
โจรใต้วางบึ้มทหารเจาะไอร้องเจ็บ3นาย
คนร้ายลอบวางระเบิดแสวงเครื่องหนัก 5 กิโลกรัม ขณะทหารลาดตระเวนเส้นทางรถไฟ ในอ.เจาะไอร้อง ทหารสาหัส 3 นาย คนร้ายหนีไปได้ รองนายกฯมั่นคงเผยรัฐพร้อมทะยอยยกเลิกพรก.ใต้เพิ่ม ระบุเป็นความต้องการนายกฯ
(3มกราคม) เมื่อเวลา 06.55 น.พ.ต.อ. สุธน สุขวิเศษ ผกก.สภ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส รับแจ้งเหตุคนร้ายจุดชนวนระเบิดแล้วยิงถล่มซ้ำเจ้าหน้าที่ทหารดักสังกัด ร้อย ร.15114 ฉก.นราธิวาส 31 บนถนนสายเจาะไอร้อง-ป่าไผ่ ช่วงบริเวณบ้านลูโบ๊ะเยาะ ม.7 ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารได้รับบาดเจ็บ 3 นาย จึงสั่งระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารฝ่ายปกครอง รุดเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุร่วมกับ พ.ต.อ. อภิรัฐ สังข์ขาว รอง ผบก.ภ.จ.นราธิวาส พ.ต.ท. จันที แจ่มจันทร์ หน.กองพิสูจน์หลักฐาน จ.นราธิวาส และเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด นปพ.จ.นราธิวาส
เมื่อถึงที่เกิดเหตุ พบรถ จยย. สีบรอนส์ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนล้มตะแคงอยู่ริมถนน โดยเฉพาะป่ารกทึบฝั่งตรงข้าม ซึ่งเป็นต้นสาเกขนาดใหญ่ใต้โคนมีหลุมลึก 2 ฟุต กว้าง 4 ฟุต และมีเศษซากชิ้นส่วนของระเบิดแสวงเครื่องที่คนร้ายประกอบใส่ไว้ในกล่องเหล็ก หนัก 5 ก.ก. จุดชนวนด้วยโทรศัพท์มือถือ ตกกระจายเกลื่อนพื้นถนนและพงหญ้ารกทึบริมทาง
ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บเพื่อนทหารได้นำตัวส่งรักษาโรงพยาบาลเจาะไอร้องไปก่อนหน้าแล้ว ทราบชื่อ คือ 1. ส.ท. วัชรศักดิ์ คงศิลป์ อายุ 27 ปี หัวหน้าชุด ถูกกสะเก็ดระเบิดที่บริเวณลำคอ 2. พลทหารสการียา แดเมาะ อายุ 22 ปี ถูกสะเก็ดระเบิดที่บริเวณแขนและข้อเท้าขวา 3. พลทหารซำรี บือราเฮง อายุ 23 ปี ถูกสะเก็ดระเบิดที่บริเวณแขนขวา เจ้าหน้าที่จึงได้เก็บรวบรวมหลักในที่เกิดเหตุ
จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ ส.ท.วัชรศักดิ์ หัวหน้าชุดได้นำกำลัง 6 นาย ขี่รถ จยย.3 คัน ออกจากฐานเพื่อเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ รปภ.สถานีรถไฟเจาะไอร้อง เมื่อถึงที่เกิดเหตุได้มีคนร้ายไม่ทราบจำนวนแฝงตัวอยู่ในป่ารกทึบริมทาง ได้ใช้โทรศัพท์มือถือจุดชนวนระเบิดที่นำไปวางไว้ใต้โคนต้นสาเก จนเกิดระเบิดขึ้นเสียงดังสนั่นหวั่น ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารได้รับบาดเจ็บ แล้วกลุ่มคนร้ายได้ใช้อาวุธปืนสงคราม อา.ก้า.และเอ็ม.16 ยิงถล่มซ้ำใส่เจ้าหน้าที่ จนทั้ง 2 ฝ่ายได้เปิดฉากยิงปะทะกันเป็นละลอกๆนาน 5 นาที เมื่อกลุ่มคนร้ายเห็นเจข้าหน้าที่เข้าสนับสนุน จึงได้อาศัยความชำนาญล่าถอยไป
ผวจ.นราฯเล็งประสานเอกชนคุมสัญญาณมือถือ
นายธนน เวชกรกานนท์ ผวจ.นราธิวาส เปิดเผยว่า ในส่วนของการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีกรอบการปฎิบัติที่ชัดเจนอยู่แล้ว โดยเฉพาะการประสานขอความร่วมมือในการตัดสัญญาณโทรศัพท์มือถือกรณีที่มีการเก็บกู้วัตถุระเบิดในแต่ละครั้ง แต่เนื่องจากบางกรณีการเก็บก้วัตถุระเบิดในจุดที่มีความแรงของคลื่นสัญญาณที่มีกำลังส่งแรงส่งมากนั้นก็เป็นเรื่องที่อาจต้องใช้อุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูง เช่น จากเครื่องที่ตัดสัญญาณกำลัง 50 วัตต์ เพิ่มเป็น100 วัตต์ เพื่อให้ระบบการตัดสัญญาณมีประสิทธิภาพสูงสุด
"การตัดสัญญาณมือถือที่ต้องใช้เวลานานๆสามารถดำเนินการได้หากมีการประสานขอความร่วมมือกันอย่างชัดเจน เนื่องจากทุกภาคส่วนในพื้นที่ได้มีการประสานขอความร่วมมือและทุกภาส่วนก็พร้อมให้ความร่วมมือเต็มที่ ดังนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้ยังไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าทั้งหมดเกิดขึ้นจากสาเหตุใดกันแน่" นายธนน กล่าว
“สุเทพ”เผยพร้อมทะยอยยกเลิกพรก.ใต้เพิ่ม
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง กล่าวถึงนโยบายความมั่นคงเกี่ยวกับปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในปี 2554 คาดหวังว่าจะยกเลิกพ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เพิ่มเติมอีกหรือไม่ว่า ได้แน่นอน นายกรัฐมนตรีต้องการที่จะทะยอยยกเลิกพื้นที่ที่มีการประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินไป
ผู้นำมุสลิมแดนใต้ชี้7ปีไฟใต้ส่อเดือด
นายนิมุ มะกาเจ ประธานสภาเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ จ.ยะลา และอดีตรองประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดยะลา เปิดเผยว่าสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ในขณะนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ไม่น่าไว้วางใจ เนื่องจากคนร้ายยังคงสามารถเคลื่อนไหวก่อเหตุด้วยวัตถุระเบิดอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะที่จังหวัดนราธิวาส ทำให้แนวโน้มของทิศทางการกไขปัญหาในปีที่7 นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์คนร้ายปล้นปืนตั้งแต่4 มกราคม 54 เป็นไปอย่างยากลำบากมากขึ้น
โดยตลอดหลายปีที่ผ่านมาในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เห็นได้ชัดเจนว่าภาครัฐได้พยายามทุ่มเทสรรพกำลัง และงบประมาณจำนวนมหาศาลเพื่อคลี่คลายสถานการณ์แต่ปัญหากลับไม่ได้เป็นไปตามที่ประชาชนหรือคนในพื้นที่คาดหวัง อีกทั้งบางช่วงบางเวลาสถานการณ์กลับรุนแรงขึ้นจนน่าเป็นห่วง ดังนั้นในปี2554 จึงอยากให้รัฐและผู้เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาได้ทบทวนจุดอ่อน หรือจุดบกพร่องเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงแก่ไขเพื่อให้การสูญเสียทั้งชีวิต และทรัพย์สินของผู้คนในพื้นที่แห่งนี้ลดจำนวนลงจากที่ผ่านมาให้มากที่สุด
ประธานสภาเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ จ.ยะลา กล่าวต่อว่า สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การแก้ไขปัญหาในพื้นที่ชายแดนภาคใต้เป็นไปในทิศทางบวกนั่นคือการสร้างเอกภาพในการทำงานของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย และทุกภาคส่วน ให้เกิดเป็นรูปธรรมมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ เนื่องจากที่ผ่านมามีเพียงนโยบายการทำงานร่วมกันของหน่วยงานระบนเท่านั้นที่มีความชัดเจน แต่ในทางปฏิบัติในระดับพื้นที่ยังมีช่องว่างในในเรื่องเอกภาพการปฏิบัติหน้าที่ร่วมกันอยู่พอสมควร
“หากทุกหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นพลเรือน ตำรวจ และทหาร หากกระชับงานด้านความเป็นเอกภาพให้เป็นหนึ่งเดียวได้มากขึ้นเท่าไหร่ก็จะเป็นผลต่อทิศทางบวกในการแก้ไขปัญหามากขึ้นเท่านั้น เนื่องจากกระบวนการขับเคลื่อนเพื่อสร้างสันติสุขในชายแดนภาคใต้จับเป็นต้องผสานความร่วมมือให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันทุกฝ่าย”ประธานสภาเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ จ.ยะลา กล่าว



