
นุ่งห่มรายใหญ่ย้ายฐานหนีค่าจ้าง-บาทแข็ง
อุตฯ เครื่องนุ่งห่มรายใหญ่ของไทยเตรียมเบนเข็มย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้านแทนหลังแบกรับต้นทุนค่าจ้างแรงงานที่ปรับขึ้นและปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่าไม่ไหว พร้อมรับปีนี้ยอดส่งออกหดตัว 10%
นายวัลลภ วิตนากร กรรมการและที่ปรึกษาสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย กล่าวว่า ผลพวงจากปัญหาเงินบาทแข็งค่าและค่าแรงที่เพิ่มขึ้นขณะที่การขาดแรงงาน 3 หมื่นคนในอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทยไม่ได้รับการแก้ไข ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีศักยภาพไปลงทุนในต่างประเทศจำนวน 15 ราย และเตรียมย้ายฐานการผลิตในประเทศที่ค่าแรงถูกกว่า ได้แก่ เวียดนาม กัมพูชา และบังกลาเทศ โดยจะมีการย้ายฐานเร็วๆ นี้ประมาณ 5-6 ราย สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทยมีผู้ประกอบการรวม 1,600 ราย มีรายใหญ่ 15 ราย ซึ่งรายใหญ่มีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 20%
ส่วนปี 2553 ที่ผ่านมา มียอดส่งออกเครื่องนุ่งห่มประมาณ 3,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 10% แต่จากผลพวงของการปรับราคาเพิ่มขึ้น 20% และปัญหาเงินบาทแข็งค่าและวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะฝ้ายที่ราคาสูงขึ้นถึง 70% จากสภาพภูมิอากาศโลกเปลี่ยนแปลง และการเก็งกำไรในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ส่งผลให้ผู้ประกอบการไม่สามารถรับคำสั่งซื้อจากต่างประเทศได้เต็มที่และยังมีบางส่วนที่คำสั่งซื้อลดลง 10%
ขณะที่ผู้ซื้อบางรายหันไปสั่งซื้อจากเวียดนามแทนทำให้ยอดซื้อเวียดนามเพิ่มขึ้น 25% จึงมองว่ายอดส่งออกปีนี้น่าจะลดลง 10% โดยการรับคำสั่งซื้อจากต่างประเทศผู้ส่งออกกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนไว้ที่ 29-30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าเงินบาทมีแนวโน้มจะแข็งค่าแตะระดับ 28 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการมากขึ้นไปอีก โดยปัจจุบันตลาดส่งออกหลักยังคงเป็นตลาดสหรัฐ 38% สหภาพยุโรป (อียู) 30% ญี่ปุ่น 6% และตลาดอาเซียน 7%
นายสุกิจ คงปิยาจารย์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย กล่าวว่า เพื่อพัฒนาศักยภาพในการออกแบบเครื่องนุ่งห่มไทย สมาคมเตรียมที่จะเสนอโครงการ Garment Product Development Center (GPDC) ให้กระทรวงอุตสาหกรรมพิจารณา และของบสนับสนุนจำนวน 85 ล้านบาท เพื่อช่วยให้ผู้ซื้อจากต่างประเทศนำความรู้ ความเชี่ยวชาญในการออกแบบเครื่องนุ่งห่มเข้ามา ร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์กับผู้ประกอบการไทยเพื่อมีการใช้เทคโนโลยีและแนวคิดในการออกแบบที่ก้าวทันกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้มากขึ้น
นายสุกิจกล่าวว่า ขณะนี้มีผู้ซื้อจากต่างประเทศหลายรายเข้ามาดำเนินการในลักษณะนี้บ้างแล้ว เพราะประหยัดต้นทุนการออกแบบได้ประมาณ 80% เมื่อเทียบกับดำเนินการในยุโรปและสหรัฐ จึงมั่นใจว่าจะได้รับความสนใจ



