ข่าว

"ต้องมองอย่างเข้าใจ-ให้อภัย"

"ต้องมองอย่างเข้าใจ-ให้อภัย"

05 ม.ค. 2554

ความขัดแย้งทางการเมืองแม้รัฐบาลจะตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อสร้างความปรองดองสมานฉันท์แต่ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จ "พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ" อดีตนายกรัฐมนตรี หลายครั้งได้พยายามอาสาเข้ามาทำหน้าที่เป็น "โซ่ข้อกลาง" ประสานรอยร้าวระหว่างคู่ขัดแย้งแต่ก็ยังไม่สัมฤทธิผลจนระ

 ครั้งนี้ "บิ๊กจิ๋ว" ได้เสนอมุมมองต่อสถานการณ์บ้านเมืองในปี 2554 ว่า ไม่น่าจะมีอะไร ทุกอย่างน่าจะดีขึ้น แต่ก็ขึ้นอยู่กับความต่อเนื่องของปัญหาความขัดแย้งในสังคมที่เกิดขึ้นในปี 2553 ด้วย เพราะวันนี้ยังแก้ไขไม่ได้คงสะสมมากขึ้นถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เป็นหน้าที่ของทุกคนต้องช่วยกันแก้ไขปัญหา ไม่จำเป็นจะต้องเป็นนักการเมืองถือเป็นหน้าที่ของทุกคน และเป็นภาระหน้าที่ของพรรคเพื่อไทย อย่าไปนึกว่าเรามีหน้าที่จะต้องได้อำนาจรัฐอย่างเดียว ทุกวันนี้ได้กระโดดลงมาช่วยแก้ไขปัญหาบ้านเมืองทำให้ผู้คนที่ไม่รู้จักอาจเข้าใจผิดไม่ใช่ทำเพื่อส่วนตัว แต่เพื่อส่วนรวม

 "ทุกคนจะต้องรู้ว่าสังคมจะต้องเปลี่ยนแปลงโดยอยู่บนพื้นฐาน 2 อย่าง ตามความคิดของพรรคเพื่อไทย คือ 1.ต้องเป็นไปอย่างสันติวิธี ซึ่งถือเป็นวิถีทางของชาติ 2.ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรก็แล้วแต่จะต้องมีสถาบันที่เคารพเทิดทูน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ นี่คือสัญลักษณ์ และองค์ประกอบ"

 ส่วนปี 2554 หลายคนยังกังวลในเรื่องการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) อาจเกิดความรุนแรงขึ้นอีก "บิ๊กจิ๋ว" เห็นว่า ปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข รัฐบาลพยายามแก้ไขแต่แนวทางไม่ค่อยตรงกับสิ่งที่เราคิด หากมีข้อขัดแย้งควรให้ประชาชนตัดสิน การยุบสภาไม่ใช่แนวทางแก้ไขปัญหา

 “จิตใจสำคัญที่สุด ถือเป็นตัวการผู้ที่มีความรับผิดชอบในการแก้ไข ท่านมีจิตใจต่อประเด็นปัญหานี้อย่างไร ถ้าท่านมองว่าคู่กรณีของท่าน หรือคนที่คิดแตกต่างเป็นคนไม่ดี เป็นผู้ก่อการร้าย เป็นผู้ที่สร้างปัญหาให้บ้านเมือง คิดแบบนี้จะแก้ไขได้อย่างไร” พล.อ.ชวลิต

 ส่วนการทำงานของรัฐบาล 2 ปีที่ผ่านมา "พล.อ.ชวลิต" มองว่า รัฐบาลพยายามทำ แต่ประสบการณ์ความรอบรู้ของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีทั้งจุดอ่อนและจุดแข็ง จบการศึกษาไม่เคยทำงานที่ไหนมาก่อน เป็นทหารก็ยศร้อยโท แต่ก็พยายามทำงานมีปัญหาบ้างนิดหน่อย ซึ่งได้สั่งเจ้าหน้าที่ให้สนับสนุนทุกอย่าง เพราะเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่
 
 สำหรับแกนนำคนเสื้อแดงที่ไม่ได้ประกันตัวมีหลายฝ่ายเกรงว่าอาจเป็นเงื่อนไขให้เกิดความรุนแรงขึ้น "พล.อ.ชวลิต" กล่าวว่า ถ้ามองเขาอีกอย่างหนึ่งมันจะไม่มีความสุข เราต้องมองอย่างเข้าใจ และให้อภัยเขา นั่นคือสิ่งที่ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร จะเห็นว่าทุกคนที่เข้ามาเป็นคนดีทั้งนั้นทำประโยชน์ให้แผ่นดิน ปีใหม่นี้ก็ขอให้คนไทยมีแต่ความสุข ความเจริญ และมีความเข้มแข็งในหัวใจ และมุ่งมั่นอย่างชัดเจนต่อบ้านเมือง ต่อสถาบัน และอยากให้บ้านเมืองหวนกลับมายิ่งใหญ่เหมือนในอดีตให้ได้

 ปัญหาที่เกิดขึ้นถูกโยงไปเกี่ยวข้องกับ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี "บิ๊กจิ๋ว" มองว่า ที่ผ่านมาไม่มีโอกาสเห็นหรือพูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และไม่ควรไปกวนใจ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะอยู่ต่างประเทศคงทำอะไรไม่ได้ ถือว่าพ.ต.ท.ทักษิณเป็นคนที่มีจิตที่เข้มแข็ง และมีความปราถนา และจริงใจที่มีต่อสังคมไทยบ้านเมืองไทยอย่าไปมองท่านผิด ต้องพยายามมองคนในแง่มุมที่สร้างสรรค์ สถานการณ์บ้านเมืองยังมีข้อขัดแย้งอยู่ต้องค่อยๆ คิดค่อยๆ ทำ

 หลังจากบ้านเมืองมีความขัดแย้งเกิดขึ้นดูเหมือนความสัมพันธ์ระหว่าง "พล.อ.ชวลิต" กับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษจะห่างเหินไปด้วย "บิ๊กจิ๋ว" บอกว่า ได้ส่งกระเช้าผลไม้ฝากไปกราบเรียนท่านด้วยความเคารพ ถือเป็นเรื่องธรรมดาที่ได้ทำมาทุกครั้งไม่เคยเปลี่ยนแปลง และคิดว่าท่านเองก็คิดถึงตนเหมือนกับคนที่เคยผ่านอะไรต่างๆ ในแผ่นดินนี้มาด้วยกัน 

 "พล.อ.เปรม เป็นที่เคารพ ทุกคนคงจะรู้ว่า พล.อ.เปรม อาวุโสมาก ทำงานเพื่อแผ่นดินมาทำไมถึงได้ไปต่อว่าท่านต่างๆ นานา พล.อ.เปรม เป็นผู้ใหญ่ ความเป็นผู้ใหญ่ของ พล.อ.เปรม มีคุณูปการต่อแผ่นดินมหาศาล สิ่งที่ พล.อ.เปรม ทำเอาไว้มากมายจะไปคิดอย่างอื่นคงไม่ดี ก็จะต้องทำอย่างคนไทยทำต่อผู้อาวุโส จะต้องเคารพท่าน"

 ที่ผ่านมามีการมองกันว่าปัญหาความขัดแย้งที่ลุกลามเกิดขึ้นระหว่าง "พล.อ.เปรม" กับ "พ.ต.ท.ทักษิณ" พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า ไม่ทราบว่าขัดแย้งอะไร เพราะพล.อ.เปรม ก็ไม่ได้ออกมาพูด หรือ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ไม่ได้ออกมาพูดอะไรให้ฟัง แต่ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ ไปกราบท่านนิดเดียวก็คงจะหมด และคิดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ทำแบบนั้นแล้วแต่เป็นอย่างไรไม่ทราบ ส่วนจะให้พา พ.ต.ท.ทักษิณ ไปกราบ พล.อ.เปรม เพื่อยุติปัญหาบ้านเมืองที่เกิดขึ้นคงไม่ทำ เพราะไม่ใช่หน้าที่

 เมื่อถามถึงการปกป้องสถาบันเบื้องสูง "พล.อ.ชวลิต" กล่าวว่า สถาบันเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน ส่วนที่ถูกโจมตีเกี่ยวกับความไม่จงรักภักดีต่อสถาบันนั้น เป็นเรื่องธรรมดาที่ถูกโจมตีมาตลอดชีวิต ที่ผ่านมาทำงานเกี่ยวกับเรื่องสร้างความสมานฉันท์กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ก็บอกว่าเป็นคอมมิวนิสต์ พยายามไปสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดความสุขในพื้นที่ภาคใต้ก็บอกว่าเป็นสุลต่านถือเป็นเรื่องธรรมดา

 “ผมมีสายเลือดทหารไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ทหารแก่ไม่ว่าจะอายุ 60-70-80 ปี ก็มาทำงานเพื่อบ้านเมืองให้อยู่รอด ผมเคยต่อสู้ในสมัยสงครามเพื่อให้ประชาชนเกิดความสงบสุข ผมทำงานตั้งแต่ เกาหลี ลาว เวียดนาม กัมพูชา ถือว่าหลายสมรภูมิ เราทำเพื่อบ้านเพื่อเมืองกันทั้งนั้น ก่อนที่จะสิ้นใจพูดไม่ได้ มีแต่สายตาที่บอกว่าขอฝากบ้านเมืองนี้เอาไว้ ซึ่งมีความหมายมาก ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ก็สายเลือดทหารเหมือนกัน ท่านก็รับไม้ต่อจากผู้บังคับบัญชาท่านอื่นก็จะต้องดำเนินงานภาระหน้าที่ให้เสร็จสิ้น” พล.อ.ชวลิต กล่าวปิดท้าย 

ปัญญา ทิ้วสังวาลย์