ข่าว

สองฝ่ายระดมพล

สองฝ่ายระดมพล

07 เม.ย. 2552

ในขณะที่ "เสื้อแดง" กำลังระดมไพร่พลเข้าชุมนุมที่เมืองหลวง เตรียมล้ม-ทำสงครามกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางกางกั้น ทักษิณ ชินวัตร กลับเมืองไทย แบบใสสะอาด อีกฟากฝ่าย ก็ใช่ว่าจะเงียบงันรอวันให้แดงเผด็จศึก

 เพราะงานนี้วัดเดิมพันกันสูง

 ถึงแม้จะรู้ดีว่า หากเผชิญหน้ากันแล้ว ความเสียหาย มีมากกว่า แต่การนิ่งเฉยก็เท่ากับยอมรับ พ่ายพับยับลงไปกอง

 น่าสนใจว่าขุมกำลังของฝ่ายตรงข้ามกับเสื้อแดง นั้นเป็นใครมาจากไหน

 เพราะไพร่พลคนเสื้อแดงนั้น ต่างก็รู้กันดีว่า เบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมดก็คือ อดีตคนที่ผ่านเหตุการณ์เดือนตุลา ที่ "สู้ไม่จบ รบไม่หยุด" บังเอิญว่า ได้ขุนศึกที่ "เป่าตูดขึ้น" อย่าง ทักษิณ ที่ไม่เพียงมีลูกฮึด แต่ยังมีกำลังทรัพย์มากมายมหาศาล

 เป้าหมายเดิมคือ "ล้มล้าง" เมื่อผสานกับกลยุทธ์ใหม่ ผลจึงออกไปในทางหนักแน่น และความรุนแรง

 กลุ่มหนึ่งคิด กลุ่มหนึ่งนำ มีน้ำหล่อเลี้ยงแบบไม่อั้น ฝูงชนคนเสื้อแดงจึงพรึ่บพรั่บไม่ขาดสาย

 นั่นจึงทำให้ กระทรวงมหาดไทย ที่กลุ่มเพื่อนเนวิน จัดวางเอาไว้เพื่อฐานมวลชนในอนาคต ไม่อาจนิ่งเฉย อำนาจรัฐที่มีอยู่ในมือ จึงถูกนำมาปรับใช้

 แดงเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ ก็เท่ากับฐานของเพื่อนเนวินที่หดหายไปเท่านั้น...

 การเรียกประชุมผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศในวันที่ 7 เมษายน ก่อนแดงจะชุมนุมใหญ่เพียงวันเดียวของ ชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย ไม่ใช่เรียกมาเพื่อสั่งการ แต่เรียกมาเพื่อสอบถามความคืบหน้าของงานที่ได้สั่งไปก่อนหน้านี้

 "วอร์รูม" ที่มอบหมายให้ใช้ ผู้ว่าฯ นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรท้องถิ่น ไปร่วมกันติดตามสถานการณ์การรวมตัวกลุ่มเสื้อแดงเป็นอย่างไร เพราะที่ผ่านมานั้น ยังคลุมๆ เครือๆ

 ขณะเดียวกัน ก็ร่วมสร้างความขลังด้วยการ "ปฏิญาณตนปกป้องสถาบันของชาติเพื่อเสริมสร้างความสมานฉันท์" ในบ่ายวันเดียวกัน

 นั่นคือแนวปฏิบัติที่เปิดสู่สาธารณะ

 แต่อีกด้านที่ไม่อาจมอบหมายให้ "เจ้าหน้าที่รัฐ" ไปจัดตั้งนั้น กลับคึกคักไม่แพ้เสื้อแดง

 ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ บุรีรัมย์ เมืองหลวงของกลุ่มเพื่อนเนวิน สุรินทร์ นครพนม และอีกหลายจังหวัด

 แม้จะดูไม่มากมายนัก แต่เมื่อรวมกับ "เครือข่ายลูกป๋า" ที่มีอยู่หนาแน่นในโคราช และจังหวัดในภาคใต้ ส่วนที่เหลือก็ประปรายกระจายกันไป ก็ทำให้ฝ่ายตรงกันข้ามเสื้อแดง ดูจะมีราศีจนอาจจะพอฟัดพอเหวี่ยงกับเสื้อแดง

 ยิ่งถ้าหากเกิดเงื่อนไขความรุนแรงขึ้นมา กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่แม้ภาพในตอนนี้ ยังไปคนละทิศละทาง หรือบางคนเลือกสงวนคำพูด มากกว่าจะฟันธง ก็อาจจะกลับมาลุกฮือขึ้นอีกครั้ง

 ตรงนี้น่าจะเป็นการลุกขึ้นโดยแกนนำที่ปราศจาก ความมุ่งหวังโบนัสหลังเสร็จศึก

 เพราะบ้านเมืองกำลังจะลุกเป็นไฟอยู่ตำตา ก็คงไม่มีใครเอามือซุกหีบ

 ใครจะนิ่งเฉยได้อย่าง ฝ่ายรัฐบาลที่กุมอำนาจบริหารในมือ แต่กลับเลือกจะใช้วิธีสงบสยบความเคลื่อนไหว คิดค้นหากลไกข้อกฎหมายมาสกัดกั้น เอาผิดคนเสื้อแดง นั่งเปิดตำราพิชัยสงคราม แล้วหันไปเขียนเสือให้วัวกลัว เพราะรู้อยู่ว่า การทำเช่นนั้นในเวลานี้ มันไม่ต่างกับการเฝ้ารอดูหนังสงครามที่กำลังจะถึงฉากสุดท้าย

 ต่างกันก็แค่เป็นฉากที่ทุกคนมีส่วนร่วมในการแสดง โดยต่างก็มีส่วนในการกำหนดบทบาท

 จะปล่อยให้ตำรวจ-ทหาร ไปยืนขวางตั้งหลักกักกันคนเสื้อแดง โดยที่รู้กันอยู่ว่า ครั้งนี้เป็นการชุมนุมที่ไม่หวั่นเกรงว่าจะมีเหตุ มีเรื่อง มีเลือด

 เพราะมีแต่ "เลือด" เท่านั้นที่จะทำให้ "เงื่อนไข" ที่ตั้งมาบรรลุ

 การชุมนุมของคนสองกลุ่มที่กำลังจะมีขึ้น ถึงแม้เอาเข้าจริงฝ่ายหนึ่งรวมพลกันได้เป็นหลักแสน แต่ถ้าอีกฝ่ายมีหลักหลายๆ หมื่น โอกาสที่จะไปถึงจุดแตกหัก ก็ใกล้ถึง 100% แล้วล่ะ

 ถ้าหากมีชีวิตถูกปลิดปลง มีเลือดหยาดลงบนพื้น ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด คนที่ปลุกเร้าให้ออกมาชุมนุมอย่าง ทักษิณ ชินวัตร จะรับผิดชอบอย่างไร จะชดเชยชีวิตของผู้บริสุทธิ์เหล่านั้นได้อย่างไร ?


วัฒนา ค้ำชู