
ปศุสัตว์เก็บซากช้างในวัดตรวจเหตุล้ม
ปศุสตว์อำเภอวาปีปทุมเก็บซากช้างตายในวัดตรวจหาสาเหตุการล้ม ชี้พื้นที่เลี้ยงไม่เหมาะสม ด้านผู้การจังหวัดสั่งตำรวจเข้าหาข่าวจากชุมชน ชี้หากมีการทรมานสัตว์ถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย สำนักงานพุทธศาสนาจังหวัดยันยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นวัด เคยเตือนเรื่องเลี้ยงช้างที่ส
ความคืบหน้ากรณีผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคามสั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบการเลี้ยงช้างของพระวัดสวนป่าพุทธสถานสุประดิษฐ์เมธี ต.นาข่า อ.วาปีปทุม ภายหลังได้รับข้อมูลว่า เป็นการเลี้ยงที่ไม่ถูกต้อง ไม่มีแหล่งอาหารและน้ำเพียงพอต่อความต้องการ ทำให้ช้างป่วยและล้มไปแล้ว 3 เชือก คงเหลืออีก 7 เชือกที่ประชาชนผู้พบเห็นเกรงว่าจะล้มตายทั้งหมด นอกจากนี้ยังต้องการให้ตรวจสอบว่า การที่ช้างอดอยากเกิดจากความตั้งใจหรือไม่ เพราะหลังจากช้างล้มได้มีการชำแหละเนื้อช้าง ส่วนหนึ่งแบ่งกิน ที่เหลือนำรมควันเพื่อทำเครื่องราง รวมทั้งมีการขายงาช้างไปในราคาหลายล้านบาทด้วยนั้น
ล่าสุดเมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 2 มกราคม หลายหน่วยงานเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงในวัด นำโดยนายอิสระ ปัญญาวรรณ นายสัตวแพทย์ หัวหน้าฝ่ายสุขภาพสัตว์ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดมหาสารคาม พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.มหาสารคาม ลงพื้นที่ตรวจสอบการชำแหละซากช้างที่ตายแล้วของพระวัดสวนป่าพุทธสถานสุประดิษฐ์เมธี เพื่อเก็บตัวอย่างของซากช้างไปตรวจสอบหาเชื้อและสาเหตุการตายที่แท้จริง ว่าถูกฆ่า อดอาหาร หรือมีการตั้งใจทำให้ตาย
นายอิสระกล่าวว่า เบื้องต้นจากการตรวจสอบพบว่าพื้นที่เลี้ยงช้างของทางวัดไม่เหมาะสม ขาดแคลนแหล่งอาหาร เพราะเป็นพื้นที่ป่าลักษณะเป็นดงแล้ง ต้นไม้หรือพืชที่ช้างจะใช้กินเป็นอาหารมีน้อยมาก จึงทำให้การดูแลช้างของทางวัดไม่สมบูรณ์ หากมีการเลี้ยงสัตว์ประเภทช้าง วัดต้องมีการให้อาหารที่เป็นประโยชน์กับช้างมากกว่านี้ ถึงจะทำให้ช้างมีสุขภาพที่สมบูรณ์ แต่ช้างที่เหลือ 6 เชือกที่วัดเลี้ยงไว้นั้น จากการตรวจสอบดูก็ค่อนข้างมีสุขภาพดี
"ส่วนในเรื่องการเก็บตัวอย่างซากช้างที่ตายแล้ว เจ้าหน้าที่ได้เก็บตัวอย่างของชิ้นเนื้อและกระดูกของช้างไปจำนวนหนึ่ง เพื่อพิสูจน์ตรวจสอบหาเชื้อและสาเหตุการตายที่แท้จริง คาดว่าจะทราบผลภายในไม่เกิน 1-2 สัปดาห์" นายอิสระกล่าว
พล.ต.ต.เจริญวิทย์ ศรีวนิชย์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมหาสารคาม เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้ตำรวจท้องที่รายงานเบื้องต้นโดยด่วน นอกจากนี้ยังมอบหมายให้ชุดเฉพาะกิจตำรวจภูธรจังหวัดมหาสารคามออกไปหาข่าวกับผู้นำชุมชน และชาวบ้านแล้ว
"สำหรับความคิดเห็นส่วนตัวการเลี้ยงช้างก็เป็นเรื่องปกติเหมือนที่ จ.สุรินทร์ แต่ถ้ามีการทรมานช้างหรือเลี้ยงช้างอย่างอดอยาก ก็ต้องว่ากันตามกฎหมาย หรือถ้ามีการนำไปทำวัตถุมงคล ก็คงเป็นหน้าที่ของสำนักงานพุทธศาสนา และหากช้างป่วยก็คงต้องเชิญปศุสัตว์เข้าไปรักษาโดยด่วน" ผบก.ภ.จว.มหาสารคามกล่าว
ส่วนความเคลื่อนไหวในหน่วยงานด้านศาสนา นายสุนทร เอี่ยมสำอาง ผู้ช่วยสำนักงานพุทธศาสนาจังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่า วัดนี้เป็นสายธรรมยุต แต่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นวัด ขณะนี้เป็นเพียงที่พักสงฆ์เท่านั้น มีการขออนุญาตสร้างแล้วแต่ยังไม่ได้ขออนุญาตตั้งเป็นวัด จึงถือว่ายังไม่ใช่วัด สำนักสงฆ์แห่งนี้ใช้คำนำหน้าว่าวัดไปเอง
นายสุนทร กล่าวว่า ส่วนตัวเคยเข้าไปที่วัดแห่งนี้ พบว่ามีชาวต่างชาติหลายคนมาบูชาวัตถุมงคล และพบว่ามีการเลี้ยงช้างจริง เคยเตือนแล้วว่าไม่ควรเลี้ยงช้างเพราะช้างเป็นสัตว์สงวน และมีชาวบ้านแจ้งว่าช้างเข้าไปบุกรุกกินพืชผลทางเกษตรเสียหาย สำหรับเรื่องปัญหาการเลี้ยงช้างที่เกิดขึ้นจะรายงานผู้บังคับบัญชาต่อไป นอกจากนี้ยังพบว่าวัดแห่งนี้มีการลงโฆษณาขายของขลังผ่านทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งถือเป็นเรื่องผิดวินัย ทั้งนี้ได้เตรียมเข้าตรวจสอบในวันที่ 4 มกราคมนี้
ด้านหลวงปู่ครูบาธรรมมุนี ฐิตธัมโม วัดสวนป่าพุทธสถานสุประดิษฐ์เมธี กล่าวว่า การนำช้างที่ตายแล้วมาชำแหละนั้นทางวัดคิดว่า หากนำไปฝังกลบทิ้งคงไม่มีประโยชน์อะไร ตั้งใจจะเก็บโครงของช้างไว้ให้คนมาดู ซึ่งการจัดเก็บโครงกระดูกของช้างได้ชำแหละและจัดทำเหมือนกับรูปแบบของพิพิธภัณฑ์ทั่วไป แต่สิ่งที่ทำพิเศษกว่านั้นคือได้นำชิ้นที่เสีย หรือไม่มีประโยชน์ในส่วนอื่นๆ ของช้างที่ตายแล้วทุกอย่างมาเก็บรักษาหรือทำให้เกิดประโยชน์ อันดับแรกต้องทำให้มันไม่เน่าก่อน หลังจากนั้นจะนำเอาไปทำอะไรแล้วแต่ว่าเราจะทำประโยชน์อะไรกับชิ้นส่วนที่แยกออกมาแล้ว
"บางคนถามว่ามันผิดต่อหลักพระพุทธศาสนาหรือไม่ พระพุทธเจ้าไม่ได้บอกว่าขึ้นอยู่กับผิดหรือถูก เพราะการรีไซเคิลหรือการทำให้เกิดประโยชน์จากซากที่ตายแล้วเป็นสัมมาทิฐิอยู่แล้ว เนื่องจากเราไม่ได้ไปฆ่าเขา ไม่ได้สั่งคนไปฆ่า เราไม่ได้ยินการฆ่า และเราไม่ได้ฆ่าด้วยตัวของเราเอง ซึ่งพระพุทธเจ้าสอนมาอย่างนี้ ซึ่งมันไม่ได้ผิดหลักอะไรที่ทางวัดนำช้างที่ตายแล้วมาชำแหละเพื่อใช้ประโยชน์" หลวงปู่ครูบาธรรมมุนีกล่าว
หลวงปู่ครูบาธรรมมุนี กล่าวอีกว่า ไม่ได้ทำให้ช้างตาย เพราะแต่ละตัวราคาแพง ตายไปก็เกิดการสูญเสียมากมาย แต่เมื่อช้างป่วยตายลงไป มีคนติดต่อขอซื้อซากก็เป็นเรื่องที่ดี ทางวัดจะได้นำเงินไปช่วยสงเคราะห์เลี้ยงช้างเชือกอื่นๆ ดังนั้นเมื่อลูกศิษย์แจ้งว่ามีพิพิธภัณฑ์ติดต่อขอซื้อ จึงได้ให้คนเข้ามาชำแหละทำตามขั้นตอนต่างๆ เพื่อให้ได้ซากช้างที่มีคุณภาพก่อนส่งขาย ซึ่งเป็นเรื่องดีแทนที่จะนำไปฝังให้เสียประโยชน์ ส่วนการนำชิ้นส่วนของช้างมาทำเครื่องรางวัดอื่นก็มี เรื่องอย่างนี้ถือว่าไม่ผิดและไม่กลัวการถูกตรวจสอบ



