย้งทางความคิดในสังคมที่ยังคงคุกรุ่น
ประการที่สอง การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในภาพรวมยังเป็นไปอย่างเชื่องช้าและมีความเปราะบางเป็นอย่างยิ่ง
ประการที่สาม การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทซึ่งมีแนวโน้มจะแข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ นักวิเคราะห์บางคนคาดการณ์ว่าอาจจะแข็งค่าไปแตะที่ 27 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
ประการที่สี่ การไหลเข้าและออกของเงินทุนต่างชาติที่เข้ามาเก็งกำไรในระยะสั้นในตลาดหุ้น ซึ่งหากควบคุมกันไม่ดี ก็อาจจะล้มครืนกันไปทั้งระบบ
ประการที่ห้า การขยายตัวแบบ “ฟองสบู่” ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะโครงการคอนโดมิเนียมที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดใจกลางเมือง อย่ากะพริบตาเป็นอันขาดนะครับ ถ้า “ฟองสบู่” นี้แตกก็จะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อเศรษฐกิจของไทยในปี “กระต่าย” นี้
ประการที่หก แรงกดดันจาก “เงินเฟ้อ” ที่คาดว่าจะอยู่ประมาณ 3-3.5 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้รัฐบาลต้องดูแลควบคุมราคาสินค้าให้ดี ไม่ให้เกิดสภาวะ “ข้าวยาก หมากแพง” ที่จะส่งผลให้เดือดร้อนกันไปทุกหย่อมหญ้า
ประการที่เจ็ด ผลกระทบจากปัญหาความแปรปรวนของระบบนิเวศวิทยาส่งผลให้เกิดภัยแล้ง น้ำท่วมฉับพลัน ทำให้ผลผลิตภาคการเกษตรและรายได้ของเกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศที่จะได้รับผลกระทบจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ
ผมนั่งเงียบๆ จิบ “สิงคโปร์สลิง” เพื่อปิดต้นฉบับในสัปดาห์นี้ พยายามสร้าง “วิสัยทัศน์” ไปข้างหน้า ทำหน้าที่ “สุนัขเฝ้าบ้าน” คิดทบทวนอนาคตอันใกล้ของเศรษฐกิจไทยในปี “เถาะ” ที่กำลังมาถึงก็เห็นข้อควรระวัง 7 ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ หากเตรียมการรับมือกันไม่ดีก็จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวม เอาไว้ในสัปดาห์หน้ามาว่ากันต่อว่าไป “สิงคโปร์” คราวนี้ ผมเห็นอะไร ได้เรียนรู้อะไร มีหลายอย่างที่อาจเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยที่ผมชื่นชมและชื่นชอบ และก็มีหลายอย่างที่ผมไม่ชอบครับ
ภัทรพล เวทยสุภรณ์



