
หวัง"บาทแข็ง"ลดผลกระทบน้ำมันพุ่ง
ราคาน้ำมันในปี 2554 ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตาดู โดยรายงานของบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า คาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบจะยังคงผันผวน และมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 85 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ปรับสูงขึ้นจากราคาเฉลี่ยที่ประมาณ 78 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในปี 2553 เนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันของโลกมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นตามเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัว ซึ่งส่งผลให้ปริมาณน้ำมันคงคลังทั่วโลกที่อยู่ในระดับสูงมาตลอดนับจากปี 2552 ปรับลดลง
ประกอบกับกลุ่มโอเปกจะยังคงควบคุมปริมาณการผลิตน้ำมันดิบ เพื่อรักษาสมดุลของตลาดและระดับราคาน้ำมันไว้ โดยปัจจัยเสี่ยงในด้านต่างๆ ได้แก่ การเคลื่อนย้ายเงินลงทุน ปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ กฎหมายและระเบียบข้อบังคับต่างๆ ที่เข้มงวดมากขึ้น รวมทั้งฤดูกาลและภัยธรรมชาติ ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันในปี 2554 ปรับเพิ่มสูงขึ้นและมีความผันผวนต่อเนื่อง
สอดคล้องกับความเห็นของหน่วยวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมันของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่คาดการณ์ว่า ทิศทางราคาน้ำมันในปี 2554 จะเพิ่มสูงขึ้นหรือราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยจะอยู่ในระดับ 83 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากปีนี้ราคาเฉลี่ย 77 ดอลลาร์สหรัฐ และมีโอกาสที่ราคาจะขึ้นไปแตะที่ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงสั้นๆ กรณีที่มีปัจจัยอื่นที่ไม่คาดคิด หรือเกิดเหตุการณ์ที่รุนแรงกว่าที่คาดไว้ เช่น ภัยธรรมชาติ หรือสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นส่วนตัว ที่ประเมินว่าจะอยู่ในระดับ 80-90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่จากผลของค่าเงินที่คาดว่าจะยังแข็งค่าต่อเนื่อง จะส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศไทยอยู่ในระดับใกล้เคียงปีนี้ หรือประมาณ 30 บาทต่อลิตร
สำหรับปัจจัยที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยในปี 2554 อยู่ในระดับสูงขึ้นกว่าปีนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อความต้องการใช้น้ำมันที่จะปรับเพิ่มขึ้น โดยความต้องการที่เพิ่มขึ้นกว่าครึ่งหนึ่งมาจากภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะจีน และอินเดีย นอกจากนี้ ปัจจัยที่จะส่งผลให้ราคาน้ำมันมีความผันผวน จะมาจากการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนมาในตลาดน้ำมัน ในช่วงที่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าตลาดทุนอื่นๆ รวมถึงฤดูกาลที่ผันแปร
ด้านนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ราคาน้ำมันดิบที่มีการคาดการณ์ในปี 2554 จะเฉลี่ยอยู่ที่ 83 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งสูงกว่าปีนี้ แต่จะเป็นระดับที่ไม่ส่งผลกระทบต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจมากนัก เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นประมาณ 5% เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐในปีหน้า ซึ่งแต่ละธุรกิจควรจะต้องติดตาม และมีวิธีที่จะบริหารความเสี่ยง ในปัจจัยที่อาจจะทำให้ราคามีความผันผวน



