
คนต่างวัยใจตรงกัน
เค้าลางการน่าจะยุบสภาปลายปีดูจะมีน้ำหนักมากกว่า "ต้นปี" หลังจาก "สุเทพ เทือกสุบรรณ" รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาดักคอถึงเงื่อนไขยุบสภา
โดยเน้นไปที่ความเคลื่อนไหวของ "คนเสื้อแดง" หากรุนแรงและสร้างความวุ่นวายก็จะคัดค้านไม่ให้ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี ยุบสภา
แนวความคิดของ "สุเทพ" ดูเหมือนจะสอดคล้องกับ "บรรหาร ศิลปอาชา" ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา คล้ายคนทั้งคู่นัดแนะกันไว้
"เมื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว คงไม่สามารถยุบสภาได้ทันที เพราะเมื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว ต้องไปแก้ไขส่วนที่เกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้ง ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญที่แก้ไขใหม่ ส่วนการเลือกตั้งอาจจะเกิดขึ้นช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนหรือไม่นั้นตรงนี้ก็มีโอกาส แต่จะใช่หรือไม่ยังไม่ชัดเจน" เป็นคำพูดของ "สุเทพ" ที่กล่าวถึงปฏิทินการเมืองก่อนนำไปสู่การยุบสภา เพื่อเลือกตั้งใหญ่
ฟังจากคำพูดของ "สุเทพ" แล้วเงื่อนไขยุบสภาคงไม่ใช่แค่เศรษฐกิจดีขึ้น บ้านเมืองสงบสุข และแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จเรียบร้อยเท่านั้น แต่น่าจะรวมไปถึงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ และจัดทำงบประมาณปี 2555 ให้แล้วเสร็จอีกด้วย
หากความต้องการของ "สุเทพ" ลุล่วงไปด้วยดี นั่นหมายถึงเส้นทางก่อนนำไปสู่การเลือกตั้งใหญ่สำหรับ "รัฐบาล" อุปสรรคแทบไม่มี! เพราะทุกอย่างรัฐบาลได้เตรียมความพร้อมทุกอย่างไว้ล่วงหน้า
ฟากฝั่ง "บรรหาร" แม้ปากจะบอกว่าพรรคชาติไทยพัฒนาพร้อมเลือกตั้งแต่ก่อนจะยุบสภาก็ยังอยากให้รัฐบาลพิจารณราร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 ให้เสร็จสิ้นก่อน
หากสังเกตแรงกระเพื่อมทางการเมืองส่วนใหญ่การเคลื่อนไหวทางการเมืองหาก "บรรหาร-สุเทพ-เนวิน ชิดชอบ" มีความเห็นทางการเมืองสอดคล้องกันส่วนใหญ่คล้ายเป็นมติเรียกว่าทุกอย่างแทบจะเดินแนวทางที่แกนนำหลักกำหนด
ดังนั้นจึงเป็นเรื่องน่าจับตาสำหรับความเห็นของ "บรรหารและสุเทพ" ที่มองเห็นเรื่องการยุบสภาเป็นแนวทางเดียวกัน
เพราะรัฐบาลยิ่งอยู่ในตำแหน่งบริหารนานเท่าไหร่ยิ่งได้เปรียบคู่แข่ง ทั้งด้านผลงานและงบประมาณในการจัดสรรลงพื้นที่เพื่อคะแนนเสียง จึงไม่แปลกที่พรรคร่วมรัฐบาลส่วนใหญ่ไม่อยากให้ยุบสภาเร็วเกินไป
หากดูจากผลการทำวิจัยของ "สถาบันพระปกเกล้าร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ" จะเห็นว่าหลายโครงการของรัฐบาลได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี เช่น เบี้ยคนชรา ค่าตอบแทน อสม. โครงการประกันรายได้พืชผลทางการเกษตร โครงการเรียนฟรี 15 ปี
แม้ว่าจะเทียบกับนโยบายของ "รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร" จะถือว่าคะแนนนิยมเป็นรอง แต่อย่าลืมว่าระยะเวลาของนโยบายรัฐบาลอภิสิทธิ์ช่วงเวลาน้อยกว่ารัฐบาลทักษิณ
นั่นหมายความว่าระยะยาวถ้ารัฐบาลอภิสิทธิ์ใช้นโยบายประชานิยมเดินตามแนวเดียวกับรัฐบาลทักษิณเชื่อว่าคะแนนนิยมย่อมตีตื้นได้ใจประชาชนเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน
ขณะที่รัฐบาลอยู่นานขึ้นเร่งทำคะแนนส่วนฝ่ายค้านน้ำเลี้ยงเริ่มลดน้อยบั่นทอนประสิทธิภาพการทำงานในพื้นที่ส.ส.ที่ลงพื้นที่ทำงานกับประชาชนมั่นใจในคะแนนเสียงของตัวเองย่อมเริ่มคิดย้ายพรรคหาที่พักพิงแห่งใหม่ที่ง่ายกับการทำงานกับประชาชนและส่งผลดีกับการเลือกตั้ง
นี่คือสาเหตุที่ทำให้รัฐบาลอยากอยู่ในอำนาจนาน เพราะมีทั้งอำนาจ คน และงบประมาณ
ท้ายที่สุดก่อนนายกฯ อภิสิทธิ์จะตัดสินใจ "ยุบสภา" คงไม่สามารถตัดสินใจได้คนเดียวต้องหารือร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาลก่อน
เพราะอาจเกิดเจอแรงต้านของ "พรรคร่วมรัฐบาล" หากใช้อำนาจเด็ดขาดเพียงคนเดียว
ที่สำคัญ "นายกฯ อภิสิทธิ์" ไม่ใช่เจอเฉพาะแรงต้านจาก "พรรคร่วมรัฐบาล" เท่านั้น
ยังต้องเจอแรงต้านจากคนใกล้ตัวอย่าง "เลขาธิการพรรค" ที่ชื่อ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" อีกคน!



