ข่าว

"อภิสิทธิ์"รับจะแก้ไขเพิ่มเติมบำเหน็จตกทอด

"อภิสิทธิ์"รับจะแก้ไขเพิ่มเติมบำเหน็จตกทอด

04 ม.ค. 2554

“อภิสิทธิ์" รับข้อเสนอชมรมเจ้าหน้าที่รัฐ แก้ไขเพิ่มเติมบำเหน็จตกทอด ชี้ให้ความสำคัญกับสวัสดิการของทุกกลุ่ม บอกการปรับเงินเดือนต้องปรับตามโครงสร้างและตามค่าครองชีพ

เมื่อเวลา 08.00 น.  วันที่ 4 ม.ค.นายชินภัทร ปัญยารชุน ประธานชมรมเจ้าหน้าที่ของรัฐแห่งประเทศไทย นำคณะกรรมการชมรมฯ คณะที่ปรึกษาและผู้แทนลูกจ้างประจำทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เข้าเยี่ยมคารวะ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อขอบคุณที่มติคณะรัฐมนตรีผ่านความเห็นชอบร่างระเบียบกระทรวงการคลังเพิ่มเติมเงินบำเหน็จตกทอด 15 เท่าของผู้รับบำเหน็จรายเดือน พร้อมมอบของที่ระลึกและช่อดอกไม้อวยพรปีใหม่ให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี เนื่องในเทศกาลปีวันขึ้นปีใหม่

 นายชินภัทร ปัญยารชุน ประธานชมรมเจ้าหน้าที่ของรัฐแห่งประเทศไทย ได้กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ที่ได้ผ่านความเห็นชอบร่างระเบียบกระทรวงการคลังเพิ่มเติมเงินบำเหน็จตกทอด 15 เท่าของผู้รับบำเหน็จรายเดือน พร้อมอวยพรปีใหม่และขอเป็นกำลังใจให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี บริหารประเทศต่อไป

 ทั้งนี้ผู้แทนคณะฯยังได้ยื่นเรื่องเสนอนายกรัฐมนตรี ให้มีการเพิ่มเติมในเรื่องเงินบำเน็จตกทอด คือ 1. ขอความอนุเคราะห์รัฐบาล แก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกาค่ารักษาพยาบาลให้ลูกจ้างประจำหลังเกษียณอายุ และ 2. ขอความอนุเคราะห์รัฐบาลแก้ไข พ.ร.บ. 2494 มาตรา 9 (3) เหตุสูงอายุและมาตรา 13 มากำหนดเพิ่มเติมในระเบียบกระทรวงการคลังให้ลูกจ้างประจำรับราชการ 10 ปีขึ้นไป อายุครบ 60 ปีแล้ว เลือกรับบำเหน็จรายเดือน
 
 โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวขอบคุณทุกคนที่ได้เดินทางมามอบของที่ระลึกและอวยพรปีใหม่ในวันนี้ พร้อมกล่าวอวยพรปีใหม่ให้ทุกคนมีสุขภาพแข็งแรง และมีกำลังกาย-ใจ ในการที่จะปฏิบัติหน้าที่และมีความสุขความเจริญก้าวหน้าทั้งในชีวิตการงานส่วนตัวและครอบครัว

 นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า เรื่องสวัสดิการของประชาชนทุกกลุ่มว่า เป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาก็ได้มีการปรับปรุงสวัสดิการสิทธิประโยชน์ของประชาชนทุกกลุ่มมาโดยตลอด ซึ่งตรงนี้ก็รวมไปถึงในส่วนของลูกจ้างประจำของส่วนราชการด้วย อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่ามีบุคลากรภาครัฐที่มีสถานะหลากหลายมากขึ้น เพราะฉะนั้นคิดว่า 2 ปีที่ผ่านมาคงทำให้ทุกคนได้เห็นว่ารัฐบาลมีความตั้งใจในการที่จะขยายสิทธิและสวัสดิการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ถึงแม้จะยังคงมีประเด็นที่ทุกคนหรือแม้กระทั่งกลุ่มอื่น ๆ ยังมองเห็นว่าน่าจะสามารถที่จะปรับปรุงได้อีก ซึ่งข้อเสนอทั้งหมดที่ได้ยื่นมานั้นก็จะได้มอบให้หน่วยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในเรื่องต่าง ๆ ต่อไป

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ประเด็นที่เกี่ยวกับเรื่องของการปรับเงินเดือน การขึ้นเงินเดือนหรือการปรับเงินเดือน ตามกฎหมายของเราทำได้ 2 วิธี โดยวิธีที่แรก คือ กรณีที่ต้องการจะปรับโครงสร้างเงินเดือนก็ต้องทำบัญชีกันใหม่ ซึ่งตรงนี้ต้องทำเป็นกฎหมาย และเมื่อทำเป็นกฎหมายก็จะต้องใช้ระยะเวลานานเพราะต้องผ่านสภาฯ เพราะฉะนั้นการที่มีการเสนอว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ที่บางระดับจะมีการปรับ 5 เปอร์เซ็นต์หรือบางระดับปรับมากกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ นั้น ถ้าจะดำเนินการดังกล่าวจะต้องทำเป็นกฎหมาย

 และอีกวิธีหนึ่งคือ เป็นการปรับตามค่าครองชีพ ความหมายคือโครงสร้างเงินเดือนไม่เปลี่ยน แต่ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้น ตรงนี้รัฐบาลถือว่าทุกคนต้องได้ปรับ เพื่อชดเชยกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น ซึ่งการปรับเงินเดือนที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 1 เมษายน 2554 ก็คือ กรณีนี้ โดยเมื่อทาง ก.พ. คณะกรรมการเงินเดือนแห่งชาติ ได้มีการพิจารณาแล้วเห็นว่าสมควรที่จะปรับขึ้น 5 เปอร์เซ็นต์ เพื่อชดเชยกับค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นนั้นก็จะเป็นเพียงการออกเป็นพระราชกฤษฎีกาไม่จำเป็นต้องทำเป็นกฎหมายเข้าสภาฯเช่นกรณีแรก

 นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามยินที่จะรับข้อเสนอที่เสนอมาไปพิจารณาและประเมินเพื่อดูในเรื่องของภาระต่าง ๆ ของทางราชการ ทั้งนี้ในส่วนของเรื่องการรักษาพยาบาลที่ยังมีปัญหานั้นรัฐบาลก็ได้มีความพยายามในการที่จะเข้าไปปรับและดูแลแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ซึ่งขณะนี้กำลังมีการประเมินเรื่องดังกล่าวอยู่ในเรื่องของรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาล ส่วนการร่นระยะเวลาต่าง ๆ ก็จะขอนำไปพิจารณาดูว่าจำนวนคนมีเท่าไร และจะเป็นภาระต่องบประมาณเท่าไร ซึ่งตรงนี้จะมอบให้กระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานหลักในการดูแลเรื่องนี้ และหากมีความคืบหน้าอะไรก็ยินดีที่จะแลกเปลี่ยนเหมือนเช่นที่ผ่านมาที่ได้มีการค่อย ๆ ปรับในแต่ละเรื่องไปโดยลำดับ ซึ่งขอให้เข้าใจตรงกันว่ารัฐบาลได้พยายามดูแลอย่างดีที่สุดแต่จะต้องมีการพิจารณาควบคู่ไปกับเรื่องปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับระบบ หรือ งบประมาณด้วยเช่นกัน