
7คนไทยขึ้นศาลเขมร6ม.ค.ลุ้นประกัน
"อภิสิทธิ์" รับช่วย 7 คนไทยไม่คืบ แจง ไม่รู้ "พนิช" ไปสระแก้ว รับรายงานไปปราจีนบุรี วอนทุกฝ่ายหยุดวิจารณ์ หวั่นกระทบต่อการทำงาน จนท.ที่เกี่ยวข้อง
เมื่อเวลา 14.50น.วันที่ 4 ม.ค.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีความคืบหน้าการช่วยเหลือนาย พนิช วิกฤตเศรษฐ์ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมคนไทย รวม 7 คน หลังถูกทหารกัมพูชาจับกุมไปว่า นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้รายงานภารกิจของรัฐบาลในขณะนี้ คือ การให้ความเชื่อเหลือ 7 คนไทย เพื่อที่จะให้มีโอกาสกลับมาโดยเร็วที่สุด โดยขอเรียนว่า การทำงานตรงนี้จะใช้ลักษณะของการประสานงานเรียกได้ว่า ทุกช่องทาง เพราะว่า ต้องการให้เรื่องนี้ได้ข้อยุติโดยเร็ว เพื่อไม่ให้เกิดการบานปลาย เพราะเห็นว่า เรื่องที่เกิดขึ้นในชายแดนนั้น ถ้าสามารถปฏิบัติกันในลักษณะไม่เข้าไปยืดเยื้ออยู่ในกระบวนการยุติธรรมจะดีที่สุด นี่คือสิ่งที่กำลังดำเนินการและประสานงานกันอยู่ แน่นอนอีกเรื่องคือ ต้องดูแลเรื่องความเป็นอยู่ของคนเหล่านี้ ที่ผ่านมาเมื่อ 3 ม . ค . ทางญาติของทั้ง 7 คน ได้เข้าไปเยี่ยมและจะต้องมีการดูแลเรื่องความเป็นอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งประเด็นที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ จะต้องทำให้มาดูแนวปฏิบัติหลายๆ อย่าง ที่จะเป็นการป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา และป้องกันไม่ให้เกิดการกระทบต่อสิทธิและอธิปไตยของประเทศ
เมื่อถามว่า การเดินทางของ 7 คน ไทยในครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้ทราบมาก่อนล่วงหน้า หรือมีการสั่งนายพนิช ด้วยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนเคยแถลงข่าวไปเมื่อวันที่ 30 ธ.ค.53 จำได้บอกว่า ตนได้มอบหมายให้นายพนิชให้ประสานงานกับกลุ่มคน ที่มีความข้องใจเกี่ยวกับเรื่องปัญหาของไทยและกัมพูชา เพื่อที่จะลดความขัดแย้งในสังคมไทย ที่อาจจะลุกลามไปสู่การกระทบต่อสองประเทศ โดยประเด็นที่เกี่ยวกับการลงพื้นที่ เป็นเรื่องที่นายพนิชเคยรายงานให้ตนได้ทราบว่า มีประชาชนที่ประสบกับความเดือด ร้อนในเรื่องของที่ทำกินกับการอยู่ที่บริเวณชายแดน เพราะฉะนั้นจะไปลงพื้นที่ เพื่อดูแลในเรื่องนี้ ซึ่งวันที่ไปยังบอกว่า ไป จ . ปราจีนบุรี ไม่ใช่ จ . สระแก้ว ซึ่งได้ถามมาว่า การประสานงานกับเจ้าหน้าที่จะทำอย่างไร
“ ผมบอกว่า เมื่อเดินทางไปถึงจุดที่ควรที่จะต้องประสานกับเจ้าหน้าที่ก็ขอให้ แจ้งกลับมา แต่ในข้อเท็จจริงเลขาฯของนายพนิชโทรเข้ามาติดต่อกับเลขาฯผมเมื่อตอนที่ถูกจับกุมแล้ว ” นายกรัฐมนตรี ระบุ
เมื่อถามว่า การลงพื้นที่จริง ดูเหมือนไม่ได้มีทหารไปด้วย มีการตั้งข้อสังเกตหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า บริเวณดังกล่าวเป็นบริเวณที่มีตำรวจตะเวนชายแดน (ตชด.) เป็นผู้ที่รับผิดชอบปัญหาตรงนี้ต้องไปตรวจสอบกัน ด่านของ ตชด . ตามถนนเกิดอะไรขึ้น
เมื่อถามว่า คลิปที่เผยแพร่ออกมามีการระบุว่า แม้แต่ทาง ตชด . ยังไม่กล้าเข้า แต่ทางคณะกลับเข้าไปจะเหมือนเป็นการท้าทายหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เหตุการณ์เคยเกิดขึ้นมีการถูกจับกุมกันตลอด ทาง ตชด . ได้เข้าไปประสานอยู่
เมื่อถามว่า นายกฯ ได้มีโอกาสดูคลิปบ้างแล้วหรือยัง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ได้ดูแล้ว ขอเรียนว่า คลิปนี้มีความยาว 4 นาทีกว่า แต่มีคนที่ไปโพสท์ขึ้นในลักษณะตัดเหลือเพียงนาทีกว่า ทำให้เกิดความสับสน จริงๆ แล้วสิ้นสุดของคลิปนั้น นายพนิชได้พูดต่อไปอีก ไม่เหมือนกับตอนที่พูดตอนแรก คือ คุณพนิชมีความเชื่อว่า อยู่ในเขตไทย กำลังจะไปที่หลักหมุด 46 ดังนั้นไม่ควรจะไปดูเฉพาะนาทีกว่า อาจทำให้เกิดความเข้าใจว่า นายพนิชกำลังบอกว่า มากัมพูชาโดยที่นายกฯรู้อะไร อย่างนั้นไม่ใช่ ข้อเท็จจริงคือ ตนรู้ว่า นายพนิชจะมีการลงพื้นที่เป็นเรื่องปัญหาชายแดนเกี่ยวกับปัญหาที่ทำกิน ซึ่งมีผลกระทบมาแต่การประสานเจ้าหน้าที่ไม่ได้จึงมีเหตุเกิดขึ้น
เมื่อถามว่า การเผยแพร่คลิปนี้สร้างปัญหาอะไรให้เกิดขึ้นกับการช่วยเหลือคนไทยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ยังไม่มีประเด็นอะไรบ่งบอกว่า จะเป็นปัญหา แต่ได้ให้ทุกฝ่ายติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะบังเอิญไม่ใช่เรื่องนอกเหนือไปจากที่นายกษิตเดินทางไปพบรัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชา ดังนั้นตรงนี้เป็นสิ่งที่ยืนยันได้ ไม่ได้ปิดบังอะไร ในกรณีที่นายพนิชไปประสานกับกลุ่มที่เคลื่อนไหวในเรื่องนี้
เมื่อถามต่อว่า ดูจะหน่อมแน้มไปหน่อยหรือเปล่าที่ จะเข้าไปโดยที่ไม่รู้ว่า เป็นเขตแดนของเราหรือของคนอื่น นายกฯ กล่าวว่า บริเวณนี้การพูดถึงเรื่องเขตแดนเวลา จะอยู่ในพื้นที่จะยากลำบากพอสมควร สิ่งที่เราทำเพื่อให้เห็นว่า ช่วงที่ผ่านมาคือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันที่ 29 ธ.ค. 53 ตลอดทั้งวัน เราได้พยายามให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นประสานงาน แก้ปัญหาในระดับท้องถิ่น แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ต่อมาบ่ายวันที่ 30 ธ.ค. นายกษิตได้เดินทางไปกัมพูชาได้รับสิ่งที่กัมพูชาบอกว่า เป็นหลักฐานเป็นวิดีโอทั้งหลาย ไม่ใช่แค่ 1 นาที หรือ 4 นาที แต่มีถึง 20 นาที โดยกัมพูชาบอกเป็นการแสดงให้เห็นว่า มีการรุกล้ำเข้าไป
“ เราได้นำวิดีโอนั้นกลับมา ส่งเจ้าหน้าที่ไปในวันที่ 31 ธ.ค. โดยเข้าไปในพื้นที่ตามที่ปรากฏภาพในวิดีโอเพื่อหาพิกัดทำงานกันต่อเนื่องจนกระทั้งเคาท์ดาวน์ ตอนตีหนึ่งผมยังคุยโทรศัพท์อยู่ ในวันที่ 1 ม.ค. 54 ก็เอาข้อมูลที่ได้มาดูพิกัดบวกกับแผนที่เพื่อลงจุดให้ได้ แต่แผนที่ ที่มีอยู่ขาดรายละเอียดพอสมควรทำให้เกิดปัญหาการลงจุดในพื้นที่ ” นายกรัฐมนตรี กล่าว
เมื่อถามว่า กระบวนการศาลของกัมพูชา จะใช้เวลานานแค่ไหน สามารถเข้าไปประกันตัวได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ทั้ง 7 คนจะมีทีมทนายที่ช่วยดูเรื่องนี้อยู่ โดยสถานทูตเป็นผู้จัดหาทนายให้
เมื่อถามต่อว่า แสดงว่า ตอนนี้ตอบไม่ได้ว่า กระบวนการศาลจะใช้เวลาเท่าไร จะเข้าไปประกันตัวได้เมื่อไร นายกฯ กล่าวว่า เราติดตามตลอด โดยประสานทุกช่องทาง โดยขอให้ทางเจ้าหน้าที่ได้ทำงานอย่างเต็มที่ เข้าใจว่า ทุกคนมีความเป็นห่วงเป็นใย มีความเห็น แต่การพูดในแต่ละครั้ง แต่ละเรื่องบางทีส่งผลได้ เพราะถูกตีความผิด ฉะนั้นอยากให้ช่วยกันระมัดระวังด้วย
เมื่อถามว่า มีรายงานว่า 7 คนไทยจะถูกนำตัวขึ้นศาลประมาณกลางเดือนมกราคม นายกฯ กล่าวว่า เรื่องนี้ยังไม่มีความชัดเจน ไม่ขอแสดงความเห็น ขณะนี้ขอให้เจ้าหน้าที่ประสานเป้าหมาย คือ คนเหล่านี้ได้รับการปล่อยตัวมาโดยเร็วที่สุด เพราะคดีเป็นเรื่องที่ ไม่สามารถไปกำหนดได้ แต่เป้าหมายของเรา ทำอย่างไรให้คนเหล่านี้ได้รับการปล่อยตัว โดยพยายามสื่อสารทางฝ่ายกัมพูชาว่า เรื่องลักษณะนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่เป็นระยะๆ ตามแนวชายแดน ไม่ควรจะให้มาลุกลามบานปลาย
“ผมขอไม่พูดอะไรมาก อยากให้คนทำงานได้ทำงานอย่างไม่มีปัญหาอุปสรรคตอนนี้รัฐบาลกัมพูชายังไม่ท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอยู่ระหว่างการดำเนินการ ”
เมื่อถามว่า การเจรจาเบื้องต้นขอให้กัมพูชาไม่นำทั้ง 7 คน ขึ้นสู่กระบวนการศาล แต่ไม่สำเร็จตรงนี้ทำให้ ต้องทบทวนอะไรหรือไม่ นาย อภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรามีเป้าหมายชัดเจนจะดำเนินการไปตามความเหมาะสมของสถานการณ์ต่างๆ ตอนนี้ตนเองยังไม่ได้คุยกับสมเด็จฮุนเซน
เมื่อถามต่อว่า การชุมนุมที่จังหวัดสระแก้วจะเป็นแรงกดดันหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้มีการประสานงานกับผู้ชุมนุม มีทั้งผู้ที่เดินทางเข้าไปต่อต้านการเดินทางเข้าไป แนวทางคือ พยายามไม่ให้เกิดปัญหากัน
“ ผมอยากจะขอให้ทุกคนมาพูดคุยกันได้ การเคลื่อนไหวที่ทำให้ถูกตีความ หรือสร้างแรงกดดันอาจไม่เป็นผลดี ดังนั้นอยากให้นำความกังวลและความห่วงใยทั้งหลายมาพูดคุยกับทางรัฐบาลได้ ยืนยันรัฐบาลไม่ได้ละเลยเพิกเฉย พูดตามจริง การที่นายพนิช มาอยู่ในเรื่องนี้ทั้งหมด จากการที่รัฐบาลไม่ได้เพิกเฉยเกี่ยวกับข้อร้องเรียนของราษฎรในเรื่องที่ทำกิน หากรัฐบาลเพิกเฉยนายพนิชคงไม่มาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่ต้น ”
เมื่อถามว่า ข้อความจากในคลิปที่นายพนิชให้เลขาฯแจ้งนายกฯคนเดียว ตรงนี้จะชี้แจงยังไง โดยเฉพาะเรื่องรุกล้ำ ไม่รุกล้ำ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ฟังเสียงคลิปต่อจาก 1 นาที จากที่นายพนิช พูด และคลิปตัวเต็มอยู่ในเวปไซค์ยูทูป เหตุที่ต้องแจ้งตนเองคนเดียว เพราะนายพนิชจะไป ได้รายงานต่อตน จะบอกเลขาฯตนคนอื่นคงไม่รู้เรื่องว่า คืออะไร ดังนั้นต้องแจ้งกับตน
เมื่อถามว่า การเดินทางเข้าไปยังกัมพูชาเป็นทางลับหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า จะลับอะไร วันเกิดเหตุที่ตนแถลงข่าว ก็ได้บอกว่า ก่อนที่นายพนิชไป ได้บอกว่า ไปดูชายแดน เรื่องพื้นที่ทำกิน ที่ชาวบ้านมีเอกสารสิทธิ์แล้วเข้าไปทำกินไม่ได้
เมื่อถามว่า คลิปดังกล่าวจะมีน้ำหนักทำให้กัมพูชาดำเนินคดีกับ 7 คนไทยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ต้องดูให้จบสิ่งที่เจ้าหน้าที่ 2 ฝ่ายดำเนินการกันอยู่ มีความไม่ชัดเจนหลายเรื่อง เพราะตัวเขตแดนยังอยู่ในกระบวนการที่ยังไม่ได้ข้อยุติ มีเพียงหลักเขตบันทึกทางวาจาเดิม ที่เป็นจุดแผนที่ 1 ต่อ 5 หมื่น ใช้เป็นแนวอยู่ ถนนตรงนั้นมีเค 5 และถนนศรีเพ็ญก็วกไปวนมา
เมื่อถามอีกว่า สรุปตอนนี้ทางการของไทย ตอบไม่ได้ว่า 7 คนไทยรุ กล้ำ หรือไม่รุกล้ำที่กัมพูชา แล้วจะเอาอะไรไปต่อสู้คดีในศาล นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เอาข้อเท็จจริง แต่ปัญหาตอนนี้คือ ทำอย่างไรเอาตัวพิกัดมาลงตามแผนที่
เมื่อถามว่า เหตุการณ์เกิดมาก่อนปีใหม่ ทำไมยังไม่สามารถหาพิกัดได้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มันมีเลขพิกัดอยู่ 2-3 ตัว แต่ก็มีประเด็นอีกว่า จุดที่ถือว่า ถูกจับกุมคือจุดไหน ห่างกัน 2-3 ร้อยเมตรตรงนั้น ก็มีผลมาก แต่ถ้าฟังจากคำพูดของคณะทั้ง 7 คนอย่างครบถ้วน เห็นว่า เขาไม่ได้มีเจตนาที่จะเข้าไปรุกล้ำ เขาไปในพื้นที่เพราะเขาเห็นว่า เป็นพื้นที่ของเรา ส่วนข้อเท็จจริงเป็นเรื่องต้องว่า กันตามข้อเท็จจริง ซึ่งคำพูดของนายพนิชที่เกิน 1 นาทีครึ่งไปนิดเดียว เขาพูดเองว่า เรากำลังเดินไปหาหมุดที่ 46 มีประโยคที่บอกว่า ที่เป็นพื้นที่ของไทย
เมื่อถามว่า เรียกว่าตายน้ำตื้นได้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า วันนี้เรามีหน้าที่ช่วยเหลือคนเหล่านี้
เมื่อถามว่า จะนำคลิปฉบับเต็มมาเปิดเผยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คลิป 4 นาทีกว่านั้น ได้ดูจากยูทูป แต่ได้มีโอกาสเห็นวิดีโอ 20 กว่านาที ที่ให้กระทรวงการต่างประเทศมาด้วย แต่ในที่สุดความจริงย่อมหนีไปไม่พ้น ขณะนี้ภาระหน้าที่เราคือ ทำอย่างไรไม่ให้เรื่องนี้บานปลาย ให้ 7 คนของเรากลับมาได้โดยเร็วที่สุด
เมื่อถามว่า ทำไมนายกฯ ไม่คุยโดยตรงกับนายกฯฮุนเซนหรือยังไม่ถึงเวลา ในระดับเจ้าหน้าที่ยังสามารถแก้ไขปัญหาได้ นายกฯ กล่าวว่า ทางเจ้าหน้าที่กำลังทำงานกันอยู่ ไม่อยากให้เกิดความสับสน ขอเรียนว่า เรื่องแบบนี้ไม่ขอพูดรายละเอียด อยากให้การทำงานไปได้ราบรื่นมากที่สุด
เมื่อถาม เป็นการประมาทหรือไม่ ทำให้เรื่องบานปลาย นายกฯ กล่าวว่า สถานการณ์ตอนนี้ เรามีหน้าที่ค้นหาความจริง และช่วยเหลือคนที่ถูกจับตัวไป
เมื่อถามว่า สมมุตินายกฯเป็นประชาชนคนทั่วไป การที่ 7 คนเข้าไปโดยไม่มีเจ้าหน้าที่ ตชด.พาไป คิดว่า มันผิดปกติอะไรหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตนคงไม่มีหน้าที่ต้องตอบคำถามนี้ วันนี้อยากให้สังคมไทยร่วมตัวกัน มีเป้าหมายอย่างแน่ชัดในการปกป้องช่วยเหลือคนไทย ปกป้องอธิปไตยของไทย การแสดงความคิดเห็นในระหว่างการแก้ไขปัญหายังไม่ลุล่วง จะทำให้การแก้ไขปัญหายุ่งยากขึ้น ซึ่งการแก้ปัญหาถึงจุดหนึ่งก็ต้องมีคำตอบออกมา แต่ถ้า วิพากษ์วิจารณ์ กันและกัน คิดว่า ไม่ใช่เรื่องที่จะทำในขณะนี้ ควรให้การทำงานของเจ้าหน้าที่บรรลุเป้าหมายรักษาสิทธิของคนไทยประเทศไทยให้ราบรื่นที่สุด หลังจากนั้นหากเหตุการณ์ผ่านพ้นไปแล้ว แน่นอน ก็มาสะสางเรื่องราวอื่นๆ ได้
เมื่อถามว่า นาย ปานเทพ วงศ์พัวพันธ์ โฆษกพันธมิตรฯ ยังปฏิเสธการเดินไป เพราะรู้ว่า ไปก็ถูกจับ กลุ่มที่ไปดูก็รู้เหมือนกันว่า ไปแล้วจะถูกจับ นายพนิชได้แจ้งตรงนี้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า นายพนิช บอกว่า จะไปจังหวัดปราจีนบุรี ดูเรื่องทำกิน โดยตนก็ขอตอบเฉพาะที่เกี่ยวกับตน ไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์คนอื่น
เมื่อถามว่า ถือว่า นายพนิชทำนอกเหนือจากคำสั่งหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์ใคร เพียงแต่บอกความชัดเจนว่า นายพนิชเข้าไปเกี่ยวข้อง และตนเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างไรก็บอกว่า นายพนิชพยายามจะไปรับฟังประเด็นที่กลุ่มเขาเคลื่อนไหวเรื่องไทย-กัมพูชาอยู่ เขาเห็นว่า มีประเด็นควรจะต้องได้รับการแก้ไขโดยรัฐบาล
“ ผมไม่ได้ต้องการให้บ้านเมืองวุ่นวาย เราจะต้องมาทะเลาะกันเองมีผลกระทบความสัมพันธ์ เขาก็ไปช่วยหาข้อมูล แต่การไปหาข้อมูลไม่ทราบข้อเท็จจริง นายพนิชแจ้งว่า จะไปลงพื้นที่ที่ปราจีนบุรี แต่ไม่ได้บอกละเอียด ไม่ได้บอกว่า จะไปกับนายวีระ สมความคิด แกนนำกลุ่มประชาชนคนไทยหัวใจรักชาติ ”
เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้นายกฯบอกว่า ให้นายพนิชไปประสานกับกลุ่มที่เคลื่อนไหว นายกฯ ยอมรับว่า ถูกต้อง ถือเป็นเรื่องการทำงานของเขา แต่การเดินทางไปของนาย พนิช ระบุว่า ไปกับร้อยตรีแซมดิน เลิศบุศย์ คนสนิทของ พล.ต. จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ โดยวันที่นายพนิชไปเขาพูดถึงปัญหาว่า ผ่านด่าน ตชด.ไปโดยที่ไม่เจอใครเลย และในวิดีโอเจ้าหน้าที่กัมพูชามาพูดบอกว่า ทำไมไม่ประสาน เขาก็บอกว่าไม่เจอใคร
เมื่อถามต่อว่า แบบนี้แสดงว่า นายพนิชให้ข้อมูลนายกฯครบหรือไม่ที่จังหวัดสระแก้ว นายกฯ กล่าวว่า ไม่ขอพูดเพิ่มเติม แต่ข้อเท็จจริงที่ได้รับทราบเป็นอย่างนี้
เมื่อถามว่า นายกฯเครียดหรือไม่กับการที่ให้นายพนิช ประสานพันธมิตรฯ แต่กลับกลายเป็นการสร้างปัญหาระหว่างประเทศ และกลายเป็นปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างนายกฯกับพันธมิตรฯด้วย นายกฯ กล่าวว่า หน้าที่ตนคือการช่วยเหลือบุคคลเหล่านี้ จะแก้ปัญหาจากข้อมูล และเหตุที่ปรากฏว่า มีหลายประเด็นที่จะต้องแก้ไข
เมื่อถามว่า ตอบได้หรือไม่ทั้ง 7 คน จะได้รับการปล่อยตัวไม่เกินเดือนมกราคม นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราจะติดตามสถานการณ์ ไม่อยากให้ความคิดเห็นคาดการณ์อะไรต่างๆ อยากให้เจ้าหน้าที่ทำงาน โดยไม่มีอุปสรรค
เมื่อถามว่า ไม่ขอความช่วยเหลือ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีความสัมพันธ์อันดีกับกัมพูชา นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ทราบ เป้าหมายของตน คือไม่ต้องการให้เหตุการณ์บานปลาย แต่หลังจากที่นายพนิชถูกจับยังไม่เคยคุยกับนายพนิชเลย
เมื่อถามว่า ตอนนี้ระดับความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชายังปกติใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ขณะนี้ใช่ครับ แต่ไม่ขอตอบเหตุการณ์ล่วงหน้า ขอให้เราทำงานเรื่องนี้ ถ้าไปพูดอะไรจะกลายเป็นถูกตีความอย่างนั้นอย่างนี้
ขณะที่ นายกฯ กล่าวชี้แจงให้ ครม.ทราบว่า ได้ให้นายพนิชเข้าไปดูในพื้นที่ เพราะถ้ามีการชุมนุมกันของกลุ่มพันธมิตรและกลุ่มต่างๆ ในบริเวณนั้น อาจจะกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ง่าย ส่วนเรื่องคลิปที่นำมาเปิด ความจริงคลิปมีอยู่ 2 อัน แต่มีคลิปอยู่อันหนึ่งที่มีความยาว 4 นาที แต่ถูกเปิดเพียง 1.36 นาที ซึ่งถ้านำมาฉายครบทั้ง 4 นาที จะเห็นว่ามีคำพูดที่นายพนิชพูดว่าเรากำลังจะเข้าไปดูหลักหมุดที่ 46 ของไทย ซึ่งอยู่ในเขตของไทย ซึ่งมันก็มีหลักเขตหลายอันที่เรากำลังโต้แย้งกันอยู่ ของฝ่ายไทยมีเอกสารสิทธิด้วยซ้ำไป แต่ราษฎรไทยบอกว่าเข้าไปทำมาหากินไม่ได้ ซึ่งในพื้นที่ที่มียังปัญหาอยู่ทั้ง 2 ฝ่าย ตกลงกันว่าให้นิ่งก่อนไม่ให้มีการขยายพื้นที่ไปมา แต่ทั้ง 2 ฝ่ายยังนำกำลังทหารไปตรึงกดดันกันไว้ทั้ง 2 ด้าน ปัญหาเรื่องหลักหมุดไม่ชัดเจนมีมา 30-40 ปีแล้ว
ขึ้นศาล6ม.ค.-กต.ลุ้นประกัน
ในช่วงค่ำวันเดียวกัน นายกษิต กล่าวในรายการ "คุยนอกทำเนียบ" ทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ตอน : "ข้อเท็จจริงและการช่วยเหลือ 7 คนไทยในกัมพูชา" ว่า เหตุการณ์เริ่มตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม คณะของทั้ง 7 คน ขึ้นรถตู้และวิ่งไปตามถนนศรีเพ็ญ ผ่านทางตู้ยามของ ตชด. เลยไปประมาณ 300 เมตร โดยไม่ได้หยุดให้ ตชด.เขาสอบถาม
"เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม ผมได้พบกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชา ได้ดูวิดีโอคลิป สิ่งที่ได้พูดกับทางนายฮอร์ นัมฮง คือ คนไทย 7 คน ไม่ได้มีเจตนาร้าย ไม่ได้มากระทำอาชญากรรมใดๆ จุดประสงค์ของการเข้ามาเท่าที่ทราบคือจะมาดูเรื่องโฉนดที่ดิน" นายกษิต กล่าว
รมว.การต่างประเทศ กล่าวอีกว่า คนของเราเข้าไปโดยไม่มีเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นไทยและกัมพูชาอยู่ด้วยกัน และการเข้าไปไม่ได้มีการบอกกล่าว ไม่ได้มีการติดต่ออะไร ถ้าจะเดาความ หมายความว่า ทางฝ่ายกัมพูชาที่เขาดูแลอยู่ อาจจะจำหน้านายวีระ สมความคิด ได้ เพราะเข้าไปครั้งที่ 2 แล้ว ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ได้มีการรายงานไปที่กรุงพนมเปญ
ส่วนข้อหาที่จะตั้งคือ 1.เข้าเมืองผิดกฎหมาย 2.เข้าไปในบริเวณพื้นที่ในแง่ของกัมพูชาเป็นเขตทหาร ซึ่งของศาลกัมพูชาใช้ระบบไต่สวน สามารถไต่สวนได้โดยตรงสามารถเรียกมาถามไต่สวนได้ทันที ในวันที่ 6 มกราคมนี้ จะเป็นการไต่สวนอย่างเป็นทางการ โดยจะไต่สวนเรียงตัวและไต่สวนเสร็จแล้วทางฝ่ายทนายสามารถที่จะยื่นของประกันตัวเป็นรายตัวได้ ไม่ต้องรอให้การไต่สวนให้ครบทั้ง 7 คน



