ข่าว

ศุลกากรเดินหน้าเร่งแก้กฎหมายเพิ่มขีดแข่งขันจูงใจต่างชาติลงทุน

ศุลกากรเดินหน้าเร่งแก้กฎหมายเพิ่มขีดแข่งขันจูงใจต่างชาติลงทุน

04 ม.ค. 2554

กรมศุลกากรภายใต้การนำของอธิบดีคนใหม่ประกาศเดินหน้าลดอุปสรรคการส่งออก-นำเข้าเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการในการเพิ่มความคล่องตัวทำธุรกิจ เพื่อรักษาตำแหน่งอำนวยความสะดวกเบอร์ 3 ของเอเชีย รองจากสิงคโปร์และฮ่องกง

พร้อมทั้งตั้งเป้าภายในปี 2555 จะเปลี่ยนมาใช้ระบบไร้เอกสารทุกขั้นตอน 100% พร้อมเดินหน้าเร่งแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันสินค้า 3 พันรายการ โดยการตั้งคณะกรรมการอุทธรณ์คดีลดระยะเวลาฟ้องร้องให้สั้นลง

 นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า กรมศุลกากรได้หารือร่วมกับภาคเอกชนทั้งสภาหอการค้าไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาและอุปสรรคการส่งออกและนำเข้าของผู้ประกอบการไทยรวมทั้งดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศให้มาใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออก ซึ่งเป็นหน้าที่หลักของกรมศุลกากรในการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการจากนี้ไปหลังจากที่บทบาทในการจัดเก็บภาษีจะลดลงต่อเนื่องจากข้อตกลงทางการค้าต่างๆ

 อธิบดีกรมศุลฯ ยอมรับว่า ขั้นตอนการดำเนินการส่งออกและนำเข้าสินค้าในปัจจุบันบางขั้นตอนยังมีความซ้ำซ้อน แม้ว่ากรมจะพยายามแก้ไขปัญหาให้ผู้ประกอบการมีความคล่องตัวมากขึ้นโดยพัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์นำร่องในพิธีการนำเข้าส่งออก แต่ในปี 2555 นั้นจะสามารถเชื่อมโยงการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ครบ 100% ทุกขั้นตอนการดำเนินงานและจะใช้งบประมาณอีก 300 ล้านบาทเพื่อตั้งศูนย์สำรองข้อมูลหากฐานข้อมูลหลักของกรมล่มจะได้สามารถให้บริการผู้ส่งออกได้ตลอด 24 ชั่วโมงจึงเชื่อว่าจะสามารถให้บริการภาคเอกชนได้เต็มที่

 “หน้าที่หลักของเราเปลี่ยนจากการเก็บภาษีมาเป็นการอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการ ดังนั้นเราต้องปรับปรุงการให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาให้บริการลดความซ้ำซ้อน ซึ่งเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคเอเชียขณะนี้เราอยู่ในอันดับ 3 รองจากสิงคโปร์และฮ่องกงเท่านั้นและหากจะแซงทั้งสองประเทศยอมรับว่าเป็นเรื่องยาก แต่กรมศุลฯ จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะจูงใจให้ต่างชาติหันมาลงทุนในไทยมากขึ้น” นายประสงค์กล่าว

 นายประสงค์กล่าวว่า สำหรับการแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมสำหรับผู้ประกอบการนั้น กรมได้แก้ไขปัญหาการตีความสินค้า 22 รายการที่มีความลักลั่นในการตีความว่าให้ใช้สำหรับเป็นสินค้าในครัวเรือนหรือเพื่ออุตสาหกรรม โดยมีเป้าหมายเพื่อให้สามารถแข่งขันกับต่างชาติได้ และลดข้อพิพาทกับผู้ประกอบการ ส่วนสินค้าอีก 3 พันรายการอยู่ระหว่างแก้ไขกฎระเบียบต่างๆ ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการได้ภายในต้นปี 54

 อย่างไรก็ตาม หลังจากที่มีการเปิดเขตการค้าเสรีระหว่างอาเซียน จีน ญี่ปุ่นและออสเตรเลียนั้น เริ่มมีผู้ประกอบการใช้สิทธิแล้วประมาณ 20% คาดว่าในปี 2558 จะใช้สิทธิเต็มจำนวน แต่กรมก็จะเข้มงวดในการตรวจสอบการสวมสิทธิใช้ถิ่นกำเนิดมากขึ้นและพยายามหามาตรการจูงใจให้ผู้ประกอบการที่ต้องการใช้สิทธิเข้ามาลงทุนตั้งฐานการผลิตในไทยเพื่อส่งออกไปยังประเทศคู่ค้าที่มีการเปิดเสรีการค้ากับไทยแทน

 “ที่ผ่านมาถือว่าเราพยายามเต็มที่ในการอำนวยความสะดวกและสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ประกอบการทุกรายเพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนในประเทศ รายล่าสุดบีเอ็มดับเบิลยูที่มีฐานการผลิตรถยนต์ทั้งในไทยและมาเลเซียก็ประกาศออกมาชัดเจนแล้วว่าจะขยายการผลิตในไทยเพื่อใช้เป็นฐานการส่งออกไปทั่วโลกโดยระบุว่าเราปฏิบัติต่อเขาอย่างเป็นธรรม รวมทั้งบรรยากาศการลงทุนและแรงจูงใจในการลงทุนที่ดี”

 ส่วนในด้านการปราบปรามตามระเบียบของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(ก.พ.) ทำให้กรมศุลกากรมีข้อจำกัดในการรับบุคลากรเพิ่ม จึงต้องใช้วิธีทำงานร่วมกับทั้งทหาร ตำรวจ รวมถึงประชาชนในพื้นที่ตามแนวชายแดนกว่า 5 พันกิโลเมตรที่เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง ทำงานด้านการข่าวซึ่งเงินสินบนนำจับส่วนหนึ่งก็นำมาลงทุนเพื่อปกป้องการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายเหล่านี้

 นายประสงค์กล่าวด้วยว่า ปัญหาเรื่องข้อพิพาทระหว่างผู้ประกอบการและกรมศุลกากรที่มีคั่งค้างอยู่เป็นจำนวนมากขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอแก้กฎหมายพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) กรมศุลกากรเพิ่มเติมในหมวดของการอุทธรณ์จากเดิมที่ให้อธิบดีกรมศุลกากรเป็นประธานทุกคดี เป็นให้รองอธิบดีแต่ละฝ่ายรับผิดชอบทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการชุดนั้นๆ โดยไม่ต้องขึ้นตรงต่ออธิบดีเหมือนในอดีต ส่วนของระยะเวลาการยื่นอุทธรณ์จะกำหนดกรอบให้สิ้นสุดภายใน 150 วันถ้าครบกำหนดแล้วไม่สามารถยอมความกันก็ขยายกรอบเวลาออกไปอีก 150 วัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ภาคเอกชนเห็นด้วย เพื่อให้บุคลากรมีเวลามาทำงานด้านการอำนวยความสะดวกมากขึ้น