ข่าว

สารพัดเรื่องรุมรัฐบาลก่อนเปิดสภา

สารพัดเรื่องรุมรัฐบาลก่อนเปิดสภา

07 ม.ค. 2554

เพียงแค่เริ่มศักราชใหม่ ดูเหมือน "รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" จะเจอศึกใหญ่ ทั้งศึกในประเทศและนอกประเทศหลายเรื่องที่จ่อคิวให้แก้ปัญหา

 เริ่มตั้งแต่กรณี 7 คนไทย ที่ถูกจับกุมที่บ้านหนองจาน ต.โนนหมากมุ่น จ.สระแก้ว ซึ่งเป็นดินแดนติดต่อกับประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2553 ระหว่างนี้ศาลกัมพูชาไต่สวนเป็นรายบุคคล หลายฝ่ายกังวลว่า จะยืดเยื้อไปถึงสัปดาห์หน้า เพราะวันศุกร์เป็นหยุดทำการของกัมพูชา

 ส่วนผลจะเป็นอย่างไรต้องรอลุ้น เพราะการจับกุมคนไทยครั้งนี้ "ฮุน เซน" นายกรัฐมนตรีกัมพูชา มีท่าทีแข็งกร้าวกว่าทุกครั้ง

 ทันทีที่สภาผู้แทนราษฎรเปิดในวันที่ 21 มกราคม "ฝ่ายค้าน" ก็เตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ขณะที่ "นอกสภา" ก็จะมีบรรดา "กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ" (นปช.)หรือคนเสื้อแดง ยังคงทำกิจกรรมชุมนุมอย่างต่อเนื่อง

 ระหว่างนี้การพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 93-98 เกี่ยวกับระบบการเลือกตั้งจากเขตใหญ่และระบบสัดส่วน มาเป็นระบบเขตเดียวเบอร์เดียว 375 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 125 คน มีข่าวแว่วมาว่า "พรรคร่วมรัฐบาล" เริ่มไม่เห็นด้วย

 เพราะระบบเขตเดียวเบอร์เดียวโดยมีส.ส.375 คน จะทำให้ระบบเขตหายไป 25 เขต มีส.ส.ระบบเขตหายไป 75 คน โดยจำนวนส.ส.ไปเพิ่มที่ระบบบัญชีรายชื่อแทน ที่กำหนดไว้ 125 คน ระบบนี้ "พรรคประชาธิปัตย์" ซึ่งเป็นพรรคใหญ่ถูกมองว่าได้เปรียบ

 และมีกระแสข่าวออกมาว่า ฝ่ายค้านจะจับมือพรรคร่วมรัฐบาลให้กลับไปใช้การเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญปี 2540 คือ ส.ส.400 เขต บัญชีรายชื่อ 100 คน ซึ่งเรื่องนี้อาจส่งผลต่อการลงมติหากความเห็นของพรรคร่วมรัฐบาลไม่เป็นเอกฉันท์

 นอกจากนี้ยังไม่รวมกรณี "ส.ว.สรรหา" จะหมดวาระลงในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ อาจส่งผลต่อการลงมติตามรัฐธรรมนูญอีกด้วย เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญน่าจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรประมาณต้นเดือนกุมภาพันธ์ ช่วงเดียวกับส.ว.สรรหาอยู่ครบวาระ 3 ปีพอดี

 ความเคลื่อนไหวของ "ฝ่ายค้าน" ทั้งในสภาและนอกสภา รวมทั้งปัญหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้จะไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล แต่ก็สามารถบั่นทอนการทำงานไม่ให้ราบรื่น

 แต่สิ่งที่ "รัฐบาล" ต้องเตรียมการแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงก่อนจะกลายเป็นประเด็นใหญ่ในน่าอนาคต นั่นคือการเคลื่อนไหวของ "กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" ที่ประกาศจะเคลื่อนไหวใหญ่ในวันที่ 25 มกราคมนี้

 โดยมุ่งเน้นไปที่ปัญหาการปักปันเขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชา เพราะการเคลื่อนไหวครั้งนี้มีภาคประชาชนนำโดย "พันธมิตร" และ "พรรคการเมืองใหม่" ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับ "พรรคเพื่อไทย" ที่มีภาคประชาชนคนเสื้อแดงเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน

 เพียงแต่ครั้งนี้พรรคการเมืองใหม่ยังไม่มีส.ส.อยู่ในสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น แต่มี "สื่อ" ในมือเป็นช่องทางในการสื่อสารกับประชาชน ถือเป็นพลังในการขับเคลื่อนที่รัฐบาลประมาทไม่ได้

 โดยเฉพาะกรณี 7 คนไทยที่ถูกทางการกัมพูชาจับกุมจะถูกหยิบยกขึ้นมาขยายผลรวมกับปัญหาการปักปันเขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชา หลายพื้นที่ที่ขณะนี้ยังไม่ได้ข้อยุติและเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อมานาน

 รัฐบาลอภิสิทธิ์จะถูกกดดันทั้งนอกประเทศและในประเทศ โดยเฉพาะแรงกดดันในประเทศเกี่ยวกับปัญหา "ปักปันเขตแดน" จะสร้างปัญหาให้รัฐบาลในอนาคต หากรัฐบาลไม่เร่งแก้ไข เพราะเป็นเรื่องความรู้สึกของความเป็นชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง

 ดังนั้น "รัฐบาล" ต้องชี้แจงและเร่งทำความเข้าใจกับประชาชนคนไทยในท่าทีของรัฐบาลในเรื่องนี้ให้ชัดเจนก่อนที่ประชาชนส่วนใหญ่จะเกิดความรู้สึกว่า รัฐบาลไม่สนใจปกป้องช่วยเหลือ 7 คนไทย และไม่ปกป้องรักษาอธิปไตยของประเทศ

 ที่ผ่านมาจะเห็นว่า "รัฐบาลอภิสิทธิ์" ไม่ประสบความสำเร็จในการสื่อสารกับประชาชนในเรื่องการปักปันเขตแดนกรณีเขาพระวิหาร เขตแดนพื้นที่ทางทะเล เพราะไม่เห็นความคืบหน้าว่ารัฐบาลมีปฏิกิริยาปกป้องดินแดน

 แม้ว่าเรื่องนี้จะไม่กลายเป็นประเด็นในการต่อต้านรัฐบาลโดยตรง แต่ก็มีโอกาสที่ฝ่ายตรงข้ามจะหยิบเรื่องนี้มาขยายผลให้เป็นเรื่องใหญ่ ส่งผลกระทบต่อรัฐบาลได้ในอนาคต เนื่องจากรัฐบาลแสดงออกในเรื่องดังกล่าวน้อยไป

 หลังจาก 7 คนไทยถูกทางการกัมพูชาจับกุม สังคมเกิดความสับสน มีคำถามเกิดขึ้นทันทีว่า 7 คนไทยอาจรุกล้ำเข้าไปในเขตแดนของกัมพูชา จึงถูกจับกุม หรือ 7 คนไทยพยายามปกป้องอธิปไตยทำหน้าที่คนไทยจึงถูกจับกุม

 การเคลื่อนไหวของ "พันธมิตร" ในวันที่ 25 มกราคม ที่ยกปัญหาเขตแดนขึ้นมาชุมนุมในครั้งนี้ ชนิด "ไม่ชนะ ไม่เลิก" จะเป็นประเด็นที่ขยายผลมากกว่าการชุมนุมของคนเสื้อแดง ที่มุ่งเน้นโจมตีเรื่อง "เหตุการณ์กระชับพื้นที่" แต่ประเด็นเขตแดนและการช่วยเหลือ 7 คนไทย ที่พันธมิตรจะหยิบยกมาโจมตีรัฐบาล น่าจะขยายผลด้านความรู้สึกได้มากกว่า

 ถ้ารัฐบาลไม่เร่งแก้ปัญหา คำว่า "ยุบสภา" อาจมาเร็วกว่าที่หลายคนคิด!

สมถวิล เทพสวัสดิ์