ข่าว

“ผู้กำหนดชะตากรรมของประเทศ”

“ผู้กำหนดชะตากรรมของประเทศ”

03 ม.ค. 2554

...เราคงต้องหาลู่ทางปรับปรุงบ้านเมืองที่กำลงถูกรุมล้อมด้วยปัญหาสารพัด เนื่องจากประชาชนคือประเทศ และประเทศคือประชาชน ด้านหนึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง และอีกด้านหนึ่งเกี่ยวข้องกับการอาศัยพลังพลเมืองในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

เท่าที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ ในประเทศไทยมักจะสั่งการจากบนลงมาข้างล่าง โดยที่ประชาชนพลเมืองมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจน้อยมาก และในหลายกรณีแทบไม่มีบทบาทในการตัดสินใจเลย  การพูดถึงพลังพลเมืองในการเปลี่ยนแปลงประเทศ จึงมีนัยเกี่ยวโยงไปถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจที่มีอยู่อย่างเลี่ยงไม่พ้น หรือพูดให้ชัดก็คือ ถ้าอยากเห็นพลเมืองไทยแสดงพลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมก็จำเป็นต้องปฏิรูปโครงสร้างอำนาจเพื่อเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนเข้ามามีบทบาทในการกำหนดชะตากรรมของประเทศมากขึ้น

 เราจำเป็นต้องปฏิรูปในระดับโครงสร้าง เพื่อเปลี่ยนทิศทางการใช้อำนาจในประเทศไทย จากการสั่งการจากข้างบนลงมาเป็นรับฟังจากข้างล่างขึ้นไปและตัดสินใจร่วมกันทุกภาคส่วน...”

 บางตอนจากปาฐกถาพิเศษ “การปฏิรูปโครงสร้างอำนาจในประเทศไทย” ของ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ณ ศูนย์ประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต 18 ธันวาคม 2553 มีตัวอย่างมากมายของประเทศในโลกที่มีปัญหา “การเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนเข้ามามีบทบาทในการกำหนดชะตากรรมของประเทศ" จนกระทั่งนำไปสู่การปะทะกันระหว่าง “ผู้กำหนดชะตากรรมของประเทศ" กับ “ประชาชน" ซึ่งถึงที่สุดก็มักต้องผ่านเส้นทางที่หลั่งเลือดก่อนจะลงเอยด้วยชัยชนะของประชาชนในที่สุด

 หลังชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตรต่อฝ่ายอักษะในสงครามโลกครั้งที่ 2 โลกเข้าสู่ความตึงเครียดครั้งใหม่ในสิ่งที่เรียกว่า “สงครามเย็น” ยุโรปตะวันออกเกือบทุกประเทศก้าวสู่ร่มเงาของลัทธิสังคมนิยม ยึดถือแนวทางตามพี่ใหญ่โซเวียตในการสร้างสังคมใหม่ตามอุดมคติมาร์กซ์-เลนิน เพื่อนำประเทศให้หลุดพ้นจากความล้าหลังของระบอบศักดินา

 ชนชั้นเจ้าที่ดิน ชนชั้นนายทุนใหญ่ ถูกกวาดล้างจนหมดไป พรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งนำโดยปัญญาชนปฏิวัติเข้ามามีบทบาทแทน และเป็นพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียวเท่านั้นที่ “ผู้กำหนดชะตากรรมของประเทศ” อนุญาตให้มีได้

 ในชั้นต้นประเทศเหล่านี้ประสบความสำเร็จไม่น้อยในการสร้างสังคมใหม่ ชีวิตประชาชนระดับล่างพ้นจากความยากจน มีสวัสดิการสังคมที่ดีขึ้น ระบบการศึกษาถูกปรับปรุงทำให้การรู้หนังสือในหมู่ประชาชนระดับล่างขยายตัวอย่างรวดเร็ว ฯลฯ ชีวิตความเป็นอยู่ทั่วไปของประชาชนจึงดีขึ้นกว่าเมื่อครั้งอยู่ภายใต้ระบอบเก่าอย่างเห็นได้ชัด

 "อีกฟากหนึ่งของยุโรป ประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของยุโรปตะวันออก ค.ศ.1800-2000” ของ สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ สะท้อนอีกด้านหนึ่งของระบอบการปกครองใหม่นี้ว่า

 “แต่กระนั้น ปัญหาหนึ่งที่เห็นชัดก็คือ ปัญหาการผูกขาดทางการเมืองของผู้นำพรรค จากการที่การนำของเลขาธิการพรรคและคณะกรมการเมืองดำเนินไปอย่างไม่มีวาระสิ้นอายุ และการไม่มีพรรคการเมืองอื่นมาแข่งขัน ทำให้สิทธิทางการเมืองของประชาชนถูกจำกัดภายใต้การผูกขาดอำนาจของพรรคสังคมใหม่”

 ระบอบการปกครองที่ไม่เปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนเข้ามีส่วนร่วมนี้ ดำรงอยู่ได้ไม่ถึงครึ่งศตวรรษจนถึงปี 1985 ก็เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จนในที่สุดก็นำไปสู่การล่มสลายของระบอบคอมมิวนิสต์ทั่วยุโรปตะวันออกในปี 1989 และในปีเดียวกันนี้เอง ประวัติศาสตร์โลกก็ได้จารึกเรื่องราวทำนองนี้ไว้ ณ อีกประเทศหนึ่งที่มีปัญหาคล้ายๆกัน คือ มีการผูกขาดทางการเมืองของผู้นำพรรค ที่มีเพียงพรรคเดียว นั่นคือ เหตุการณ์ปราบปรามประชาชนที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน สาธารณรัฐประชาชนจีน แม้ผลลัพธ์จะไม่ลงเอยด้วยชัยชนะของประชาชนเหมือนในยุโรปตะวันออก แต่ส่งผลให้ “ผู้กำหนดชะตากรรมของประเทศ” ต้องครุ่นคิดอย่างหนัก และเป็นโจทย์สำคัญของผู้นำจีนในรุ่นต่อไปต้องแบกรับหาทางออก ตัวอย่างเหล่านี้จึงชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้อง “ปฏิรูปในระดับโครงสร้างอำนาจเพื่อเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนเข้ามามีบทบาทในการกำหนดชะตากรรมของประเทศมากขึ้น"

บัญชร ชวาลศิลป์