ข่าว

สาว17ปีไม่ถูกคุมตัวมีโปรแกรมบวชชี

สาว17ปีไม่ถูกคุมตัวมีโปรแกรมบวชชี

06 ม.ค. 2554

สาว 17 ปีพร้อมพ่อและแม่เข้ารับทราบข้อกล่าวหา ตำรวจแจ้ง 2 ข้อหา ต่อส่งสถานพินิจ เจ้าตัวรับเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อธิบดีกรมพินิจฯเผยไม่มีอำนาจควบคุมตัว ด้านแม่เผยลูกไม่มีใบขับขี่ทั้งในและต่างประเทศ

ที่ห้องประชุมปารุสกวัน 2 กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เมื่อเวลา 08.45 น. วันที่ 5 ม.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณี น.ส.วัย 17 ปี  ขับรถยนต์เก๋งฮอนด้า ซีวิค ชนท้ายรถตู้โดยสาร บนทางด่วนโทลล์เวย์ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 9 ราย และบาดเจ็บจำนวนมาก เมื่อค่ำวันที่ 27 ธันวาคม 2553 นั้น พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. (ดูแลงานกฎหมายและสอบสวน) ซึ่งรอรับการเข้ารับทราบข้อกล่าวหาของน.ส.วัย 17 ปี พร้อมคณะ เปิดเผยว่า วันนี้ผู้ต้องหาได้เดินทางมารับทราบข้อกล่าวหา โดยเบื้องต้นจะแจ้ง 2 ข้อหา คือ ข้อหาขับรถประมาทเป็นเหตุให้ชนรถผู้อื่น ได้รับความเสียหายมีผู้ถึงแก่ความตายและได้รับบาดเจ็บสาหัส

 และอีกข้อหาคือ ขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่ ซึ่งข้อหานี้เป็นข้อหาเล็ก แต่ข้อหาหลักคือ ขับรถประมาท ซึ่งขั้นตอนก็จะรับมอบตัวและแจ้งข้อกล่าวหา เมื่อสอบปากคำเสร็จ พิมพ์มือเสร็จก็จะส่งสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานคร ภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นไปตามกฎหมาย จากนั้นทาง ผอ.สถานพินิจฯ จะดำเนินการ ตามขั้นตอน คือ สอบประวัติ ซึ่งคดีนี้ขึ้นอยู่กับศาลคดีเด็กและเยาวชนกลาง เพราะเป็นเยาวชนอยู่ ส่วนจะอายุ 16 หรือ 17 ปี ก็จะดูจากสูติบัตร จากนั้นทางสถานพินิจฯ จะควบคุมหรือให้ประกัน ก็อยู่ที่สถานพินิจฯ ทางพนักงานสอบสวน จะรวบรวมหลักฐานในชั้นของพนักงานสอบสวนเท่านั้น

 “คดีนี้ไม่ได้หนักใจหรือกดดันอะไร พนักงานสอบสวนก็สอบไปตามหน้าที่ อย่างตรงไปตรงมา มีผมเป็นผู้ควบคุมดูแลอยู่ คดีนี้ที่ตัดสินใจแจ้งข้อหาฝ่ายเดียวเพราะชัดเจน และยังจะมีกล้องวงจรปิดบนโทลล์เวย์แล้ว ซึ่งถือเป็นพยานหลักฐานที่เป็นกลาง นอกจากนี้ยังมีประจักษ์พยาน คือ ผู้ได้ดู ได้รู้ ได้เห็น ในเหตุการณ์โดยตรง ไม่ได้มีใครมาเล่าให้ฟัง คือ ผู้รอดชีวิตในรถตู้ ซึ่งจะสอบปากคำทั้งหมดและยังมีพยานคนอื่นที่ขับรถตามมาและเห็นเหตุการณ์ โดยถือว่ามีความชัดเจน พนักงานสอบสวน จึงรวบรวมข้อหาเบื้องต้นและแจ้งข้อหาฝ่ายเดียว หมายความว่า ไม่ได้แจ้งว่ารถตู้ประมาทด้วย แต่หากมีพยาน หลักฐานภายหลัง เห็นว่าคนขับรถตู้ เกิดมีแอลกอฮอล์ปริมาณที่เกินกว่ากฎหมายกำหนด ก็อาจต้องแจ้งด้วย แต่เสียชีวิตไปแล้วก็จะเป็นการสั่งไม่ฟ้องไป แต่ต้องแจ้งให้ครบ ตอนนี้รอผลตรวจแพทย์อยู่” รองผบช.น. กล่าว

 พล.ต.ต.อำนวย กล่าวต่อไปว่า ส่วนเจ้าของรถฮอนด้าซีวิค ก็ต้องตามตัวมาสอบปากคำ ซึ่งในส่วนนั้นจะเป็นการเก็บตก และอาจต้องดำเนินคดีด้วย เพราะมีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท ในข้อหายินยอมให้ผู้ไม่มีใบอนุญาตขับขี่นำรถไปใช้ในทางสาธารณะ ซึ่งพนักงานสอบสวนคงทราบแล้ว โดยเรื่องนี้พนักงานสอบสวนต้องตามอยู่แล้ว ได้ข่าวว่าเป็นรถเช่าซื้อ รถของบริษัท ไม่มีปัญหา โดยขณะนี้หลักฐานชัดเจนในการแจ้งข้อหาฝ่ายเดียว แต่รายละเอียดในสำนวนไม่สามารถเปิดเผยได้ และกรณีนี้ผู้ต้องหาเป็นเยาวชนต่ำกว่า 18 ปี ทางกฎหมายกำหนดให้ต้องสอบสวนต่อหน้า พนักงานอัยการ นักจิตวิทยา หรือนักสังคมสงเคราะห์ มีบุคคลที่เด็กร้องขอไม่ว่าจะเป็นบิดา มารดา หรือผู้ปกครอง และทนายความ หากเด็กไม่ได้จัดหามา เจ้าหน้าที่ก็ต้องจัดหา โดยร้องขอจากสภาทนายความ

 รอง ผบช.น. กล่าวต่อไปว่า ในวันนี้ผู้ต้องหาจะให้การหรือไม่ให้การก็เป็นสิทธิของผู้ต้องหา เพราะกระบวนการให้การของไทย ไม่ได้คาดหวังความร่วมมือของผู้ต้องหาและจำเลย เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน ที่จะพิสูจน์ความผิดและเอาคนผิดมาลงโทษเป็นระบบกล่าวหา ซึ่งต้องรวบรวมหลักฐานเพื่อเห็นว่าเขาทำผิดจริง ความประมาทเกิดจากฝ่ายใด ส่วนเขาจะให้การหรือไม่อยู่ที่เขา ต่างจากระบบไต่สวน ซึ่งมาแล้วบอกว่ายังไม่รับทราบข้อกล่าวหา ขอให้การในชั้นสอบสวนก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ

 “นอกจากนี้ถือว่าเป็นข่าวดี เพราะทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ตั้งชุดเพื่อมาดูแลคดีนี้ด้วย ทั้งในเรื่องค่าเสียหาย ค่าสินไหมทดแทน การเรียกร้องจากการเยียวยา โดยไม่ได้มาก้าวก่ายทางคดี วันนี้ก็จะสอบปากคำผู้ปกครอง หากไม่สอบวันนี้ ก็อาจสอบในวันต่อไป เพราะต้องสอบประกอบด้วย ประเด็นหนึ่งที่จะถามคือ ประสงค์ในการเจรจา การเยียวยา ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกับผู้เสียหายในครั้งนี้หรือไม่ หากประสงค์ชัดพนักงานสอบสอนก็ต้องจัดเวที ให้มีการเจราจาเรื่องนี้กัน แต่หากฝ่ายนี้ไม่ยอมพูดเรื่องค่าเสียหาย ผู้เสียหายก็ต้องไปกล่าวหาทางแพ่งต่อไป โดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตั้งทีมกฎหมายขึ้นมา ก็น่าจะมุ่งหวังในจุดนี้มากกว่า” รอง ผบช.น.กล่าว

 ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีนี้จะมีการแจ้งดำเนินคดีกับผู้ปกครองตามพ.ร.บ.คุ้มครองเด็กหรือไม่ พล.ต.ต.อำนวย กล่าวว่า คดีนี้เป็นความผิดโดยประมาท ไม่ใช่ความผิดโดยเจตนา หากเป็นความผิดอาญาทั่วไปที่ผู้ปกครอง พาลูกไปส่งหน้าผับ ไปเที่ยวผับ ยุยงส่งเสริมหรือยินยอมให้เด็กกระทำผิด แต่ในส่วนของความประมาทมันกำหนดไม่ได้ว่าจะเกิดหรือไม่เกิด อีกส่วนคือ ต้องสอบให้ได้ความว่ารถคันนี้เป็นของใคร ผู้ปกครองยุยงส่งเสริมมาให้ขับหรือไม่ หากชัดเจนว่าผู้ปกครองซื้อรถมาให้ขับ ตอนจะออกจากบ้านก็ถอยหลังรถออกไปให้ บอกว่าไปขับเลยลูก ไปชนใครก็ช่างมัน อย่างนั้นถือว่าใช่ แต่หากไม่ชัดเจนขนาดนั้น พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก ก็ต้องดูที่เจตนาด้วย เพราะเป็นความผิดอาญา หรือบอกว่าแม่หนูจะออกไปซิ่ง แม่บอกว่าไปเลยลูก ไปให้ชนะเขาก็อีกเรื่อง มันเป็นคนละกรณี เพราะนี้ถือว่าประมาท

 ส่วนการเปลี่ยนสถานที่รับทราบข้อกล่าวหามาที่ บช.น. แทน สน.วิภาวดี พล.ต.ต.อำนวย กล่าวว่า ไม่ทราบ ก็เห็นบอกว่าที่นี่สถานที่กว้างขวาง พนักงานสอบสวนเลยบอกให้มาที่นี่ หากไม่มาวันนี้ต้องมีเหตุผล หากไม่มีก็จะไปขอหมายจับ ศาลอาจจะให้หรือไม่ก็ได้หรือ อาจจะออกหมายเรียกอีกครั้งก็ได้

 ต่อมาเวลา 09.20 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.วัย 17 ปี  พร้อมบิดา  มารดา และคณะทนายความจำนวน 3 คน เดินทางโดยรถตู้สีขาว มาจอดที่ลานจอดรถ บริเวณโรงอาหารด้านหลัง บช.น. ก่อนเดินเข้าไปภายในห้องสอบสวน ซึ่งมี พล.ต.ต.อำนวย พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ รออยู่ โดยน.ส.วัย 17 ปี  สวมเสื้อชุดสีดำ แว่นตาดำ ประกบด้านซ้ายด้วยบิดา ส่วนด้านขวามารดาเดินประกบ โดยทั้งหมดมีสีหน้าเรียบเฉย แต่มารดามีสีหน้าค่อนข้างเคร่งเครียด เมื่อมาถึงก่อนทางเข้าห้องประชุม บรรดาสื่อมวลชนที่ปักหลักรออยู่ ทั้งโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และวิทยุ ประมาณ 100 คนต่างรุมถ่ายภาพ โดยไม่มีผู้ใดเอ่ยปากให้สัมภาษณ์แต่อย่างใด เมื่อเดินเข้าห้องประชุมแล้ว ทางพนักงานสอบสวนได้ปิดห้องทันที ก่อนจะนำป้าย “พื้นที่หวงห้าม” มาวางไว้ด้านหน้า เพื่อกันบรรดาสื่อมวลชนล่วงล้ำเข้าไปภายใน

 ขณะเดียวกันในช่วงเวลา 10.00 น.นายสุพจน์ จินันทุยา อายุ 65 ปี เป็นอาของนายภิญโญ จินันทุยา อายุ 34 ปี อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว พร้อมนางโทโมะโกะ นันโด ภรรยาผู้เสียชีวิต เดินทางมายัง บช.น. โดยนายสุพจน์ กล่าวว่า วันนี้เป็นเพียงการเดินทางมาสังเกตการณ์ทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในเรื่องการสอบปากคำ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ซึ่งการมาวันนี้ไม่ได้มาเพื่อเรียกร้องขอความธรรมใดๆทั้งสิ้น ซึ่งหากครอบครัวของผู้ต้องหาต้องการมาพูดคุยหลังสอบปากคำเสร็จ ตนก็ยังไม่พร้อมที่จะพูดคุยใด ๆ ทั้งสิ้น ส่วนสาเหตุที่นายภิญโญไม่ยอมซื้อรถนั้นเนื่องจากเงินเดือนไม่พอกับรายจ่าย จึงจำเป็นต้องโดยสารรถตู้ไปทำงานอีกทั้งยังเดินทางสะดวกด้วย

 กระทั่งเวลา 11.50 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ กันตัว น.ส.วัย 17 ปี  พร้อมด้วย บิดา มารดา เดินออกจากห้องประชุมปารุสกวัน 2 ท่ามกลางกองทัพสื่อมวลชนจำนวนมาก โดยต่างคนต่างพยายามเข้าให้ถึงตัวสาววัย 17 ให้มากที่สุด โดยสาวน้อยพูดเพียงสั้นๆว่า “หนูขอไปพูดที่สถานพินิจแล้วกันคะ ตอนนี้หนูขอไปก่อน เดี๋ยวไปพูดที่สถานพินิจ” เมื่อถามว่ามีอะไรจะพูดขอโทษหรือไม่เธอ พูดว่า “ ขอโทษค่ะ หนูเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น มันเป็นอุบัติเหตุ” จากนั้นได้เดินออกไปขึ้นรถหน้า บช.น.

 ภายหลังเสร็จสิ้นการสอบปากคำ พล.ต.ต.อำนวย ให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า ผู้ต้องหา ได้มาตามหมายเรียกแต่มาก่อนกำหนดที่นัดไว้ตอนเที่ยง โดยเธอแจ้งว่าสะดวกตั้งแต่ 09.30 น. มาพร้อมผู้ปกครอง และทีมทนายความ เพื่อมารับทราบข้อกล่าวหาให้เรียบร้อย และในการสอบปากคำเธอ ให้ความร่วมมือให้รายละเอียดพอสมควร ส่วนรายละเอียดในสำนวนพูดตรงนี้ไม่ได้ หลังสอบปากคำก็มีการพิมพ์มือเรียบร้อยก็ตกเป็นผู้ต้องหา จากนั้นนำตัวส่งสถานพินิจฯ เพราะคดีนี้ขึ้นศาลเด็กและเยาวชนกลาง เพราะผู้ต้องหาเพียง อายุ 16 ปี 6 เดือน ส่วนจะควบคุมตัว หรือปล่อยตัวชั่วคราวก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของสถานพินิจฯ เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เกี่ยวข้องเพราะไม่มีการจับกุมเพียงการมารับทราบข้อกล่าวหา

 ส่วนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพหรือไม่ พล.ต.ต.อำนวย กล่าวว่า ทางคดีไม่ขออนุญาตลงในรายละเอียด แต่ก็รับทราบข้อกล่าวหาทั้ง 2 ข้อหา และให้การรายละเอียดมาพอสมควรก็เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี ส่วนเจ้าของรถพนักงานสอบสวนจะนัดหมายมาสอบปากคำอีกครั้งซึ่งทราบว่ามีการนัดหมายเรียบร้อยแล้ว ส่วนกรณีมีข่าวว่าผู้ต้อง มีใบขับขี่สากล พล.ต.ต.อำนวย กล่าวว่า ยังไม่มีการนำมาแสดง

 พล.ต.ต.อำนวย กล่าวด้วยว่า เรื่องการเจรจาค่าเสียหาย ได้สอบถามผู้ปกครองและในชั้นพนักงานสอบสวนแล้วก็มีอำนาจหน้าที่ที่จะจัดให้มีการเจรจาค่าเสียหายในทางแพ่งไม่ว่าเรื่องการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ค่าเสียหาย รวมทั้งการเยียวยาคนเจ็บ ผู้เสียชีวิต และผู้เกี่ยวข้อง และทราบว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตั้งทีมกฎหมายขึ้นมาเพื่อดูแลในส่วนนี้ด้วย ทางผู้ปกครองของผู้ต้องหาก็ประสงค์ให้ตำรวจจัดให้มีการนัดเจรจาอีกครั้ง ส่วนจะเจรจาตกลงกันกี่ครั้งกี่คราว ได้ หรือไม่ได้เป็นเรื่องอนาคต ถ้าหากตกลงกันได้ด้วยดีอย่างสมานฉันท์ แต่ถ้าตกลงกันไม่ได้ก็เป็นหน้าที่ของทีมงานกฎหมายที่ทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตั้งขึ้นก็ต้องไปฟ้องร้องกันทางแพ่งต่อไป

 ผู้สื่อข่าวถามว่า ให้ความมั่นใจกับครอบครัวผู้เสียหายและผู้เสียชีวิตได้หรือไม่ เพราะกลัวไม่ได้รับความเป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ พล.ต.ต.อำนวย กล่าวว่า บอกตรงๆ ว่าไม่มีปัญหา ทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็ตั้งทีมกฎหมายขึ้นมา คดีก็ไม่ได้ลึกลับซับซ้อน มีทั้งวงจรปิด ประจักษ์พยานมีคนเห็นเหตุการณ์ที่ไม่ใช่ทั้งรถตู้ และไม่เกี่ยวกับรถของผู้ต้องหา ซึ่งเป็นคนนอกหรือคนกลาง โดยคดีนี้มีความชัดเจน ถึงกล้าแจ้งข้อหาผู้ต้องหาฝ่ายเดียว ในส่วนของรถตู้ไม่ได้แจ้งข้อหา ส่วนในทางคดีดูหลักฐานแล้วละเอียดรัดกุมโดยตั้งเป็นชุดพนักงานสอบสวนขึ้นมา

 ผู้สื่อขาวถามอีกว่าอยากฝากถึงผู้ปกครองอย่างไร พล.ต.ต.อำนวย กล่าวว่า เตือนอยู่เป็นประจำ เช่น ผู้ปกครองที่ปล่อยลูกให้มาแข่งรถ จยย.ซิ่ง ซึ่งเป็นความผิดชัดเจน แต่กรณีนี้ยังห่างเพราะเป็นความผิดโดยประมาท การที่เกณฑ์อายุที่จะสามารถขับรถได้นั้นคือดูวุฒิภาวะ ถ้าไม่มีใบขับขี่ผู้ปกครองก็ยังไม่ควร เนื่องจากความสามารถขับรถอาจจะมี แต่วุฒิภาวะยังขาด ก็จะเตือนเอาไว้ให้ระมัดระวัง

 ด้านพ.ต.ท.วิจิตร ด่านธำรงกูล พนักงานสอบสวน (สบ.3) งานศูนย์ควบคุมจราจรวิภาวดีรังสิต ทางพิเศษ กก.2 บก.จร. เปิดเผยว่า หากสาววัย 17 ปี เดินทางมาพบ ทางพนักงานสอบสวนก็จะสอบปากคำ และแจ้ง 2 ข้อหาคือ ข้อหาขับรถประมาทเป็นเหตุทำให้ทรัพย์สินเสียหาย มีคนบาดเจ็บ และเสียชีวิต และข้อหาขับรถโดยไม่มีใบอนุญาติขับขี่ หลังจากนั้นก็จะส่งตัวไปยังสถานพินิจฯ ถนนแจ้งวัฒนะ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป ส่วนการประกันตัวนั้น ขึ้นอยู่กับทางสถานพินิจ จะเป็นผู้กำหนดว่าจะให้ประกันหรือไม่

กรมพินิจฯไม่มีอำนาจควบคุมตัวสาว17ปี

 นายธวัชชัย ไทยเขียว อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กล่าวว่า คดีดังกล่าวเยาวชนผู้ก่อเหตุได้เข้ามอบตัวเอง พนักงานสอบสวนและสถานพินิจฯจึงไม่มีอำนาจควบคุมตัวตามกฎหมาย ซึ่งขั้นตอนเมื่อพนักงานสอบสวนนำเยาวชนมาบ้านเมตตาก็ต้องดำเนินการเหมือนคดีทั่วไป คือ ถ่ายภาพ พิมพ์ลายนิ้วมือ ทำการสืบเสาะและพินิจโดยพนักงานคุมประพฤติ ด้วยการสอบปากคำเบื้องต้นเกี่ยวกับพฤติการณ์การกระทำความผิด นิสัยความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สภาพแวดล้อม การอบรมสั่งสอน ฐานะความเป็นอยู่ พร้อมทั้งตรวจสุขภาพกายและจิต เพื่อทำความเห็นรายงานต่อศาลเยาวชนและครอบครัวว่าวิธีการที่เหมาะสมกับเยาวชนรายนี้ควรเป็นอย่างไร ภายใน 30 วัน แต่ดุลยพินิจสุดท้ายอยู่ที่ศาลเยาวชนและครอบครัวจะพิจารณา

 นายธวัชชัย กล่าวอีกว่า หากการดำเนินการไม่แล้วเสร็จภายในวันเดียว พนักงานคุมประพฤติก็จะออกใบนัดให้มาพบพนักงานคุมประพฤติ นักจิตวิทยา และนักสังคมสงเคราะห์ตามกำหนดเวลาจนกว่าจะแล้วเสร็จ ปกติคดีเด็กและเยาวชนจะคำนึงถึงการศึกษา อนาคตและสวัสดิภาพของเด็กและเยาวชนมากกว่าโทษ ไม่คำนึงถึงกระแสสังคม ส่วนการชดเชยหรือชดใช้ทางแพ่งก็เป็นอีกกรณีที่ผู้เสียหายสามารถดำเนินการได้ตามกฏหมายอื่นอยู่แล้ว

 อย่างไรก็ตาม กรณีนี้เนื่องจากเยาวชนยังไม่มีใบอนุญาตขับขี่ฯ ผู้ที่อนุญาตให้เยาวชนรายนี้ใช้รถยนต์ ก็ควรรับผิดชอบ ซึ่งพนักงานสอบสวนควรแจ้งข้อกล่าวให้ในฐานะเป็นผู้ให้การสนับสนุนหรือส่งเสริมให้เยาวชนประพฤติตนไปในทางเสียหาย หรือ กระทำความผิดตามมาตรา 26(3) ของ พ.ร.บฺ.คุ้มครองเด็กฯต่อไป โดยคดีดังกล่าวควรเป็นอุทาหรณ์สำหรับเยาวชนทั่วไปว่า ก่อนจะทำอะไรต้องคิดถึงผลกระทบให้รอบด้านเสียก่อน เพราะหากเกิดความเสียหายขึ้นมาแล้ว มิใช่เฉพาะกันตนเองและครอบครัวเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อบุคคลและครอบครัวอื่นๆอย่างประมาณค่ามิได้ และที่สำคัญตัวน้องที่ก้าวพลาดกระทำความผิดในครั้งนี้ จะมีแผลเป็นทางใจติดตัวไปชั่วชีวิต จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพบนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ให้ความช่วยเหลือ ไม่ควรปล่อยให้เวลาเป็นเครื่องรักษา และในระยะนี้ไม่ควรให้น้องเขาอยู่คนเดียว ในที่นี้รวมไปถึงญาติผู้เสียหายก็ควรมีองค์กรที่เกี่ยวข้องเข้าไปดูอย่างใกล้ชิดเช่นกัน

ทั้งนี้เวลา 12.15 น. ที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนกรุงเทพฯ พนักงานสอบสวนนำตัวน.ส.วัย 17 ปี มาส่งตัวที่สถานพินิจฯ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนในส่วนของกรมพินิจฯ โดยนางทัศนาวไล ไกรนรา ผอ.สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนกรุงเทพฯ กล่าวว่า พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาเยาวชนรายดังกล่าวไปแล้ว โดยเป็นการเดินทางเข้าไปมอบตัว ดังนั้นตามขั้นตอนแล้วกรณีมอบตัวสถานพินิจฯไม่มีอำนาจควบคุมตัว แต่ต้องดำเนินการในส่วนที่รับผิดชอบอื่น ๆ เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหายังเป็นเยาวชนนั้นคือ การมอบหมายให้เจ้าหน้าที่กรมคุมประพฤติสอบปากคำทั้งตัวเยาวชนผู้กระทำผิดและผู้ปกครองให้เสร็จสิ้นภายในวันนี้( 5 ม.ค.) แต่หากไม่เสร็จก็จะเรียกมาสอบปากคำเพิ่มเติม โดยการสอบปากคำจะมีการสอบถามเรื่องความประพฤติ สภาพแวดล้อม พฤติการณ์คดี ร่วมกับนักจิตวิทยา หลังจากนั้นก็จะส่งเจ้าหน้าที่ไปสืบเสาะและหาข้อเท็จจริงจากญาติและผู้ปกครองที่บ้านทั้งในส่วนของญาติผู้กระทำผิดและญาติผู้เสียหาย

 นางทัศนาวไล กล่าวอีกว่า หลังจากรวบรวมข้อเท็จจริงเสร็จสิ้นแล้วกรมพินิจฯจะส่งข้อมูลให้พนักงานสอบสวน แต่จะไม่มีการให้ความเห็นใด ๆ เพื่อให้พนักงานสอบสวนส่งสำนวนคดีให้พนักงานอัยการส่งฟ้องศาลเยาวชนและครอบครัว จากนั้นศาลเยาวชนจะส่งสำเนาคำฟ้องกลับมายังสถานพินิจฯ สถานพินิจฯจึงจะเสนอรายงานประมวลข้อเท็จจริงส่งศาลเพื่อพิจารณาคดีต่อไป สำหรับกระบวนการทั้งหมดจะต้องเสร็จสิ้นภายในระยะเวลา 30 วัน แต่ไม่เกิน 90 วัน นับตั้งแต่วันที่กระทำผิด อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นความเสียหายครั้งใหญ่ อีกทั้งผู้เสียหายเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม ดังนั้น หากญาติผู้เสียหายก็สามารถเป็นโจทย์ร่วมกับอัยการในการฟ้องคดี หรือสามารถยื่นคำร้องต่อ ผอ.สถานพินิจฯเพื่อขอยื่นฟ้องเอง และสามารถเรียกค่าเสียหายทางแพ่งได้

 ทั้งนี้คดีดังกล่าวมีอัตราโทษ 7 ปี แต่ผู้ต้องหาเป็นเยาวชนและได้มอบตัว หลังจากเจ้าหน้าที่กรมพินิจฯสอบปากคำเสร็จสิ้นแล้วก็จะไม่มีการควบคุมตัว สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ ยกเว้น ทางเจ้าหน้าที่ต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมก็จะนัดเป็นรายครั้ง

 ด้านนางนงภรณ์ รุ่งเพชรวงศ์ ผอ.กองสิทธิและเสรีภาพ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กล่าวว่า พร้อมจะให้ความเป็นธรรมเกี่ยวกับการใช้สิทธิของผู้เสียหายในคดีดังกล่าว ทั้งเรื่องการจัดหาทนายความและการจ่ายค่าชดเชยผู้เสียหายในคดีอาญา โดยผู้เสียหายสามารถยื่นคำร้องขอความเป็นธรรมได้อย่างเต็มที่

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในขั้นตอนการดำเนินการของสถานพินิจฯ ได้มีเจ้าหน้าที่จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ(ป.ป.ท.)ส่งเจ้าหน้าที่เข้าสังเกตการณ์ทำงาน ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้กำชับดำเนินกระบวนยุติธรรมอย่างโปร่งใส

แม่น.ส.วัย17ปีเผยลูกไม่มีใบขับขี่ทั้งในและนอก

 ภายหลังใช้เวลาสอบปากคำนานเกือบ 5 ชั่วโมง มารดาของนางสาววัย 17 ปี เปิดเผยว่า ตนและลูกสาวยังรู้สึกเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หากเป็นไปได้ก็พร้อมจะเดินทางไปเยี่ยมผู้เสียหายทุกคน อย่างไรก็ตาม ลูกสาวของตนมีโรคประจำตัวต้องกินยาเป็นประจำดังนั้นคงไม่สามารถเดินทางไปต่างประเทศได้ ส่วนเรื่องใบขับขี่นั้น ยอมรับว่าลูกสาวตนไม่มีทั้งใบขับขี่ของประเทศไทยหรือใบขับขี่ของต่างประเทศ  

 เมื่อถามว่าลูกสาวได้ให้ปากคำอย่างไรกับเจ้าหน้าที่กรมพินิจฯบ้าง มารดาของนางสาววัย 17 ปีปฏิเสธที่จะพูดถึงในรายละเอียดพร้อมย้ำว่ารู้สึกเสียใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้น  และชี้แจงถึงกรณีที่ไม่ได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบตั้งแต่แรกว่าเป็นเพราะลูกสาวยังรู้สึกช็อคต่อเหตุการณ์และได้รับบาดเจ็บ   ส่วนเรื่องการบวชชีนั้นคงต้องหารือกันอีกครั้ง

 นางลัดดาวัลย์ กล่าวต่อว่า ลูกสาวของตนคงต้องเรียนต่อในประเทศ เนื่องจากมีโรคประจำตัวไม่สะดวกที่จะนั่งเครื่องบินไปต่างประเทศได้   ส่วนเรื่องการยืมรถเพื่อนมาขับนั้น   ตนไม่ทราบเรื่อง
 
 ด้านนายพิทยา ปักเข็ม ทนายความ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่คุมประพฤติและเจ้าที่สังคมสงเคราะห์ได้สอบปากคำเยาวชนที่กระทำผิดและผู้ปกครอง   ซึ่งในส่วนของเด็กนั้นเบื้องต้นรู้สึกเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สภาพจิตใจไม่รู้ว่าเป็นยังไง แต่สภาพร่างกายดีขึ้นแล้ว   หลังจากนี้ก็มีโปรแกรมไปบวชชี   แต่ยังไม่กำหนดวัน-เวลา และสถานที่ ส่วนเรื่องคดีความเป็นหน้าที่ของนักงานสอบสวน   โดยในวันนี้( 5 ม.ค.) น้องยังไม่พร้อมจะพูดกับสื่อมวลชนและสังคม   คาดว่าต้องให้เวลาอีกสักระยะ   ส่วนเรื่องใบขับขี่ตนยังไม่ได้สอบถามในรายละเอียด   จากนี้คงต้องรอให้เสร็จสิ้นกระบวนการสอบปากคำก่อนจึงค่อยหารือในรายละเอียดต่อไป

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังเสร็จสิ้นการสอบปากคำ สาวซีวิคพร้อมมารดาพยายามหลบเลี่ยงสื่อมวลชน   โดยนางสาว 17 ปีถูกพาตัวออกไปขึ้นรถซึ่งจอดคอยอยู่ด้านหน้าสถานพินิจฯ ในขณะที่มารดาเป็นผู้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนด้วยสีหน้าเคร่งเครียด