
ชงคงเก็บเงินน้ำตาลโลละ5บาทถึงสิ้นปี
กองทุนอ้อยและน้ำตาลเตรียมเสนอ สศช. คงการเก็บเงินกิโลกรัมละ 5 บาทไว้จนถึงสิ้นปี ระบุหากลดราคาน้ำตาลในประเทศลง ยิ่งสร้างปัญหาลักลอบขนไปขายเพื่อนบ้าน เหตุราคาต่างกันมาก
นายประเสริฐ ตปณียางกูร เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย กล่าวว่า จากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่กำหนดให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ศึกษาว่าจะดำเนินการอย่างไรเกี่ยวกับเงินที่ได้จากการปรับขึ้นราคาน้ำตาลทรายกิโลกรัมละ 5 บาท หลังจากที่กองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายชำระหนี้ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) นั้น คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายก็ได้ตั้งคณะทำงานขึ้น เพื่อกำหนดท่าทีของกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราบ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาของ สศช. พร้อมทั้งจะเชิญ สศช.มาดูงานภาคสนามด้วย
ทั้งนี้ จากการพิจารณาของกองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายเห็นควรว่าจะเสนอข้อมูลให้ สศช. เพื่อคงการขึ้นราคาน้ำตาลทรายกิโลกรัมละ 5 บาทต่อไปจนกว่าจะถึงสิ้นปีนี้ หากต้องการให้กองทุนยังคงทำหน้าที่เป็นกลไกรักษาเสถียรภาพราคาน้ำตาลทรายในประเทศ ดูแลชาวไร่ ดูแลการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของโรงงานน้ำตาล ประกอบกับแนวโน้มราคาน้ำตาล 3 ปีข้างหน้ายังอยู่ในช่วงขาขึ้น เห็นได้จากช่วงก่อนสิ้นปีที่ผ่านมา ราคาน้ำตาลทรายดิบทะยานขึ้นแตะ 34 เซนต์ต่อปอนด์ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และหลายสำนักวิจัยก็ระบุว่า ราคาน้ำตาลทรายมีแนวโน้มที่จะปรับเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 35 เซนต์ต่อปอนด์
"การคงเรียกเก็บเงินเพิ่ม 5 บาทต่อกิโลกรัม จะช่วยทำให้ราคาในประเทศอยู่ในระดับที่เหมาะสมมากขึ้น ซึ่งหากไม่มีการเก็บเงิน หรืดลดราคาน้ำตาลทรายลงกิโลกรัมละ 5 บาท จะยิ่งสร้างความแตกต่างระหว่างราคาน้ำตาลในประเทศกับประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น และจะทำให้มีการลักลอบขนน้ำตาลทรายออกไปขายมากขึ้น อีกทั้งกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย ยังมีภาระที่จะต้องกู้เงินอีก 7,350 ล้านบาท ตามมติ ครม.เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในการเพิ่มราคาอ้อยให้อยู่ที่ 1,050 บาทต่อตันอ้อย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีรายได้ต่อไป" นายประเสริฐกล่าว
ปัจจุบันกองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายมีภาระหนี้สินกับ ธ.ก.ส.เหลืออีก 4,062 ล้านบาท ไม่รวมดอกเบี้ย โดยในแผนชำระหนี้จะใช้หนี้ดังกล่าวหมดภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ พร้อมทั้งการศึกษาของ สศช.จะแล้วเสร็จในเดือนกุมภาพันธ์นี้เช่นกัน



