
แดนซามูไรกับแผนเปิดประเทศ
ญี่ปุ่นถูกจีนแซงเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจหมายเลข 2 ของโลก บริษัทที่เป็นหน้าตาของประเทศอย่างโตโยต้า เรียกรถยนต์คืนกว่า 10 ล้านคัน ในวิกฤติความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยที่สร้างความอับอาย, นายกรัฐมนตรีลาออกเป็นคนที่ 4 ในรอบ 3 ปี, รัฐบาลโตเกียวยังคงล้มเหลว
ไม่สามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจที่อยู่ในสภาพชะงักงันมานานได้, ประชากรสูงวัยเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วขณะที่อัตราเกิดยังต่ำติดดิน และปัญหาพิพาทเขตแดนทางทะเลกับจีน ที่สะท้อนถึงอิทธิพลทางทหารและเศรษฐกิจของแดนมังกรที่เหนือกว่าในสายตาของชาวญี่ปุ่นเอง
นี่เป็นภาพใหญ่ทั้งใหม่และเก่าที่แดนซามูไรเผชิญมาหมาดๆ ในปี 2010 ปีแห่งความถดถอยที่ชาวญี่ปุ่นอยากลืมและก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างเร็วที่สุด
นายกรัฐมนตรีนาโอโตะ คัง กล่าวปราศรัยผ่านโทรทัศน์ เนื่องในวันปีใหม่เมื่อวันจันทร์ว่า ต้องการให้เริ่มต้นนับปี 2011 เป็นปีที่ 1 แห่งศักราชใหม่ของการเปิดประเทศ เทียบได้กับเมื่อครั้งที่ญี่ปุ่นเคยเข้าสู่ยุคปฏิรูปในช่วงปลายทศวรรษที่ 1800 และหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองกันเลยทีเดียว
การจะก้าวสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจอีกครั้ง มี 2 อย่างที่จะต้องทำให้สำเร็จ คือการปฏิรูปภาคเกษตร กับการเร่งเปิดเสรีการค้า ซึ่งคู่แข่งสำคัญอย่างเกาหลีใต้รุดหน้าไปมากแล้ว
นายคัง สนับสนุนให้ญี่ปุ่นเข้าร่วมกรอบการค้าเสรี "หุ้นส่วน ทรานส์-แปซิฟิก" หรือ ทีพีพี ภายใต้การนำของสหรัฐ ซึ่ง 9 ชาติกำลังเจรจาตกลงกันอยู่
ผู้นำภาคธุรกิจมองว่าการเปิดเสรี มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ แต่อีกด้านหนึ่งก็เกรงว่าอาหารนำเข้าราคาถูก จะทำให้ภาคการเกษตรพังพินาศ คนตกงานจำนวนมาก และเกิดการย้ายถิ่นฐานครั้งใหญ่จากชนบทสู่เมือง
ในรัฐบาลเองยังคงแตกแยกกันอยู่ว่า ควรร่วมข้อตกลงนี้หรือไม่ เพราะชาวนาหลายพันคนซึ่งเป็นคะแนนเสียงกลุ่มสำคัญ ได้เคยมาแสดงพลังประท้วงในกรุงโตเกียวให้เห็นเมื่อปลายปีที่แล้ว
อย่างไรก็ดี รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคประชาธิปไตยญี่ปุ่น จะต้องตัดสินใจมาตรการอย่างเป็นรูปธรรมว่าจะทำอย่างไรกับภาคเกษตรกรรมเมื่อต้องเข้าร่วมทีพีพี โดยจะตัดสินใจขั้นสุดท้ายราวๆ วันที่ 1 มิถุนายน
ญี่ปุ่นมักยกเหตุผลด้านวัฒนธรรมและความปลอดภัยด้านอาหาร มาใช้ปกป้องชาวนาในประเทศ และตั้งภาษีนำเข้าข้าวสูงเกือบ 800% และข้าวสาลีนำเข้า 250% แต่หากญี่ปุ่นเข้าร่วมกับทีพีพีเมื่อไหร่ กำแพงภาษีสูงลิบเหล่านี้ จะต้องหายไปในทันที
อุไรวรรณ นอร์มา



