ข่าว

คนต่างวัยใจตรงกัน

คนต่างวัยใจตรงกัน

03 ม.ค. 2554

เค้าลางการน่าจะยุบสภาปลายปีดูจะมีน้ำหนักมากกว่า "ต้นปี" หลังจาก "สุเทพ เทือกสุบรรณ" รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาดักคอถึงเงื่อนไขยุบสภา

 โดยเน้นไปที่ความเคลื่อนไหวของ "คนเสื้อแดง" หากรุนแรงและสร้างความวุ่นวายก็จะคัดค้านไม่ให้ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี ยุบสภา

 แนวความคิดของ "สุเทพ" ดูเหมือนจะสอดคล้องกับ "บรรหาร ศิลปอาชา" ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา คล้ายคนทั้งคู่นัดแนะกันไว้

 "เมื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว คงไม่สามารถยุบสภาได้ทันที เพราะเมื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว ต้องไปแก้ไขส่วนที่เกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้ง ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญที่แก้ไขใหม่ ส่วนการเลือกตั้งอาจจะเกิดขึ้นช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนหรือไม่นั้นตรงนี้ก็มีโอกาส แต่จะใช่หรือไม่ยังไม่ชัดเจน" เป็นคำพูดของ "สุเทพ" ที่กล่าวถึงปฏิทินการเมืองก่อนนำไปสู่การยุบสภา เพื่อเลือกตั้งใหญ่

 ฟังจากคำพูดของ "สุเทพ" แล้วเงื่อนไขยุบสภาคงไม่ใช่แค่เศรษฐกิจดีขึ้น บ้านเมืองสงบสุข และแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จเรียบร้อยเท่านั้น แต่น่าจะรวมไปถึงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ และจัดทำงบประมาณปี 2555 ให้แล้วเสร็จอีกด้วย

 หากความต้องการของ "สุเทพ" ลุล่วงไปด้วยดี นั่นหมายถึงเส้นทางก่อนนำไปสู่การเลือกตั้งใหญ่สำหรับ "รัฐบาล" อุปสรรคแทบไม่มี! เพราะทุกอย่างรัฐบาลได้เตรียมความพร้อมทุกอย่างไว้ล่วงหน้า

 ฟากฝั่ง "บรรหาร" แม้ปากจะบอกว่าพรรคชาติไทยพัฒนาพร้อมเลือกตั้งแต่ก่อนจะยุบสภาก็ยังอยากให้รัฐบาลพิจารณราร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 ให้เสร็จสิ้นก่อน

 หากสังเกตแรงกระเพื่อมทางการเมืองส่วนใหญ่การเคลื่อนไหวทางการเมืองหาก "บรรหาร-สุเทพ-เนวิน ชิดชอบ" มีความเห็นทางการเมืองสอดคล้องกันส่วนใหญ่คล้ายเป็นมติเรียกว่าทุกอย่างแทบจะเดินแนวทางที่แกนนำหลักกำหนด

 ดังนั้นจึงเป็นเรื่องน่าจับตาสำหรับความเห็นของ "บรรหารและสุเทพ" ที่มองเห็นเรื่องการยุบสภาเป็นแนวทางเดียวกัน

 เพราะรัฐบาลยิ่งอยู่ในตำแหน่งบริหารนานเท่าไหร่ยิ่งได้เปรียบคู่แข่ง ทั้งด้านผลงานและงบประมาณในการจัดสรรลงพื้นที่เพื่อคะแนนเสียง จึงไม่แปลกที่พรรคร่วมรัฐบาลส่วนใหญ่ไม่อยากให้ยุบสภาเร็วเกินไป
 
 หากดูจากผลการทำวิจัยของ "สถาบันพระปกเกล้าร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ" จะเห็นว่าหลายโครงการของรัฐบาลได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี เช่น เบี้ยคนชรา ค่าตอบแทน อสม. โครงการประกันรายได้พืชผลทางการเกษตร โครงการเรียนฟรี 15 ปี

 แม้ว่าจะเทียบกับนโยบายของ "รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร" จะถือว่าคะแนนนิยมเป็นรอง แต่อย่าลืมว่าระยะเวลาของนโยบายรัฐบาลอภิสิทธิ์ช่วงเวลาน้อยกว่ารัฐบาลทักษิณ

 นั่นหมายความว่าระยะยาวถ้ารัฐบาลอภิสิทธิ์ใช้นโยบายประชานิยมเดินตามแนวเดียวกับรัฐบาลทักษิณเชื่อว่าคะแนนนิยมย่อมตีตื้นได้ใจประชาชนเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

 ขณะที่รัฐบาลอยู่นานขึ้นเร่งทำคะแนนส่วนฝ่ายค้านน้ำเลี้ยงเริ่มลดน้อยบั่นทอนประสิทธิภาพการทำงานในพื้นที่ส.ส.ที่ลงพื้นที่ทำงานกับประชาชนมั่นใจในคะแนนเสียงของตัวเองย่อมเริ่มคิดย้ายพรรคหาที่พักพิงแห่งใหม่ที่ง่ายกับการทำงานกับประชาชนและส่งผลดีกับการเลือกตั้ง

 นี่คือสาเหตุที่ทำให้รัฐบาลอยากอยู่ในอำนาจนาน เพราะมีทั้งอำนาจ คน และงบประมาณ

 ท้ายที่สุดก่อนนายกฯ อภิสิทธิ์จะตัดสินใจ "ยุบสภา" คงไม่สามารถตัดสินใจได้คนเดียวต้องหารือร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาลก่อน

 เพราะอาจเกิดเจอแรงต้านของ "พรรคร่วมรัฐบาล" หากใช้อำนาจเด็ดขาดเพียงคนเดียว

 ที่สำคัญ "นายกฯ อภิสิทธิ์" ไม่ใช่เจอเฉพาะแรงต้านจาก "พรรคร่วมรัฐบาล" เท่านั้น

 ยังต้องเจอแรงต้านจากคนใกล้ตัวอย่าง  "เลขาธิการพรรค" ที่ชื่อ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" อีกคน!