ข่าว

สรุป"บทเรียน"สลายชุมนุมนปช.แนะสลายเงื่อนไข+ใช้ก.ม.ชุมนุม

สรุป"บทเรียน"สลายชุมนุมนปช.แนะสลายเงื่อนไข+ใช้ก.ม.ชุมนุม

03 ม.ค. 2554

เหตุการชุมนุม และสลายการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) สร้างความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศ จนได้รับการโหวตให้เป็นเหตุการณ์ "ยอดแย่" แห่งปี 2553 และเป็นบทเรียนราคาแพงที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นอีก

 คณะกรรมาธิการการทหาร วุฒิสภา ร่วมกับคณะอนุกรรมการศึกษาข้อเท็จจริงกรณีการสลายการชุมนุมของกลุ่ม นปช. ระหว่างวันที่ 10 เมษายน-20 พฤษภาคม 2553 จึงได้จัดสัมมนาสรุปบทเรียนดังกล่าว เพื่อหาทางป้องกันความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นอีกในปี 2554

 ดร.กระจ่าง พันธุมนาวิน นักวิชาการอิสระด้านรัฐศาสตร์ ในฐานะอดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์) สรุปบทเรียนเป็นคนแรก โดยตั้งข้อสังเกตว่า ในอดีตประเทศไทยมีบทเรียนเรื่องนี้เต็มไปหมด แต่กลับไม่มีการศึกษาบทเรียนเหล่านั้นกันเลย ดร.กระจ่าง ชี้ว่า ปัจจัยที่ขับเคลื่อนให้เกิดการชุมนุมตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปมี 1 ง กับ 3 ก คือ ง (เงื่อนไข) 3 ก คือ 1.โกรธ 2.เกลียด 3.กลัว (ต่อความผิดที่จะได้รับ)

 ที่สำคัญ ทุกการชุมนุมจะมี "มือ" มากกว่า 2 มืออยู่เสมอ หมายความว่า โอกาสที่มือที่ 3, 4, 5, 6 จะฉวยโอกาสสร้างสถานการณ์ย่อมเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

 สิ่งที่เขาอยากให้รัฐบาลตระหนักในบทเรียนที่เกิดขึ้น ถ้าเป็นเขาจะไม่ให้การชุมนุมเดินมาถึงเดือนมีนาคม-เมษายน แต่ถ้าเกิดขึ้นแล้วจะต้องลดระดับความรุนแรงลงไป เช่น ถอยกำลังทหารออกมา เพื่อไม่ให้เกิดการเผชิญหน้า ซึ่งจะทำให้เกิดการฮึดสู้ขึ้นได้

 อีกวิธีที่ควรทำ คือ การ "เปลี่ยนอารมณ์ของผู้นำการชุมนุม" ได้แก่ 1.เชิญบุคคลอันเป็นที่รัก และเคารพนับถือของผู้นำการชุมนุมมาเกลี้ยกล่อม 2.ถอน "นักวิวาทะวาที" ของฝ่ายผู้มีอำนาจออกไป 3.ลด-ละ-เลิกการกระทำที่สร้างเงื่อนไขเร้าอารมณ์การชุมนุม

 ดร.กระจ่าง เสนอวิธีการขจัด หรือลดเงื่อนไขที่อาจทำให้เกิดการชุมนุมครั้งใหญ่ว่า จากนี้ไปความรอบรู้ของประชาชนจะสูงขึ้นเรื่อยๆ และจะมีการต่อสู้แบบ "อสมมาตร" มากขึ้น

 "ต่อไปฝ่ายที่ใช้อาวุธเข้าประหัตประหารจะพ่ายแพ้ฝ่ายที่ใช้ความชอบธรรมเข้าข่ม ซึ่งรัฐบาลต้องสร้างความชอบธรรม และค้นหาสาเหตุความไม่พอใจของประชาชนให้ได้ และต้องใช้วิธีทำความเข้าใจเพื่อตัดไฟตั้งแต่ต้นลม" ดร.กระจ่าง ให้คำแนะนำ

 นายธีระ สุธีวรางกูร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สรุปบทเรียนทั้งด้านนิติศาสตร์ และรัฐศาสตร์อย่างน่าสนใจว่า รัฐธรรมนูญรับรองสิทธิการชุมนุมก็จริง แต่ถ้ากระทบเสรีภาพของคนอื่น รัฐบาลก็สามารถออกกฎหมายมาจำกัดเสรีภาพได้เช่นกัน

 อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยไม่มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมโดยตรง แต่มีกฎหมายอยู่ 3 ฉบับที่ใช้จำกัดเสรีภาพในภาวะไม่ปกติ คือ 1.พ.ร.บ.ความมั่นคง 2.พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และ 3.กฎอัยการศึก

 แต่ประเด็นที่ควรต้องตั้งคำถามก็คือ กฎหมายเหล่านี้เพียงพอต่อการควบคุมการชุมนุม และต้องทบทวนในการใช้หรือไม่ โดยเฉพาะการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในเหตุการณ์ 10 เมษายน และวันที่ 19 พฤษภาคม ที่ยังมีข้อถกเถียงเรื่องการใช้กำลังว่ามีความเหมาะสมหรือไม่

 เขามองว่า จริงๆ แล้วกฎหมายเหล่านี้สามารถใช้แก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่ง ถ้าการแก้ปัญหาเป็นวิธีการในระบบ ยึดหลักเสมอภาค และสมควรแก่เหตุ

 "กฎหมายเหล่านี้ ถ้านำมาใช้ในบริบททางการเมืองจะแก้ปัญหาไม่ได้เลย เพราะความขัดแย้งฝังรากลึกมานาน และหากยังไม่แก้ไปถึงรากเหง้าของปัญหาก็จะเป็นการเกาไม่ถูกที่คัน ต่อให้มีกฎหมายอีก 100 ฉบับ ก็แก้ปัญหาไม่ได้" อ.สุธีระ กล่าวย้ำ

 พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษายุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง กระทรวงกลาโหม ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด และสมาชิกมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) สรุปบทเรียนในฐานะคน "วงนอก" ที่ถอยพ้นจากวงจรอำนาจมาแล้ว

 พล.อ.บุญสร้าง ชี้ว่า บ้านเมืองเรามีหลายเรื่องที่ไม่ได้ทำ และสั่งสมมานานจนกลายเป็นปัญหาปะทุขึ้นมาในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากใครคนใดคนหนึ่ง แต่ทุกคนเป็น "เหยื่อ" ของ "ระบบ" ที่ไม่ได้ทำมาอย่างดี

 ในมุมมองของเขาเห็นว่า สิ่งที่จะเป็นระบบช่วยจัดระเบียบประเทศได้อย่างหนึ่ง คือ "กฎหมายการชุมนุมในที่สาธารณะ" ซึ่งประเทศประชาธิปไตยทั่วโลกต่างก็มีกฎหมายการชุมนุม และเป็นกฎหมายที่ค่อนข้างเข้มงวด เคร่งครัดเสียด้วย

 หลักใหญ่ใจความของกฎหมายการชุมนุมในที่สาธารณะทุกประเทศ คือ ต้องมีการ "ขออนุญาต" เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ตำรวจ หรือท้องถิ่นเป็นหลัก นอกจากนี้ยังต้องแจ้งจำนวนคน ผู้รับผิดชอบการชุมนุม และวัน-เวลาที่จะเลิกอย่างชัดเจนด้วย

 "ยกตัวอย่างเกาหลีใต้ การชุมนุมตั้งแต่ 1 คนขึ้นไปก็ต้องขออนุญาต ถ้า 2 คนขึ้นไปต้องแจ้งชื่อผู้รับผิดชอบ 1 คน ส่วนการชุมนุมอนุญาตให้ชุมนุมตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้น-อาทิตย์ตกเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่แทบทุกประเทศล้วนเป็นแบบนี้ทั้งนั้น"

 พล.อ.บุญสร้าง เล่าว่า เคยคุยกับตำรวจของสหรัฐอเมริกา ทราบว่า กว่าจะถึงมือทหารต้องผ่านขั้นตอนมากมาย และต้องเป็นเหตุการณ์ที่ใหญ่ๆ จริง ที่ผ่านมาสหรัฐเคยใช้กำลังทหารแค่ 4 ครั้งเท่านั้น แต่ก็เมื่อหลายสิบปีมาแล้ว

 "ที่บอกว่าประชาธิปไตยมีเสรีภาพ สามารถทำอะไรได้หมดนั้น ไม่จริง เพราะการทำอะไรต้องอยู่ในขอบเขต และต้องไม่กระทบเสรีภาพของผู้อื่นด้วย"

 พล.อ.บุญสร้าง จึงอยากเห็นประเทศไทยมีกฎหมายการชุมนุมในที่สาธารณะเสียที เจ้าหน้าที่จะได้ทำงานง่ายขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับความพยายามของรัฐที่กำลังเร่งผ่านกฎหมายการชุมนุม ที่ไม่รู้ว่าจะเสร็จทันรับม็อบแดงหรือไม่


ทีมข่าวความมั่นคง