
มาร์คเผยป๋าห่วง7คนไทยถูกเขมรจับ
"อภิสิทธิ์" เผย "ป๋าเปรม" เป็นห่วง 7 คนไทยถูกเขมรจับ รูดซิบหวั่นกระทบช่วยเหลือ กษิตย้ำช่วยคนไทยทั้ง7เท่าเทียมกัน ทบ.ยันไม่เพิ่มทหารชายแดนแค่ปรับกำลัง ด้านเขมรวางกำลังสกัดกลุ่มเสื้อเหลืองกว่า900นาย
เมื่อเวลา 15.30 น.วันที่ 5 ม.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการเข้าพบพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ เมื่อวันอังคารที่ 4 ธ.ค.ที่ผ่านมาว่า ส่วนใหญ่เป็นการสอบถามเรื่องที่เป็นปัญหาอยู่ในปัจจุบัน โดยท่านสอบถามข้อเท็จจริงในหลายๆ เรื่อง ซึ่งได้แจ้งให้ท่านทราบ ส่วนเรื่องของคนไทย 7 คนที่ถูกจับที่กัมพูชา พล.อ.เปรมได้แสดงความห่วงใย และสอบถามแนวทางการแก้ไขปัญหา ตนได้ลำดับข้อเท็จจริงตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด รวมไปถึงปัญหาในเรื่องของเขตแดนทั้งหมดที่เป็นห่วงกันขณะนี้ด้วย อย่างไรก็ดีความคืบหน้าการช่วยเหลือ 7 คนไทยที่ถูกจับกุมที่กัมพูชา ในวันพฤหัสบดีที่ 6 ธ.ค.ศาลจะไต่สวนเป็นนัดแรกขอให้เป็นหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศทำหน้าที่ในการชี้แจงฝ่ายเดียว
เมื่อถามว่า เรื่องทำนองนี้เคยเกิดขึ้นแล้ว ต้องใช้เวลาถึง 4 เดือน เรื่องของ 7 คนไทยจะใช้เวลาถึง 4 เดือนหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตนได้ยืนยันไปแล้ว รัฐบาลมีภารกิจต้องช่วยเหลือคนไทยกลับมาโดยเร็วที่สุด ตนขอไม่วิจารณ์ หรือพูดเรื่องใดๆ ขณะนี้มีการประสานงาน ทำงานกันอย่างต่อเนื่อง โดยให้กระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ชี้แจง ตนขอไม่พูดในเรื่องสมมุติ หรือที่เป็นเงื่อนไข จะไม่พูดในเรื่องของเงื่อนไข สมมุติอะไรต่างๆ
ผู้สื่อข่าวถามถึงปัจจัยที่จะต้องทบทวนความสัมพันธ์ นายกฯ กล่าวว่า "เอาอย่างนี้นะครับ วันนี้เรากำลังทำงานกันอยู่ ถ้ามีอะไรที่เห็นว่า จะเป็นการกำหนดแนวทางนโยบาย หรือมีอะไรเปลี่ยนแปลงจะแจ้งให้ทราบ"
ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า จะให้ความมั่นใจกับญาติทั้ง 7 คนไทยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เดินหน้าเต็มที่ในการที่จะดูแลในทุกเรื่อง ในแง่ที่บอกได้เรื่องความเป็นอยู่ก็มีความยืดหยุ่นกันมากขึ้น เท่าที่มีการประสานงานกันในวันนี้ ส่วนเรื่องอื่น ถ้ามีอะไรคืบหน้าจะแจ้งให้ทราบ
ส่วนกรณีกลุ่มที่ชุมนุมที่แนวชายแดนนั้น นายกฯ กล่าวว่า ตอนนี้มีการระมัดระวังไม่ให้มีการปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมกับประชาชนในพื้นที่ และประสานกับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ไปดูในพื้นที่
เมื่อถามอีกว่า จนถึงขณะนี้ได้มีการพบปะกับญาติทั้ง 7 คนหรือยัง นายกฯ กล่าวว่า กำลังจะนัดหมายกันอยู่ ส่วนแม่และภริยาของนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ได้พบตั้งแต่วันจันทร์ที่ 4 ธ.ค.แล้ว ทั้งนี้จุดประสงค์ที่มีการนัดพบกับญาติทั้ง 7 คนนั้น เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกัน เพราะหลายคนก็ได้ไปเยี่ยมทั้ง 7 คน หากมีความห่วงใยอะไรก็จะได้รับทราบ และเชื่อว่าความเข้าใจของญาติต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมีความเข้าใจดี เมื่อถามว่า จนถึงขณะนี้คิดว่า มีทางออกหรือแสงสว่างที่จะคลี่คลายเรื่องนี้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มีครับๆ ยังเชื่อว่า เดินได้
กษิตย้ำช่วยคนไทยทั้ง7เท่าเทียมกัน
นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่ากระทรวงการต่างประเทศตั้งใจจะช่วยเหลือเฉพาะนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในคนไทย 7 คนที่ถูกทางการกัมพูชาจับกุม ว่า ตนขอปฏิเสธโดยสิ้นเชิง เพราะกระทรวงการต่างประเทศมีหน้าที่ให้ความช่วยเหลือคนไทยที่ตกทุกข์ได้ยาก ซึ่งเป็นกิจการงานกงสุลและเป็นสิ่งที่อยู่ในรัฐธรรมนูญ และเป็นถ้อยแถลงนโยบาย ดังนั้น เรื่องนี้จึงถือเป็นภาระหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศที่ต้องปกป้องคุ้มครอง ช่วยเหลือคนไทยที่ตกทุกข์ได้ยาก และต้องทำอย่างเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติใดๆทั้งสิ้น ทั้ง 7 คนไปด้วยกันและถูกจับด้วยกัน ทนายความทั้ง 2 คนที่เราว่าจ้างก็ทำหน้าที่เป็นทนายให้กับทั้ง 7 คน
เมื่อถามว่าทำไมจึงมีการแยกพิจารณาเป็นรายบุคคล นายกษิต กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นกระบวนการของศาลกัมพูชา เพราะกัมพูชาใช้ระบบไต่สวน ซึ่งศาลสามารถไต่สวนผู้ถูกกล่าวหาได้โดยตรง โดยเมื่อวันที่ 30 ธ.ค. 2553 ได้มีการสอบถามเบื้องต้นกับทั้ง 7 คนไปแล้ว และในวันที่ 6 ม.ค.นี้ จะเป็นการสอบถามเป็นรายบุคคลในรายละเอียด จึงต้องมีการไต่สวนทีละคน ซึ่งเมื่อสอบปากคำเสร็จ ก็สามารถยื่นขอประกันตัวได้ทันที
ต่อข้อถามว่ามีการวิจารณ์ว่าผลการตัดสินคดีนี้ ขึ้นอยู่กับสมเด็จฯฮุน เซน นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา นายกษิต กล่าวว่าเป็นคนละเรื่องกัน เช่นเดียวกับกรณีของนายวิคเตอร์ บูท เราต้องดูว่าศาลตัดสินอย่างไร ส่วนขั้นสุดท้ายว่าศาลจะตัดสินใจส่งตัวอย่างไรนั้นก็เป็นเรื่องของฝ่ายบริหาร แต่ถ้าได้รับการประกันตัว ก็ต้องอยู่ในกัมพูชาต่อไป โดยให้ทางสถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงพนมเปญ ให้การรับรอง หรือทางศาลอาจตัดสินใจให้ปล่อยตัวก็ได้ เพราะมันมีหลายขั้นตอนด้วยกัน ซึ่งขึ้นกับว่าเขาตั้งเงื่อนไขอย่างไร อย่างไรก็ตามตนไม่ทราบรายละเอียดในการจัดลำดับไต่สวนคนไทยทั้ง 7 คนอย่างไร
เมื่อถามว่ามีความจำเป็นที่นายกษิต ต้องไปกัมพูชาอีกหรือไม่ นายกษิต กล่าวว่า ต้องดูสถานการณ์ ตนได้รับมอบหมายให้ไปกัมพูชาอีกครั้งเพื่อพบกับสมเด็จฯฮุน เซน ก็ต้องดูความพร้อมของท่าน และดูคดีต่างๆเหล่านี้ เพราะไม่ต้องการให้มีความข้องใจใดๆ เพราะมีข่าวออกไปถึงสิ่งที่ตนพูดในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่ตรง มีการบิดเบือนทำให้เกิดความเข้าใจผิด ซึ่งล่าสุดตนได้มีการชี้แจงต่อสถานเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทยให้ทราบ และให้เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงพนมเปญ ไปชี้แจงกับกัมพูชาว่ามีบางสื่อบิดเบือนว่าตนจะทุบโต๊ะ ซึ่งไม่ใช่นิสัยของตนที่จะมีปักธง เราเห็นตรงกันว่าต้องรักษาความสัมพันธ์ให้ดีที่สุด ให้มีความคืบหน้า และไม่อยากให้มีการโยงเรื่องหนึ่งกับอีกเรื่องหนึ่ง
“หน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศคือการส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดี ไม่ได้มีหน้าที่เพิ่มปัญหา แต่ทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ เพราะไม่สามารถตัดสินใจโดยรัฐบาลหรือกระทรวงฯ มันขึ้นกับชาวไทย และต้องดูองค์รวมทั้งหมดด้วยเหตุผล ด้วยสติ จึงอยากวิงวอนให้ทุกหมู่เหล่าอย่าไปทำอะไรที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดโดยใช่เหตุ เราต้องห่วงหัวอกของทั้ง 7 คนเป็นสำคัญ ต้องมีความยับยั้งชั่งใจ ช่วยให้บรรยากาศมันดี เสริมสร้างความเข้าใจ มากกว่าทำให้เกิดความเข้าใจผิดหรือมีการตีความที่ทำให้เกิดการกินใจโดยใช่เหตุ” นายกษิตกล่าว
นายกษิตกล่าวต่อไปว่า ในวันที่ 11 ม.ค.นี้ นายอัษฎา ชัยนาม ประธานคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม(เจบีซี)ไทย-กัมพูชา จะเดินทางไปยังกัมพูชา เพื่อหารือกับฝ่ายกัมพูชาถึงรายละเอียดต่างๆที่สามารถดำเนินการได้ขณะที่บันทึกการประชุมทั้ง 3 ฉบับยังไม่ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร
ทบ.ยันไม่เพิ่มทหารชายแดนไทย-เขมร
เมื่อเวลา 15.30 น. พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า ขณะนี้ยังไม่มีการเพิ่มเติมกำลังแต่อย่างใด เพราะความสัมพันธ์ระหว่างทหารของกัมพูชากับกองกำลังบูรพามีการติดต่อประสานงานที่ดีกันอยู่เหมือนเดิม แต่คงมีการปรับขยับกำลังบ้างเล็กน้อยเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยไม่ได้ซีเรียสอะไร ส่วนเหตุการณ์ที่ 7 คนไทยถูกทางกัมพูชาจับกุมตัวไปนั้น เราได้พยายามแจ้งและตามกลับมา แต่ปรากฏว่า ท่านยังเดินไปยังพื้นที่ที่เกิดเหตุ แต่เราไม่ได้ต่อว่า ใครถูก ใครผิด วันนี้ถือเป็นประสบการณ์ เป็นบทเรียนด้วยกันทุกฝ่ายว่าในการติดต่อทำอะไรก็แล้วแต่ในพื้นที่ที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาจะต้องมีการติดต่อประสานงานกันให้ดี หากกองกำลังของเรามีการรับทราบข้อมูล และมีการติดต่อไปยังกองกำลังของกัมพูชาว่าจะมีการเข้าไปดูพื้นที่เพื่อจุดประสงค์ในการแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินคงไม่มีปัญหาอะไร
พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า หลังจากเกิดเหตุคนไทยถูกจับไป ผู้บังคับหน่วยทุกระดับของทหารในทุกพื้นที่ตั้งแต่ผบ.กองร้อย ผบ.พัน ผบ.กองกำลังบูรพา ผบ.ทบ. จนถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงลาโหมทุกคนพยายามติดต่อกับเจ้าหน้าที่กัมพูชาตลอดเพื่อหาทางช่วยเหลือ แต่จะเห็นว่า ทางกัมพูชาส่งคนไทยลงไปในพื้นที่ส่วนหลังค่อนข้างเร็ว ทำให้เกินขีดความสามารถของกองทัพเพียงลำพังที่จะติดต่อประสานงานต่อไปได้ ขณะนี้ต้องรอดูกระบวนการยุติธรรมของเขาต่อไป อยากให้ทุกฝ่ายอดทนและรอกระบวนการ การสร้างแรงกดดันด้วยวิธีการต่างๆ อาจทำให้การช่วยเหลือคนไทยให้กลับมาด้วยความยากลำบากมากขึ้น แต่กรณีที่กลุ่มต่างๆจะเข้าไปในพื้นที่ต้องดำเนินการตามขั้นตอน คือ ต้องยื่นความประสงค์กับหน่วยงานฝ่ายปกครอง คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อแจ้งมายังกองกำลังที่ดูแลชายแดน และทำเรื่องตามขั้นตอนจนถึง รมว.กลาโหมว่า อนุญาตหรือไม่ อย่างไร แต่ถ้าเป็นไปได้คงเข้าไปเฉพาะผู้แทนเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา
พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ส่วนพื้นที่ที่คนไทยถูกจับกุมนั้น ตนยังไม่มีข้อมูลว่า เป็นพื้นที่ตรงไหนแน่ แต่น่าจะอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกับพื้นที่แนวเขตพิพาทน่าจะอยู่ประมาณหน้าซุ้มประตูวัดโจกเจีย น่าจะประมาณ 50-55 เมตรจากแนวพิพาท ซึ่งการจะวัดพิกัดให้แน่ชัดก็ต้องดูประกอบกับแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 5 หมื่น
พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ส่วนเรื่องแผนที่ในมาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสนนั้น นำมาใช้ประโยชน์ในพื้นที่ที่เกิดปัญหาได้น้อย แต่พื้นที่ปราสาทเขาพระวิหารใช้ประโยชน์ได้มากเพราะมีแนวเส้นเขตที่เห็นชัดเจน เช่น แนวสันปันน้ำ ทำให้ดูออกง่ายและชัดเจน แต่หากเป็นพื้นที่ที่เป็นแผ่นดินต่อแผ่นดิน และปักปันด้วยหมุดเขต แผนที่ 1 ต่อ 2 แสนจะดูยาก เพราะขนาดของแผนที่มีมาตราส่วนที่ใหญ่ เพราะ 1 มิลลิเมตร เท่ากับ 200 เมตรในภูมิประเทศจริง ทำให้มองแทบไมออก ทางไทยจึงพยายามยึดมาตราส่วน 1 ต่อ 5 หมื่น คือ 2 ซม.ในแผนที่เท่ากับ 1 กม.ในภูมิประเทศจริง ส่วนเรื่องเอกสารสิทธิ์ควรถามทางกรมที่ดินจะดีกว่า ส่วนเอกสารที่มีปัญหาไม่ว่า จะเป็นสค. 1 หรือนส. 3 นั้น เป็นเอกสารที่ยังไม่ได้รับรองอย่างเป็นทางการว่า จุดตรงนั้นอยู่ตรงไหนบนผืนโลก
พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า วันนี้ ผบ.ทบ.เล่าถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีความต่างๆ ท่านบอกว่าต้องรอกระบวนการยุติธรรม ขณะเดียวกันทุกหน่วยงานทั้งทหาร ฝ่ายความมั่นคง ภาคพลเรือน จะช่วยติดต่อประสานงาน ทั้งทางการและส่วนตัวเพื่อช่วยเหลือคนไทยให้ได้ จากที่นายกรัฐมนตรีเล่าให้ฟังประกอบกับข้อมูลที่มีอยู่พบว่า ไม่ได้เป็นความตั้งใจของกลุ่มบุคคลดังกล่าว อาจจะไม่รู้ว่าเลยเขตแล้วหรือยัง จากเดิมจะมีลวดหนามอยู่แต่ปัจจุบันไม่มีแล้ว แต่จะมีหลักเขตปักอยู่กับแนวเส้นเขตและพื้นที่แม็กซิมั่มเคลม คือ พื้นที่ที่ต่างคน ต่างอ้างซึ่งทำให้ดูลำบาก
พ.อ.สรรเสริญ กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มเครือข่ายคนไทยรักชาติเดินทางไปชุมนุมที่ใกล้ชายแดนมากว่า ผบ.ทบ.ให้นโยบายไปว่า ต้องชี้แจงทำความเข้าใจร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองเพื่อทำความมเข้าใจใน 2 ประเด็น คือ คนในพื้นที่ กับคนที่ไปแสดงความคิดเห็นจะทะเลาะและปะทะกันไม่ได้ ต้องไม่ให้คนไทยทะเลาะกัน ประเด็นที่ 2 คือ การแสดงความคิดเห็นในพื้นที่สามารถทำได้ในกรอบของกฎหมาย แต่ต้องควบคุมวิธีการปฏิบัติให้ดรและเหมาะสมพอควร เพื่อไม่ทำให้เกิดแรงกดดันจนทำให้กระบวนการช่วยเหลือคนไทยยากขึ้นไปกว่าเดิม โดย พล.ท.อุดมเดช สีตบุตร แม่ทัพภาคที่ 1 และ พล.ต.วลิต โรจนภักดี ผบ.พล.ร. 2 รอ. ได้รับนโยบายไปแล้ว ส่วนกำลังในบริเวณบ้านหนองจาน ฉก.ตชด. 12 ยังคงดูแลเป็นปกติ ยังไม่มีการปรับเปลี่ยน และขึ้นควบคุมทางยุทธการกับกองกำลังบูรณพา ดังนั้นแนวทางการปฏิบัติจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
เขมรวางกำลังสกัดกลุ่มเสื้อเหลืองกว่า900นาย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทหารกัมพูชาที่วางกำลังอยู่บริเวณชายแดนบ้านโจกเจีย จ.บันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา ตรงข้ามบ้านหนองจาน ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง เป็นทหารสังกัดกองพันทหารป้องกันชายแดนที่ 503 (พัน.ปชด.503) จำนวน 300 นาย มีอาวุธปืนอาก้า เอ็ม 16 และเครื่องยิงจรวดอาร์พีจี เป็นอาวุธประจำกาย รวมเกือบ 300 กระบอก และทางภูมิภาคทหารที่ 5 ของกัมพูชา ส่งทหารราบสังกัดทหารประจำจังหวัดบันเตียเมียนเจย มาเสริมและวางกำลังสนับสนุนอยู่ห่างจากบ้านโจกเจียประมาณ 2 กิโลเมตร จำนวน 600 นาย โดยมีปืนใหญ่ขนาด 120 มม. 3 กระบอก ปืน ค. 5 กระบอก รวมทั้งอาวุธประจำกาย ทั้งอาก้า เอ็ม 16 พร้อมทั้งเครื่องยิงอาร์พีจี และเครื่องยิงเอ็ม 79 จำนวน 10 กระบอก รถยนต์ลำเลียงพลจำนวน 15 คัน รวมการเคลื่อนกำลังพลเพื่อสกัดกลุ่มเสื้อเหลืองครั้งนี้รวม 900 นาย



