
กรมศิลป์สางปัญหารุกโบราณสถานกำแพงดิน
กรมศิลปากรเดินหน้าสางปัญหารุกโบราณสถานกำแพงดิน เตรียมนับหนึ่งลงพื้นที่ปลูกจิตสำนึกชาวบ้าน รองอธิบดีเผยมีการบุกรุกกว่าพันรายทำโบราณสถานเสียหายกว่าครึ่ง แถมออกโฉนดทับอีก 596 ราย คาดออกโดยมิชอบ
เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 4 ม.ค. ที่สำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่ นายเอนก สีหามาตย์ รองอธิบดีกรมศิลปากร ร่วมกับตัวแทนสำนักงานโยธาธิการและ ผังเมือง ธนารักษ์จังหวัด หารือแนวทางแก้ปัญหาการใช้พื้นที่และการบุกรุก โบราณสถานกำแพงดินที่เกิดขึ้นทั่วอำเภอเมืองเชียงใหม่ที่กำลังเป็นปัญหาเรื้อรัง และสร้างความเสียหายกับโบราณสถานที่ทรงคุณค่า
นายเอนก เปิดเผยว่า ปัญหาการใช้พื้นที่และบุกรุกสร้างที่อยู่อาศัยใน แนวกำแพงดินเกิดขึ้นมานานกว่า 50 ปี ขณะที่ผู้เข้าใช้ประโยชน์ยังขาดความ ตระหนักถึงคุณค่าของโบราณสถานทำให้กำแพงดินเกิดความเสียหายไปถึงร้อยละ 50 ของแนวกำแพงดินทั้งหมด
โดยจากข้อมูลล่าสุดพบว่าปัจจุบันมีชาวบ้านเข้าใช้พื้นที่ทับกำแพงดิน กว่า 2,000 แปลง ในจำนวนนี้มีการออกโฉนดแล้วถึง 596 แปลง ส่วนที่เหลือเป็น การเช่าพื้นที่จากกรมธนารักษ์ที่รับผิดชอบในส่วนนี้ และยังมีอีกกว่า 1,000 ราย ที่ บุกรุกก่อสร้างโดยผิดกฏหมาย โดยเฉพาะ 2 จุดใหญ่ คือ ฝั่งตรงข้ามโรงแรมอิมพี เรียลแม่ปิง ที่มีการก่อสร้างโรงแรมคร่อมทับกำแพงดิน และ บนถนนกำแพงดินที่มี การก่อสร้างอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น 4 คูหา
ที่ผ่านมายอมรับว่าการบังคับใช้กฏหมายยังมีอุปสรรคเนื่องจากมีการ ร้องเรียนของชาวบ้านกับหลายหน่วยงานในประเด็นละเมิดสิทธิมนุษยชน หลาย จุดยังอ้างว่ามีการออกโฉนดซึ่งตามข้อเท็จจริงอาจเป็นการออกโดยมิชอบด้วย กฏหมาย
ปัญหาที่เกิดขึ้นกรมศิลปากรจึงวางแนวทางแก้ไขปัญหาโดยหลังจากนี้ จะลงพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเก็บข้อมูลทั้งหมด จากนั้นจะเริ่มให้ ความรู้กับประชาชนที่ใช้พื้นที่เพื่อให้เห็นคุณค่าของโบราณสถานเพื่อขยายผลให้ เกิดความหวงแหนในมรดกของเมือง การให้ความรู้จะมีขึ้นในรูปแบบของการจัด นิทรรศการเคลื่อนที่ มีการนำภาพกำแพงเมืองในดีตไปจัดแสดงตามจุดโบราณ สถานที่มีชุมชนตั้งอยู่ และ การจัดทำวีซีดีภาพยนตร์จำลองความเป็นมาและ เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นเรื่อยมาจนถึงยุคปัจจุบันที่มีการบุกรุก
เวลาเดียวกันจะมีการสร้างเครือข่ายภาคประชาชนโดยมีกลุ่มเป้าหมาย เป็นกลุ่มประชาชนที่อาศัยทับแนวกำแพงดิน หน่วยงานรัฐที่มีการใช้ประโยชน์ใน ที่ดิน และ หน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่ดูแลในส่วนต่าง ๆ และในอนาคตจะมีการปรับ ภูมิทัศน์ในจุดที่สามารถทำได้
นอกจากนี้จะมีการตั้งศูนย์ข้อมูลใกล้กับแหล่งโบราณสถานในทำเลที่ ตั้งที่ไม่บดบังทัศนียภาพซึ่งนอกจากจะเป็นแหล่งเผยแพร่ข้อมูลแล้ว ยังจะมีร้าน จำหน่ายของที่ระลึกที่เกี่ยวกับกำแพงดินและศิลปะเมืองเชียงใหม่ เสริมด้วยร้าน กาแฟ เครื่องดื่ม เพื่อให้เป็นที่พักผ่อนแนวอนุรักษ์ให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยว
รองอธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า การขอพื้นที่กำแพงดินคืนทั้งหมดเป็น เป้าหมายที่กรมศิลปากรตั้งเป้าไว้ แต่ต้องยอมรับว่าการขอคืนพื้นที่จะต้องวางแผน ระยะยาวเพราะจะกระทบกับประชาชนเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะต้องมีการจัดเตรียม พื้นที่รองรับ งบประมาณสำหรับค่าชดเชย ดังนั้นทุกอย่างต้องค่อยเป็นค่อยไปและ ที่สำคัญคือต้องได้รับความร่วมมือจากประชาชน
ด้านนายวิชัย ขจรปรีดานนท์ โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาบุกรุกกำแพงดินเป็นเรื่องอ่อนไหว ที่ผ่านมามีการบังคับ ใช้กฏหมายด้วยการดำเนินคดีแต่ยอมรับว่าไม่ใช่แนวทางที่ดีนัก ทั้งนี้เห็นว่าการ สร้างเครือข่ายจะต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบที่ อยู่อาศัยและวิถีชีวิตของพวกเขาในอนาคตเพื่อลดการต่อต้านที่จะมีขึ้น



