
ดันประชาวิวัฒน์รับความเสี่ยงปี54กังวล"บาทผันผวน-ศก.คู่ค้าไม่ฟื้น"
เศรษฐกิจไทยปี 2553 สามารถฝ่ามรสุมต่างๆ มาได้ จนอัตราการเติบโตสามารถไต่ระดับขึ้นไปได้สูงถึง 7.5-8% ซึ่งขึ้นอยู่กับการประเมินของแต่ละหน่วยงาน เช่น สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
มองว่าจีดีพีของไทยมีโอกาสเติบโตถึง 8% ขณะที่กระทรวงการคลังมองว่าน่าจะขยายตัวได้ถึง 7.8% หลังจากพบว่าตัวเลขการส่งออกและปัญหาค่าเงินบาท รวมถึงสถานการณ์น้ำท่วมอย่างรุนแรงในหลายจังหวัดไม่ได้ส่งผลกระทบรุนแรงอย่างที่คิด
หากมองย้อนไปปี 2553 จะเห็นว่าเศรษฐกิจไทย แม้จะต้องเผชิญกับปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจและการเงินโลก รวมทั้งโดนวิกฤติการทางการเมืองในประเทศช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ขย่มซ้ำ ทำให้ช่วงเวลานั้นเกิดการหยุดชะงักด้านเศรษฐกิจการลงทุนไประยะหนึ่ง แต่ถือว่ารัฐบาลและภาคเอกชนก็สามารถแก้ปัญหาได้เร็ว จนทำให้กำลังซื้อฟื้นกลับคืนมาและสามารถดึงความเชื่อมั่นนักลงทุนกลับมาได้
จนกระทั่งปลายปี 2553 ประเทศไทยต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมครั้งรุนแรงที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจไม่น้อย ขณะที่ความเสี่ยงจากภายนอกก็ยังรุมเร้า ทั้งปัญหาเงินไหลจนกดดันให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องและเร็วเกินกว่าที่ผู้ประกอบการจะปรับตัวทัน แต่การผลักดันมาตรการต่างๆ ของภาครัฐที่ทยอยออกมาทั้งการลดภาระค่าครองชีพ การให้ธนาคารของรัฐปล่อยกู้ช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และอีกหลายมาตรการทำให้จีดีพีปี 2553 เติบโตแบบก้าวกระโดดหากเทียบกับปีก่อน
อย่างไรก็ตาม ในปี 2554 หลายฝ่ายมีความกังวลว่าเศรษฐกิจไทยจะชะลอตัวลง หลายสำนักด้านเศรษฐกิจคาดการณ์ว่า จีดีพีของไทยจะขยายตัวเพียง 3.5-5% เพราะขาดแรงขับเคลื่อนจากภาครัฐ ส่วนหนึ่งเพราะโครงการไทยเข้มแข็งที่หมดไปตั้งแต่ปี 2553 โดยคาดหวังว่าการลงทุนภาคเอกชนจะเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญ เพราะการส่งออกจะไม่ใช่พระเอกเหมือนปี 2553 เนื่องจากยังมีความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกและปัญหาค่าเงินบาทที่คาดว่าจะยังคงแข็งค่าอย่างต่อเนื่องตราบใดที่ปัญหาของสหรัฐยังไม่จบสิ้น แต่ภาครัฐก็ยังมองในแง่ดีกว่ายังมีการขยายตัวได้ในระดับปกติตามพื้นฐานเศรษฐกิจไทยและจะเป็นการปรับเข้าสู่จุดสมดุลมากขึ้น
คลังพร้อมตั้งรับความเสี่ยงปี54
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยอมรับว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2554 จะชะลอลงเมื่อเทียบกับปี 2553 แต่น่าจะยังเติบโตได้อย่างน่าพอใจที่ระดับ 4% จึงไม่น่ากังวลมากนัก และไม่ได้ถือว่าเศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาลง แต่ไทยยังต้องพึ่งพาต่างประเทศมาก ดังนั้น จึงต้องติดตามดูเศรษฐกิจคู่ค้าสำคัญ ซึ่งยอมรับว่าแนวโน้มยังเติบโตไม่ดีนัก
“เชื่อว่าเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยสามารถรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจปี 2554 ได้ เนื่องจากหนี้สาธารณะอยู่ในระดับต่ำที่ 43% เงินสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง และเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ และการว่างงานก็เพียง 1%” รมว.คลังยืนยัน
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าในปี 2554 มีความเสี่ยงสำคัญคือ เศรษฐกิจต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศใหญ่ๆ อย่างจีนว่าจะรักษาระดับการเติบโตไว้ได้หรือไม่ เพราะขณะนี้เริ่มมีอัตราเงินเฟ้อเริ่มมีแนวโน้มสูงขึ้น ค่าครองชีพสูงจนต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในประเทศ ซึ่งอาจจะกระทบกับการสั่งซื้อสินค้าจากไทยตามไปด้วย นอกจากนี้ ปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐ-ยุโรปทำให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าไทยเปลี่ยนไปจากที่เป็นชาวยุโรปและอเมริกัน เป็นชาติเอเชียมากขึ้นทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวลดลง ซึ่งส่วนนี้ภาคเอกชนก็ต้องปรับตัว โดยเข้าใจว่าภาคเอกชนน่าจะเตรียมพร้อมอยู่แล้ว
ขณะที่ปัญหาความผันผวนของค่าเงินบาทมองว่ายังคงมีต่อเนื่องไปอีก 1-2 ปี ผลมาจากการไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศ โดยคลังกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีจุดยืนชัดเจนที่จะไม่ใช้เงินภาษีเข้าไปแทรกแซง แต่จะมีความยืดหยุ่นเพื่อให้ภาคการส่งออกสามารถปรับตัวได้
“ค่าเงินบาทเป็นปัญหา ความท้าทายในปี 2554 ที่คลังต้องทำงานร่วมกับ ธปท. และสถาบันการเงินต่อไป เพราะยังมีแนวโน้มของความผันผวนอีกมาก” นายกรณ์กล่าวและว่า อีกปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญคือ การเมืองในประเทศ เพราะเป็นที่รู้กันว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่ แต่มองว่าโดยรวมจะมีผลบวกมากกว่าลบจึงทำให้เศรษฐกิจยังขยายตัวได้ และหลังการเลือกตั้ง เชื่อว่า 4 ปีนับจากนี้จะมีความหมายมาก ประชาชนสามารถคาดหวังได้เลยว่าประเทศไทยจะมีการพัฒนาในหลายๆ ด้าน ทั้งขนส่งระบบราง รถไฟฟ้าความเร็วสูง การปฏิรูปด้านการศึกษาและการเข้าถึงแหล่งเงินของประชาชนระดับล่าง
หวังประชาวิวัฒน์แก้ปัญหายั่งยืน
อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการตั้งรับปัญหา หรือความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในปี 2554 ทำให้รัฐบาลวางแนวทางดำเนินงานไว้แต่เนิ่นๆ ผ่านโครงการประชาวิวัฒน์ หรือโครงการเร่งรัฐปฏิบัติการด่วน (เพื่อคนไทย) ซึ่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะประกาศในวันที่ 9 มกราคม 2554 หลังจากนั้นจะนำเข้าสู่การพิจารณาอนุมัติของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อออกเป็นแผนปฏิบัติการที่นำไปสู่การปฏิบัติได้จริง โดยจะเน้นดูแลรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจทั้งราคาสินค้าและพลังงาน ซึ่งจะลงไปแก้ปัญหาระดับโครงสร้างเพื่อให้ราคาสะท้อนความเป็นจริง โดยเฉพาะสินค้าจำเป็นอย่างไก่ ไข่ และเนื้อหมู รวมทั้งน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซแอลพีจี
รวมทั้งยังเตรียมมาตรการดูแลกลุ่มแรงงานนอกระบบที่ยังไม่ได้รับสิทธิใดๆ เช่น กลุ่มวินมอเตอร์ไซค์ คนขับแท็กซี่ และพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่ เพื่อให้มีหลักประกันในชีวิตผ่านกองทุนประกันสังคม การทำประกันชีวิตและการหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้ผ่านทางสถาบันการเงินของรัฐ
สำหรับที่มาของโครงการประวิวัฒน์นั้น รัฐบาลชี้แจงว่าแตกต่างจากประชานิยมตรงที่รัฐบาลไม่ได้คิดเองแต่ให้นักวิชาการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมระดมสมอง โดยนำปัญหาที่ได้จากการเปิดรับเสียงสะท้อนของประชาชนช่วง 6 วัน 63 ล้านความคิด แล้วเลือกเอาปัญหาที่เห็นว่าเร่งด่วนที่สุดมาดำเนินการก่อนนั่นคือ การลดค่าครองชีพและการสร้างความเป็นธรรมในสังคม โดยมีการดึงผู้เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมทำงานในห้องปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2553 จนถึงวันที่ 17 ธันวาคม 2553 รวมเป็นการทำงาน 5 สัปดาห์ของเจ้าหน้าที่ 70 คนจาก 30 หน่วยงาน และยังมีการว่าจ้างบริษัทต่างชาติมาเป็นที่ปรึกษาโครงการ เพราะมีโมเดลแก้ปัญหาให้กลุ่มแรงงานนอกระบบสำเร็จมาแล้วที่อินเดียและกำลังจะทำในมาเลเซีย รวมใช้เงินค่าดำเนินโครงการไปกว่า 80 ล้านบาท
ทั้งนี้ การที่สามารถสรุปแนวทางแก้ปัญหาดังกล่าวออกมาได้เร็วส่วนหนึ่ง เป็นเพราะนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญและเข้าร่วมประชุมด้วยถึง 3 ครั้งรวมถึงนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยจะมีคณะทำงาน 3 ชุดหลัก ชุดที่มีนายสังศิต พิริยะรังสรรค์ เป็นหัวหน้าคณะจะดูแลแก้ปัญหาให้กลุ่มแรงงานนอกระบบ ซึ่งมีการเรียกผู้เกี่ยวข้องทั้งแท็กซี่ วินมอเตอร์ไซค์ พ่อค้าแม่ค้ามาให้ข้อมูลที่แท้จริงก่อนนำสู่แนวทางที่เสนอให้นายกฯ เป็นผู้ชี้ขาด ซึ่งมั่นใจว่าเป็นมาตรการที่ช่วยเหลือได้จริง
ส่วนการลดค่าครองชีพจากราคาสินค้าและค่าพลังงานนั้น มีการวิเคราะห์โครงสร้างราคาเทียบกับต่างประเทศเพื่อหาแนวทางลดต้นทุนลง ซึ่งจะสอดคล้องกับการต่ออายุมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนที่จะสิ้นสุดเดือนกุมภาพันธ์ 2554 และจะเริ่มแยกโครงสร้างราคาแก๊สแอลพีจีออกเป็น 2 ตลาด โดยหลังจากนั้นก็จะใช้มาตรการอื่นๆ ที่รัฐบาลจะประกาศออกมาเพื่อดูแลลดค่าครองชีพประชาชนในรูปแบบอื่น ซึ่งรมว.คลังมั่นใจว่าจะเป็นการแก้ปัญหาได้ในระยะยาวและไม่ได้เป็นการใช้งบประมาณมากมายอย่างที่หลายฝ่ายเข้าใจ
อย่างไรก็ตาม คงต้องจับตาดูว่ามาตรการที่รัฐบาลจะประกาศออกมานั้น จะดูแลประชาชนได้ครอบคลุมมากน้อยแค่ไหน เพราะในทางปฏิบัติคงต้องมีการแก้ไขกฎระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายจึงจะขับเคลื่อนไปได้ ซึ่งรมว.คลังเองก็ยังไม่มั่นใจว่าหากเกิดช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลังการเลือกตั้งแล้วนโยบายจะได้รับการสานต่อหรือไม่



