ข่าว

ศาลเขมรไตร่สวนคนไทยเสร็จ3เหลือ4

ศาลเขมรไตร่สวนคนไทยเสร็จ3เหลือ4

06 ม.ค. 2554

"กต." เผยศาลกัมพูชาไตร่สวนสวนเสร็จแล้ว 3 คน เหลือ 4 คน เผย"ทนายชาวเขมร" วอนสถาน "ทูต-กต." หยุดจ้อ หวั่นกลัวกระทบถึงรูปคดี โฆษกปชป.ย้ำ“พนิช”ไม่เจตนารุกล้ำพื้นที่ วอนทุกภาคส่วนให้กำลังใจ

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 6 ม.ค. นายธานี ทองภักดี อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ในการที่ศาลกัมพูชานัดไตร่สวนนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส. กทม.และพวกรวม 7 คน ในวันนี้ ( 6 ม.ค.) ว่า วันนี้ไม่ใช่การพิพากษาคดี แต่เป็นการไตร่สวนเพิ่มเติม โดยผู้พิพากษาสามารถสอบสวนคนไทยทั้ง 7 คนได้โดยตรงและไตร่สวนเป็นรายบุคคล ซึ่งเริ่มตั้งแต่เวลา 8.00 น. จนถึงขณะนี้ ได้ไตร่สวนแล้ว 3 คน โดยได้ไตร่สวนนายพนิชเป็นคนแรก โดยหวังว่า จะเสร็นสิ้นภายในวันนนี้ หากไม่เสร็จคงไตร่สวนต่อได้ในวันจันทร์ที่ 10 ม.ค. 54 เนื่องจากในวันพรุ่งนี้ เป็นวันหยุดราชการของกัมพูชา

       ส่วนกระแสข่าวที่ว่า อัยการกัมพูชาตั้งข้อหาเพิ่มกับ 7 คนไทย โจรกรรมข้อมูลความลับทางการทหารนั้น นายธานี กล่าวว่า เป็นเพียงกระแสข่าว ทางกระทรวงการต่างประเทศได้รับแจ้งข้อหาที่เป็นทางการ ยัง 2 ข้อหาเดิม ข้อหาแรกคือ เข้าเมืองผิดกฎหมาย มีโทษจำคุก 3-6 เดือน และให้เนรเทศออกนอกประเทศ ส่วนข้อหาที่สอง คือการรุกร้ำพื้นที่ทหารโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุก 6 - 12 เดือน หรือปรับเงิน 7,500 – 15,000 บาท อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เช้าเป็นการไตร่สวนแบบปิด จึงทำให้สถานเอกอัครราชทูตไม่สามารถส่งเจ้าหน้าที่กงสุลเข้าสังเกตการณ์การไตร่สวนได้ มีเพียงทนายความชาวกัมพูชา 2 คนที่ทางการไทยว่าจ้างเข้าร่วมกับจำเลยทั้ง 7 คนที่เข้าไปเท่านั้น

           “ในระหว่างนี้เป็นช่วงเวลาที่อ่อนไหวมาก ทางทนายความไม่ต้องการให้กระทรวงการต่างประเทศ รวมทั้งสถานทูตไทย ให้ข่าวมาก เนื่องจากเกรงว่าจะส่งกระทบต่อคดีความ และอาจจะมีผลต่อการให้ปากคำของจำเลยที่ยังรอการไตร่สวนอยู่ ส่วนแนวทางการสู้คดี ทีมทนายกัมพูชาได้หารือกับ 7 คนไทยอย่างใกล้ชิดแล้ว โดยไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้” นายธานีกล่าว

 ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการนำคดีความของ 7 คนไทย ที่มีความเกี่ยวข้องกับการชี้จุดแบ่งเขตแดนกัมพูชามามีผลต่อการเจรจาของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย – กัมพูชาหรือไม่ นายธานี กล่าวว่า ได้มีการพูดคุยกับทางการกัมพูชามาตั้งแต่ต้นแล้วว่า เป็นคนละส่วนกันจะไม่นำมาเกี่ยวโยงกัน โดยการเจรจาเจบีซี ครั้งที่ 4 ยังจะมีขึ้นที่กรุงพนมเปญต่อไป ส่วนการจับกุมตัว 7 คนไทยก็เกิดขึ้นในพื้นที่ทับซ้อน ที่เริ่มจากการเดินลงไปในพื้นที่ที่ไม่ทราบว่าเป็นของฝ่ายใด เรื่องนี้จะไม่มีผลต่อการเจรจาเขตแดนแต่อย่างใด

โฆษกปชป.ย้ำ“พนิช”ไม่เจตนารุกล้ำพื้นที่

 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีการพิจารณาของศาลกัมพูชาในกรณีการจับกุมคนไทยทั้ง 7 คนในวันนี้( 6 ม.ค.) ว่า ข้อมูลเบื้องต้นในส่วนของนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์นั้น เป็นการทราบข้อกล่าวหาว่าเป็นคดีการรุกล้ำพื้นที่ทหารตามมาตรา 473 และการเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายตามมาตรา 29 ซึ่งเป็นสัญญาณที่บอกว่าไม่เกี่ยวกับการตั้งข้อหาการจารกรรม ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่เชื่อว่าจะสามารถพิสูจน์ เจตนาในการเดินทางดังกล่าวได้ว่าไม่ได้เจตนาในการสร้างปัญหาความขัดแย้ง และไม่มีความตั้งใจที่จะรุกล้ำเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าวตามข้อเท็จจริงที่ปรากฎออกมา

 นพ.บุรณัชย์ กล่าวอีกว่า เนื่องจากกระบวนการพิจารณาอาจจะต้องใช้เวลาต่อจากนี้ ตนจึงอยากให้ทุกภาคส่วนในสังคมร่วมกันแสดงความสามัคคีในการให้กำลังใจและแสดงเอกภาพในการช่วยเหลือคนไทยที่ถูกจับกุมให้ได้รับอิสระภาพ อย่างไรก็ตาม อยากที่จะให้ฝ่ายที่ยังใช้สถานการณ์เหล่านี้เคลื่อนไหวทางการเมือง โดยหยิบยกเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับชะตากรรมของคนไทยด้วยกันมาใช้ในการเคลื่อนไหว โดยเฉพาะการที่พรรคเพื่อไทยออกมาเปิดเผยคลิปวิดีโอที่ถือว่าเป็นพยานสำคัญส่วนหนึ่งในข้อกล่าวหานั้น ตนอยากถามนายจตุพร พรหมพันธ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่มนปชป.ด้วยว่า มีเจตนาอย่างไรในการกระทำดังกล่าวเพื่อให้คดีที่คนไทยด้วยกันเองถูกจับกุมนั้นมีน้ำหนักมากขึ้น

 นพ.บุรณัชย์ กล่าวด้วยว่า ส่วนการดำเนินการของนายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ์ โฆษกกลุ่มนปช. ที่ระบุว่าพรรคประชาธิปัตย์สร้างเรื่องเพื่อส่งให้นายพนิชไปถูกจับกุมนั้น ตนอยากจะประนามการให้ข่าวดังกล่าว แม้จะมีการพยายามอ้างว่าเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวก็ตาม แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าทางกลุ่มนปช.ยังคงใช้แนวทางเดิมคือ บิดเบือนข้อเท็จจริงและใส่ร้ายคนไทยด้วยกันเอง เพื่อหวังผลทางการเมือง อยากให้กลุ่มนปช.พิจารณาการดำเนินการในลักษณะดังกล่าว เพราะถือว่าเป็นการซ้ำเติมคนไทยด้วยกันเอง ในขณะเดียวกันข้อมูลในการต่อสู้นั้นเป็นเรื่องของเทคนิคที่มีความสำคัญที่จะต้องให้ผู้ที่มีความรับผิดชอบโดยตรงได้แก่ กรมแผนที่ทหารและกรมสนธิสัญญาที่จะดำเนินการในหลายส่วน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลบางส่วนนั้นมีความคลาดเคลื่อน เช่นกรณีของหลักสันปันน้ำนั้น บริเวณระหว่างหลักหมุดที่ 47-50 นั้นเป็นบริเวณที่ไม่มีสันปันน้ำแต่อย่างใด

เครือข่ายคนไทยฯปักหลักทำเนียบฯ

บรรยากาศที่หน้าทำเนียบรัฐบาลคึกคักขึ้นในช่วงบ่าย เมื่อพล.อ.ปฐมพงศ์ เกสรศุกร์ ประธานองค์กรอุณาโลม และประธานที่ปรึกษาสมาคมทหารผ่านศึกพิการแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยทหารผ่านศึกประมาณ 100 คน เดินทางไปยังทำเนียบรัฐบาลเพื่อยื่นข้อเรียกร้องถึงนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ผ่านเจ้าหน้าที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ พร้อมทั้งได้อ่านแถลงการณ์เรียกร้องรัฐบาล 3 ข้อ

ต่อมาเวลา 14.00 น.นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ นายสมบูรณ์ ทองบุราณ แกนนำเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ ได้เดินทางมาสมทบกับกลุ่มของพล.อ.ปฐมพงศ์ และพล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน ประธานสมัชชาประชาชนแห่งประเทศไทย ทำให้จำนวนผู้ชุมนุมมีจำนวนมากขึ้นแต่ยังคงอยู่ที่หลักร้อยคนมีการขึ้นป้ายผ้าทวงคนไทยกลับสู่มาตุภูมิ พร้อมทั้งตั้งโรงครัวทำหารแจกจ่ายผู้ชุมนุม นายไชยวัฒน์ ประกาศว่ากลุ่มของตนจะปักหลักชุมนุมอยู่ที่หน้าทำเนียบรัฐบาลจนกว่า 7 คนไทยจะได้รับการปล่อยตัวให้กลับมาด้วยความสวัสดิภาพ

 ประชาชนชายแดนเขมร-ไทยค้าขายปกติ

 ที่จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ ต.ไพรพัฒนา   บรรยากาศทั่วไปหลังมีการจับกุม 7 คนไทย  จนถึงขณะนี้พบว่าประชาชนชายแดนบริเวณช่องสะงำ ทั้งชาวกัมพูชาและไทยยังคงข้ามพรมแดนแลกเปลี่ยนสินค้ากันที่บริเวณตลาดไทยตลาดกัมพูชา ซึ่งในวันนี้เป็นวันตลาดนัดประจำวันที่ 2 ของสัปดาห์ของปีใหม่ 

 พ.ต.ต.ศุภโชค พณิชยพงศ์ สารวัตร ด่านตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า ที่จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ ด่านทางนี้ประชาชนทั้ง 2 ชาติไปมาหาสู่กัน ทำมาค้าขายกันอย่างปกติ ไม่ตื่นตระหนกกับการที่คนไทยทั้ง 7 คน ที่ถูกทางการกัมพูชาจับทางจังหวัดสระแก้วแต่อย่างใด ประกอบกับการข้ามพรมแดน ไม่ต้องมีวีซ่าพียงแค่มีพาสปอร์ตก็สามารถข้ามพรมแดนเข้าแต่ละประเทศได้นานถึง 15 วัน ทำให้มีประชาชนของทั้ง 2 ประเทศเข้าออกพรมแดนจำนวนมากขึ้น