
ไม่มีหรอก
การเมืองเป็นเรื่องของการต่อรองกันจริงๆ เพราะหลังจากที่ต่อรองกับพรรคประชาธิปัตย์จนยอมแก้รัฐธรรมนูญเพื่อลดขนาดเขตเลือกตั้ง ลงแล้ว สุดท้าย ข้อต่อรองของพรรคร่วมรัฐบาลก็ยังเดินหน้าไม่หยุด
ข้อเรียกร้องใหม่ที่ทำให้กรรมาธิการฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์ ปวดกะบาลก็คือ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์
คณะกรรมการชุด อ.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เสนอเป็นตุ๊กตาและรับหลักการในวาระแรกนั้น ส.ส.เขต 375 คน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 125 คน
แต่มาในชั้นกรรมาธิการ พรรคร่วมไม่ว่าจะเป็นพรรคชาติไทยพัฒนา พรรคภูมิใจไทย แม้แต่พรรครวมใจชาติพัฒนา ก็ยังเทเสียงไปในสัดส่วนที่เหมือนกับรัฐธรรมนูญปี 2540
สูตรที่ว่าก็คือ ส.ส.เขตเลือกตั้ง 400 ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 100
ซึ่งไม่เป็นผลดีกับพรรคประชาธิปัตย์เลยแม้แต่น้อย
นั่นเพราะที่พรรคประชาธิปัตย์ยอมให้มีการแก้รัฐธรรมนูญในประเด็นเขตเลือกตั้งตามใจพรรคร่วม ทั้งที่ขัดกับแนวทางของพรรคที่เห็นว่า หากเขตเล็ก การซื้อเสียงจะคล่องมือ แต่ละพรรคก็จะเอาเงินมากองแข่งกัน ใครกองใหญ่กว่าก็มีโอกาสชนะ
นั่นคือ สิ่งที่ประชาธิปัตย์คัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญมาตลอด
แต่เมื่อเป็นข้อตกลงในการร่วมรัฐบาลกับพรรคร่วม ประชาธิปัตย์ก็ต้องกลืนเลือด
แต่พอมาถึงขั้นกรรมาธิการ พรรคร่วมก็ยังคงใช้วิธี ได้คืบจะเอาศอก
ได้เขตเล็ก แล้วยังขอให้ปาร์ตี้ลิสต์แค่ 100 คน เพื่อจะได้มีส.ส.เขต 400 คน
ขณะที่ประชาธิปัตย์นั้นหวังว่า ปาร์ตี้ลิสต์ 125 คน จะมาเพิ่มจำนวน ส.ส.ในมือ เพื่อชดเชย ส.ส.เขต ที่ภาคเหนือ-อีสาน ยังคงเป็นจุดบอด แต่การเลือกตั้งซ่อมครั้งล่าสุด ได้จุดประกายความหวังให้แก่ประชาธิปัตย์ ที่ได้คะแนนเพิ่มขึ้น แต่ก็มาเจอกับการเตะตัดขาของพรรคร่วมรัฐบาล ที่มุ่งจะเพิ่มความได้เปรียบของตนด้วยเช่นกัน
นี่ก็เท่ากับว่า การแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่ได้ทำเพื่อความปรองดอง ไม่ได้ทำเพื่อประชาชนคนส่วนใหญ่ แต่ทำเพื่อพรรคเพื่อตนเองล้วนๆ
เพราะในส่วนของพรรคเพื่อไทยนั้นไม่มีใครพูดถึงว่าจะได้อะไร เผลอๆ จะหดหายไปเสียด้วยซ้ำ
แต่ก็นั่นแหละการเมืองเป็นเรื่องของการต่อรองและโอกาส
โอกาสที่ว่าก็คือ ใครจะเป็นคนเขียนกติกา
ประวัติศาสตร์ก็ไม่เคยบันทึกไว้ว่า มีความเมตตาหยิบยื่นให้แก่ศัตรูทางการเมือง
ศรายุทธ สายคำมี [email protected]



