ข่าว

เสธ.หนั่นแนะดันงบ-โยกขรก.ยุบสภาตค.

เสธ.หนั่นแนะดันงบ-โยกขรก.ยุบสภาตค.

02 ม.ค. 2554

นายกฯ แจงแผนปฏิรูปประเทศ 4 ด้านหลัก "เศรษฐกิจ-ขยายสวัสดิการสังคม-การศึกษา-ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม" วอนประชาชนร่วมมือสมานฉันท์ปรองดอง ด้าน "เพื่อไทย" ยื่นซักฟอกรัฐบาล 21 ม.ค.นี้ "ปณิธาน" มั่นใจนายกฯ ไม่ชิงยุบสภาหนีซักฟอก "เสธ.หนั่น" แนะ "มาร์ค" ดันงบประมา

 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ชี้แจง "แผนปฏิบัติการการปฏิรูปประเทศไทย : เพื่ออนาคตคนไทยที่เท่าเทียมและเป็นธรรม" ผ่านสถานีวิทยุและสถานีโทรทัศน์ทุกช่อง ความยาวของรายการกว่า 30 นาที

 นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ก่อนหน้านี้เคยพูดไว้ว่า แผนของการปฏิรูปประเทศไทย โดยเฉพาะที่จะเป็นแผนปฏิบัติการจะดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเราได้ประกาศแผนปรองดอง หลังจากเหตุการณ์ความไม่สงบตั้งใจที่จะเข้าไปแก้ปัญหา ซึ่งเป็นต้นเหตุของความขัดแย้ง ความเหลื่อมล้ำ และมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชน ทั้งนี้ แผนปฏิรูปประเทศไทยในส่วนของรัฐบาลจะเดินหน้าใน 4 เรื่องหลัก 1.ด้านเศรษฐกิจ 2.การขยายสวัสดิการสังคมให้เกิดความมั่นคงในชีวิตสำหรับทุกกลุ่ม 3.เรื่องของการศึกษา และ 4.การเมือง-กระบวนการยุติธรรม

 “วันนี้ 1 มกราคม 2554 เราพร้อมแล้วที่จะบอกกับพี่น้องประชาชนว่า ภายใต้แผนปฏิรูปประเทศไทยนั้น มีอะไรบ้างที่เราจะดำเนินการให้พี่น้องประชาชน ถ้าจะพูดไปแล้ว เรื่องการปฏิรูปประเทศไทยสิ่งสำคัญที่เรายึดถือที่สุดคือ 'คน' คือประชาชนทุกคนนั่นเอง หมายความว่า เป้าหมายสุดท้ายคือต้องการให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนทุกคนเป็นชีวิตที่ดี เพราะฉะนั้นในการที่จะบอกกับพี่น้องประชาชนว่าเรากำลังจะทำอะไรเพื่อสร้างความเท่าเทียม เพื่อสร้างโอกาสนั้น เราจะไล่ไปเลยตั้งแต่ก่อนเกิดไปจนถึงการเข้าสู่วัยเด็ก การเป็นเยาวชน การเข้าสู่วัยทำงาน และการเป็นสมาชิกของสังคม หรือของประเทศไทย ในฐานะผู้ใหญ่” นายกฯ กล่าว

 นายกฯ กล่าวถึงแผนปฏิรูปการศึกษาว่า ปัจจุบันเรามีเด็กนอกระบบการศึกษา 1.7 ล้านคน หรือประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ส่วนเด็กพิการสัดส่วนเกือบครึ่งยังไม่มีโอกาสเข้ารับการศึกษาในระบบการศึกษา และมีอีกมาก แม้เข้าสู่ระบบการศึกษาก็ไม่ได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพ ซึ่งการดำเนินการของแผนการปฏิรูปต้องการให้มีโอกาสได้เรียนร่วมกับเด็กปกติ จะมีการดำเนินการจัดให้มีโรงเรียนสำหรับการเรียนร่วมระหว่างเด็กพิการกับเด็กปกติจังหวัดละ 1 แห่ง ในแผนปฏิบัติการปฏิรูปเริ่มต้นจากโรงเรียนขนาดเล็กจะต้องมีการจัดทำแผนที่ทั้งหมด และใช้โรงเรียนที่เป็นโรงเรียนดีประจำตำบลเป็นแม่ข่าย ดูความเป็นไปได้ว่า ในพื้นที่ใดการคมนาคมสะดวกให้เชื่อมโยงโรงเรียนเป็นเครือข่ายหรือเข้ามายุบรวมกันเป็นโรงเรียน ถ้าในกรณีเป็นพื้นที่ห่างไกลไม่สะดวกจำเป็นจะต้องเรียนใกล้บ้าน ก็ต้องมีระบบการบริหารจัดการพิเศษเข้าไปดูแล อาจใช้เทคโนโลยีสารสนเทศหรือการบริหารโรงเรียนในลักษณะของการเป็นกลุ่มโรงเรียน มีโรงเรียนพี่เลี้ยง สำหรับแผนปฏิรูปในส่วนของครู กำลังจะมีโครงการคืนครูสอนดีให้แก่นักเรียน คือให้มีการคัดครูที่ทุ่มเทในเรื่องการเรียนการสอน จะมีการคัดเลือกจากพื้นที่แล้วจะมีรางวัล แรงจูงใจ ให้ครูเหล่านี้ทุ่มเทอย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องกังวลเรื่องที่จะต้องไปทำอย่างอื่น จะสามารถเลื่อนไหลหรือมีความก้าวหน้าในทางวิชาชีพ พร้อมกันไป ครูเหล่านี้เป็นคนที่ดึงให้ครูใหม่เข้ามาอยู่ในการเรียนการสอนที่มีคุณภาพได้อย่างเต็มที่

 นายกฯ กล่าวต่อถึงแผนปฏิรูปคนวัยทำงานว่า ตัวเลขแรงงานปรากฏว่า กว่าครึ่งเป็นแรงงานที่ต้องการรับการฝึกอบรม ศึกษาเพิ่มเติมประมาณ 8 ล้านคน เพราะแรงงานของเรากว่าครึ่งจบเพียงแค่ประถมศึกษา หรือต่ำกว่า ฉะนั้นแผนปฏิรูปจะจัดหลักสูตรเพิ่มทักษะทางด้านอาชีพให้สอดคล้องกับความต้องการของบุคคลเหล่านี้ เพื่อมีโอกาสและรายได้ที่ดีขึ้น สำหรับปัญหาแรงงานนอกระบบที่ไม่แน่นอนเรื่องรายได้ ขาดสวัสดิการ ความมั่นคง ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน ต้องกู้เงินนอกระบบเป็นหนี้นอกระบบ การประกอบอาชีพถูกเจ้าหน้าที่รังแก-รีดไถ รวมทั้งเรื่องความปลอดภัยในการประกอบอาชีพ อาทิ พ่อค้าแม่ขาย ผู้ทำงานอิสระ คนทำงานกลางคืน ขับขี่รถรถจักรยานยนต์รับจ้าง คนขับแท็กซี่ ในส่วนนี้ เราได้ใช้กระบวนการพิเศษเข้าไปดูแลคนกลุ่มนี้ ซึ่งขออนุญาตว่าเฉพาะคนกลุ่มนี้ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่นั้น วันที่ 9 มกราคม จะมีการแถลงละเอียดถึงแนวทางของการแก้ไขปัญหาในส่วนนี้

 นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อถึงเรื่องที่ทำกินว่า พื้นที่การเกษตรพบว่าขณะนี้ทั่วประเทศพื้นที่การเกษตรมีประมาณร้อยละ 38 ของพื้นที่ทั่วประเทศ และส่วนน้อยไม่มีระบบชลประทาน ฉะนั้นแนวทางของรัฐบาลจะมีการปรับกลไกในการบริการจัดการเรื่องที่ดินทั้งหมดของประเทศ โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม ขณะที่ปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยนั้น แนวคิดของการแก้ไขปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยที่ดูแล้วจะได้ผลที่สุดคือ การใช้โครงการบ้านมั่นคง ปัจจุบันนี้มีอยู่ 862 โครงการ แต่เป้าหมายที่จะทำต่อไปจะมีจำนวนมากมายกว่านี้ คือจะทำบ้านมั่นคงในชนบท เป้าหมายครอบคลุม 500 ตำบล 5 หมื่นกว่าครัวเรือน เพื่อสร้างหลักประกันความมั่นคงให้แก่พี่น้องประชาชนในวัยทำงาน

 นายกฯ กล่าวถึงแผนปฏิรูปด้านสุดท้ายว่า เรื่องการได้รับความยุติธรรม กระบวนการยุติธรรม กฎหมาย และบริการอื่นๆ ไปจนถึงปัญหาการบริหารจัดการในสังคมที่ยังคงมีปัญหาในเรื่องของธรรมาภิบาล และการทุจริตคอรัปชั่น สิ่งที่จะทำในแผนปฏิรูป คือ จะมีศูนย์อำนวยการในเรื่องการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม และยาเสพติดระดับชาติ เพื่อให้เกิดการบูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงาน มีการติดตามอย่างจริงจัง นอกจากนี้การที่จะช่วยกันแก้ไขปัญหาเรื่องความปลอดภัย อาชญากรรม จะมีการนำเทคโนโลยี เช่น กรณีของซีซีทีวีเข้ามา

 นายกฯ กล่าวต่อถึงแผนปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมว่า แนวคิดของแผนการปฏิรูป คือ จะใช้กระบวนการที่เรียกว่า “ยุติธรรมชุมชน” ปัจจุบันมีอยู่แล้วครอบคลุมอยู่ทุกจังหวัด แต่การดำเนินการยังทำได้น้อยกว่าที่ต้องการจะเห็น เป้าหมายของการปฏิรูปคือการลดข้อพิพาทในชุมชนให้ได้กว่า 3 ใน 4 ผ่านเครือข่ายยุติธรรมชุมชน นอกจากนั้นจะทำระบบของการร้องเรียน การให้คำปรึกษาทางด้านกฎหมายต่างๆ เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม และได้รับความเป็นธรรมอย่างแท้จริง

 นายกฯ กล่าวถึงปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นว่า การสำรวจต่างๆ บอกว่าปัญหานี้เป็นปัญหาที่รุนแรงมาก ขณะนี้สิ่งที่กำลังเดินหน้า ประการแรก คือ กำลังดึงทุกภาคส่วนเข้ามา ในระดับระหว่างประเทศ กำลังเร่งรัดการประกาศให้สัตยาบัน อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่น แล้วจะมีมาตรการที่จะดึงภาคส่วนต่างๆ เข้ามา

 “แผนปฏิบัติการที่จะเดินหน้าทั้ง 4 ด้าน ที่ได้เรียนมาทั้งหมด คือความมุ่งมั่นตั้งใจของรัฐบาลที่จะเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย เพื่อความปรองดองสมานฉันท์ สำหรับพี่น้องประชาชนทุกคน และเพื่อนำให้สังคมของเรากลับเข้าสู่ความสุขอย่างยั่งยืน ขอขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ได้ติดตามการทำงานของรัฐบาลในด้านการปฏิรูป และขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนเพื่อให้งานนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีครับ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

 แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยถึงสิ่งที่ต้องดำเนินการต่อ หลังจากนายกรัฐมนตรีแถลงแผนปฏิรูปประเทศไทยว่า จะมีการจัดทำรายละเอียดของแผนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการต่อ เพื่อกำหนดงบประมาณซึ่งจะใช้งบของปี 2555

 "ขณะนี้แผนทั้งหมดเขียนเสร็จทั้งหมดแล้ว โดยมีรายละเอียดกรอบระยะเวลา กรอบงบประมาณทั้งหมด แล้วจากนั้นก็จะเดินตามแผนนี้ ซึ่งรายละเอียดของแผนทั้งหมดนายกฯ จะเป็นผู้เปิดเผยรายละเอียดเอง" แหล่งข่าวกล่าว

พท.จับตาแผนปฏิรูปทำได้จริงหรือไม่

 นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีประกาศเดินหน้าแผนปฏิรูปประเทศไทย 4 ด้าน โดยเฉพาะกระบวนการสร้างความปรองดองว่า ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี ที่รัฐบาลได้ประกาศให้กระบวนการปรองดองอยู่ในแผนการปฏิรูป ซึ่งพรรคเพื่อไทยจะจับตาดูว่ารัฐบาลจะทำอย่างจริงใจหรือไม่ ที่ผ่านมา ตนก็เป็นคนหนึ่งที่พูดเรื่องปรองดอง แม้ในมุมหนึ่งยอมรับว่าส.ส.เพื่อไทยส่วนหนึ่งมองว่าตนยอมแพ้ หรือไปยอมรัฐบาลมากไป แต่เรื่องนี้จะเห็นได้ว่าล่าสุดก็มีสัญญาณตอบรับที่ดีจากทุกฝ่ายที่พูดแล้วคิดเรื่องการปรองดองตรงกัน ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. หรือพรรคเพื่อไทย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ซึ่งในเมื่อผู้นำทั้งสามฝ่ายเห็นตรงกันเช่นนี้ก็เชื่อว่ากระบวนการปรองดองจะเกิดขึ้นได้จริง แต่สิ่งสำคัญและขอแนะรัฐบาลว่าควรคิดถึงขั้นตอน และวิธีการปรองดองอย่างเป็นรูปธรรม โดยเริ่มต้นที่ 1.พูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นที่ไม่ตรงกัน 2.เอาสิ่งที่ตรงกันมาเดินหน้า 3.เอากระบวนการประชาธิปไตยคืนมา โดยจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ยุบสภาในเดือนเมษายน 2554

 นายปลอดประสพ กล่าวอีกว่า หากทำได้จะทำให้การปรองดองสำเร็จ ตัวแทนการพูดคุยควรมาจากพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อไทย คนกลาง และผู้แทนทหาร ส่วนดีเอสไอ ก็ไม่ควรมาเร่งรัดหรือทำนอกกรอบกระบวนการยุติธรรม ทหารก็ไม่ควรเข้ามายุ่ง นอกจากนี้ ฝ่ายเพื่อไทย และเสื้อแดงก็ต้องหยุดดำเนินการยั่วยุ เช่น การเดินขบวนใหญ่ๆ ไม่ควรเกิดขึ้นอีก และต้องกลับไปสู่กระบวนการปรองดองแม้จะต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ด้วยการพูดคุยกันอีกครั้งก็ตาม หลังปีใหม่ ตั้งใจว่าจะประสานไปยังรัฐบาลต่อไป ทั้งนี้เห็นว่าแผนปฏิรูปประเทศไทยได้คือ แก้ความขัดแย้งในสังคมก่อนจึงจะแก้ปัญหาได้

"สนั่น"แนะดันงบก่อนยุบสภาเดือนต.ค.

 พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี และประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา ให้สัมภาษณ์ถึงภาพรวมสถานการณ์การเมืองในปี 2554 ว่า ปี 2554 ทุกอย่างน่าจะเบาขึ้น และถ้าการเดินทางไปสู่การปรองดอง ทำได้สำเร็จหรือดีขึ้น จะทำให้บ้านเมืองสงบแน่ ที่ผ่านมาได้ทำเรื่องปรองดอง ก็เพื่อให้ทุกฝ่ายมีความเข้าใจ และยังมั่นใจว่า แนวทางของตนจะทำให้คนไทยมีความสุขขึ้น  

 “ผมเชื่อว่า ปี 2554 สถานการณ์โดยรวมจะดีขึ้น ความรุนแรงลดลง ไม่เชื่อว่าจะมีใครมาทำปฏิวัติ รัฐประหาร เพราะสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย และเรื่องนี้ก็ไม่อยู่ในความคิดของทหารแล้ว เพราะสังคมไม่ยอมรับ เว้นแต่จะเกิดภาวะสงคราม ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง” พล.ต.สนั่น กล่าว

 ส่วนจะมีการยุบสภาเมื่อใด พล.ต.สนั่น กล่าวว่า ไม่สามารถเดาใจนายกรัฐมนตรีได้ว่า จะประกาศยุบสภาเมื่อใด แต่มั่นใจว่านายกรัฐมนตรีไม่หนีการอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่นอน ดังนั้น จะต้องผ่านช่วงเปิดสภา ไปจนถึงเดือนมีนาคม-เมษายนก่อน แต่ถ้านายกรัฐมนตรีคิดถึงภารกิจ ตามนโยบายประชาวิวัฒน์ที่ประกาศไว้ ก็ต้องพยายามให้ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2555 ผ่านให้ได้ เพื่อให้มีงบประมาณไปดำเนินการตามนโยบาย ซึ่งก็จะยาวไปถึงเดือนกันยายน และจะพอดีกับช่วงแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ดังนั้น ก็จะเป็นเดือนตุลาคม

 “ถ้านายกรัฐมนตรีจะประกาศนโยบายประชาวิวัฒน์ ถ้าไม่รอตั้งงบประมาณเอาไว้ให้ข้าราชการปฏิบัติ นโยบายที่ประกาศไว้ก็ล้มเหลว เพราะรัฐบาลใหม่มา เขาก็ไม่เอาด้วย” พล.ต.สนั่น กล่าว 

 ต่อข้อถามว่า จากการทำงานร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ มิตรภาพจะผูกพันยาวไปถึงหลังเลือกตั้งครั้งหน้าด้วยหรือไม่ พล.ต.สนั่น กล่าวว่า ไม่มีอะไรแน่นอน ต้องดูว่าใครจะได้เสียงข้างมาก เพราะเชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งหน้า จะไม่มีพรรคใดได้เสียงเด็ดขาดแน่นอน จะต้องตั้งรัฐบาลผสม ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์นั้นเชื่อว่าน่าจะได้ ส.ส.เท่าเดิมหรือมากขึ้น แต่ไม่ถึงขนาดเป็นรัฐบาลพรรคเดียว ขึ้นอยู่ที่พื้นที่ภาคอีสานและภาคเหนือตอนบน ว่าพรรคร่วมรัฐบาล เช่น พรรคภูมิใจไทยจะฝ่าวงล้อมออกไปได้มากน้อยแค่ไหน ถ้าสามารถฝ่าวงล้อมของพรรคเพื่อไทยไปได้ โอกาสของพรรคประชาธิปัตย์ก็น่าจะกลับมาเป็นรัฐบาลได้ เพราะพื้นที่ภาคอีสานจะเป็นตัวกำหนดการจัดตั้งรัฐบาลอย่างแท้จริง

 พล.ต.สนั่น กล่าวว่า ในส่วนของพรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งเป็นพรรคขนาดกลาง บริหารจัดการง่าย เราก็เตรียมความพร้อมเสมอที่จะสู้ศึกเลือกตั้ง นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค ก็ไม่ได้หนีไปไหน คอยแนะนำอยู่ตลอด ซึ่งประเมินว่าการเลือกตั้งครั้งหน้า คงจะได้เสียง ส.ส.ไม่น้อยไปกว่าเดิม

 ต่อข้อถามถึงการที่นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา จะรวมตัวกับกลุ่ม 3 พี ของพรรคเพื่อแผ่นดิน ถือเป็นกลุ่มที่น่ากลัวหรือไม่ พล.ต.สนั่น กล่าวว่า ก็ดีใจ ถ้ารวมกันได้ เพราะเป็นพรรคการเมืองที่มีผลงานในอดีต หากรวมกันได้เป็นปึกแผ่น ก็จะเป็นพรรคขนาดกลางอีกพรรคหนึ่ง อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงพรรคเพื่อไทยที่มีข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เตรียมส่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว มาเป็นหัวหน้าพรรคตัวจริง พล.ต.สนั่น กล่าวว่า ไม่ขอก้าวก่าย และไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์ แต่ก็เห็นว่าหากมีสุภาพสตรีเข้ามาสร้างสีสันให้แก่วงการการเมืองบ้างก็ดี

“สนธยา”แนะทุกฝ่ายหันหน้าปรองดอง

 นายสนธยา คุณปลื้ม แกนนำพรรคภูมิใจไทย กล่าววิเคราะห์การเมืองใน ปี 2554 ว่า เท่าที่ดูวันนี้ไม่ว่าจะเป็นในส่วนฝ่ายค้าน หรือฝั่งรัฐบาล ยกหลักมาพูในลักษณะเดียวกันคือการปรองดอง หลังสุดที่คือ การที่อดีตนายกฯ ทักษิณ ที่ออกมาพูดทางผ่านพรรคเพื่อไทย ก็ยังพูดถึงการปรองดอง ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดี ในการตั้งใจที่จะดำเนินการสร้างการปรองดองในชาติเพื่อให้เดินต่อไปได้ แต่ทุกฝ่ายต้องหาแนวทางที่ได้พูดคุย ให้เป็นไปตามแนวทางที่ต่างฝ่ายต่างคิดกัน เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ ถ้าการเมืองไม่ดี ภาวะเศรษฐกิจก็จะถอยหลัง ทำให้ประเทศชาติได้รับผลกระทบ ดังนั้นทุกฝ่ายต้องเสียสละ ลดทิฐิ เพื่อให้ประเทศเดินหน้า

"อนุทิน"ตั้งเป้าภท.เลือกตั้งได้ 40 ที่นั่ง

 ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล แกนนำพรรคภูมิใจไทย วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองในปี 2554 ว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน คือการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะยุบสภาก่อนรัฐบาลหมดวาระหรือไม่ ดังนั้น การเมืองปี 2554 ประชาชนจะได้ประโยชน์มาก เพราะทุกพรรค ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล จะขยันทำผลงานให้ประจักษ์ต่อประชาชน เพื่อให้ได้ความนิยม ได้รับการคัดเลือกเข้ามาเป็น ส.ส. ซึ่งพรรคการเมืองจะต้องคิดกลยุทธ์ต่างๆ ในการหาเสียงเลือกตั้ง

 ส่วนการทำงานพรรคภูมิใจไทย ในปี 2554 นายอนุทิน กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยก้าวช้าอย่างมั่นคง คงไม่ได้เปลี่ยนแนวทางนโยบายอะไร ที่ทำมาก็ว่ามาถูกทางแล้ว การยอมรับจากประชาชนขึ้นอยู่กับนโยบาย การตั้งใจทำงานของผู้สมัคร ประชาชนจะเห็นคนนอกท้องถิ่น ดีกว่าคนในท้องถิ่นได้อย่างไร เพราะคนเหล่านั้นเป็นตัวแทนชาวบ้านที่นำประโยชน์มาให้ ซึ่งพรรคตั้งเป้าเท่าเดิมคือ 30-40 เสียง

จี้ปลุกผีนิรโทษกรรมปลดล็อก 111-109

 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มมัชฌิมา พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์วิเคราะห์ทิศทางการเมืองไทยในปี 2554 ว่า ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ระบุว่าจะมีการยุบสภา พรรคร่วมรัฐบาลก็ควรช่วยกันทำงานเพื่อเรียกคะแนนนิยม เพื่อให้ได้รับการยอมรับจากประชาชน ถึงจะกลับมาเป็นรัฐบาลได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ต้องช่วยกัน ส่วนนโยบายประชาวิวัฒน์คิดว่าเป็นเจตนาที่ดีที่จะทำให้ประชาชนเข้มแข็ง แต่การให้ในรูปแบบประชานิยม เป็นการให้ประชาชนสามารถไปต่อยอดได้ เช่น การให้แห เบ็ด เพื่อนำไปจับปลา ไม่ใช่การให้ปลาไปกินเลย เมื่อปลาหมดก็หมดไป ความเข้มแข็งจะไม่เกิด ดังนั้น คำว่าประชาวิวัฒน์ต้องมาดูว่าจะเป็นอย่างไร เป็นการให้แหหรือให้ปลา ซึ่งต้องมีความชัดเจน ขณะเดียวกันยืนยันว่ากลุ่มมัชฌิมาจะไม่ย้ายออกจากพรรคภูมิใจไทยอย่างแน่นอน เพราะกลุ่มมัชฌิมาเป็นกลุ่มที่ร่วมก่อตั้งพรรคภูมิใจไทย ร่วมลำบากกับกลุ่มเพื่อนเนวินมาตั้งแต่ต้น ดังนั้นไม่มีใครคิดไปไหน

 เมื่อถามว่าวันนี้หลายฝ่ายเรียกร้องการสร้างความปรองดอง นายสมศักดิ์ กล่าวว่า การปรองดองจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อสิ่งแวดล้อมช่วย ถ้าเรายังอยู่ในความกลัวก็ไม่มีทางปรองดองได้ เหตุการณ์วันนี้เบาลงแล้ว ศรัทธา คะแนนเสียงต่างๆ ก็เปลี่ยนไปแล้ว ดังนั้นการปรองดองจึงเกิดขึ้นได้ ในส่วนของการที่ทำให้พรรคเล็กพรรคน้อย หรือกลุ่ม 111 หรือ 109 ออกมาเพื่อไปช่วยกันเลือกตั้ง การสร้างแนวทางปรองดองคิดว่าในช่วงกลางปีเราน่าจะเห็น แต่ไม่ได้หมายความให้นิรโทษกรรมแก่คนบ้านเลขที่ 111 และ 109 แต่หมายความว่า นายกฯ มั่นใจว่าการเลือกตั้งครั้งหน้ามั่นใจว่าจะได้ 250 หรือไม่ ถ้ามั่นใจแล้วก็ไม่จำเป็น แต่ถ้าดูสุ่มเสี่ยงไม่พอจะตั้งรัฐบาลก็อาจจะขอให้ปล่อย 111 หรือ 109 มาช่วย คิดว่าภายใน 6 เดือนน่าจะมีอะไรให้เห็น
 
เพื่อไทยลั่นยื่นอภิปราย 21 ม.ค.แน่

 นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่า พรรคเพื่อไทยได้จัดกิจกรรมลงพื้นที่ในช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่ เพื่อเป็นการปูทางเตรียมพร้อมในการขับเคลื่อนทางการเมืองในปี 2554 โดยได้มีการมอบหมายให้แกนนำพรรค นำโดยนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี และคณะรองหัวหน้าพรรค ประธานภาคต่างๆ ตลอดจน ส.ส.ได้นำทีมผู้สมัครในแต่ละภาคเดินสายลงพื้นที่ในแต่ละภูมิภาค เพื่อเผยแพร่นโยบายและรณรงค์ให้ความรู้เรื่องของประชาธิปไตยแก่ประชาชนในพื้นที่ต่างๆ เพื่อเป็นการขยายฐานเสียงทางการเมืองของพรรค

 นอกจากนี้ยังถือโอกาสสังสรรค์ในส่วนของ ส.ส.ในพรรคและหัวคะแนนในพื้นที่ต่างๆ โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2553-4 มกราคม 2554 ขณะที่ยุทธศาสตร์ทางการเมืองในเรื่องของการทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลในฐานะฝ่ายค้านนั้น หลังจากผ่านพ้นเทศกาลปีใหม่แล้ว พรรคเพื่อไทยจะจัดกิจกรรมรูปแบบของการรณรงค์ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้นและจะมีการนำมาขยายผลเพื่อยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 21 มกราคม 2554

ยันนำปม"พนิช"มาอภิปรายด้วย

 นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.เพื่อไทย ในฐานะคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (เจบีซี) กล่าวยืนยัน กรณีนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ถูกทางการกัมพูชาจับพร้อมคนไทยอีก 6 คน หลังล้ำแดนประเทศเพื่อนบ้านว่า พรรคเพื่อไทยจะนำเรื่องดังกล่าวบรรจุเป็นหัวข้อในการที่จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ด้วยอย่างแน่นอน เพราะมีข้อสงสัยว่าการเดินทางไปของนายพนิชที่อ้างว่าไปในนามของคณะกรรมาธิการเขตแดนไทย-กัมพูชานั้น ความเป็นจริงไม่ใช่อย่างนั้น เพราะในคณะกรรมาธิการไม่มีใครทราบเรื่องการเดินทางไปมาก่อน ทั้งนี้มีข้อสงสัยว่า หากไปในนามรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะต้องแสดงความรับผิดชอบด้วย ขณะที่กรณีที่พรรคเพื่อไทยจะตัดสินใจยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในวันที่ 21 มกราคม 2554  ซึ่งเป็นวันเปิดสภาสมัยสามัญนิติบัญญัติหรือไม่นั้น ยังไม่ชัดเจน พรรคจะต้องประชุมกันก่อน

 ส่วนกรณีที่นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย เสนอตัวเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยนั้น โดยส่วนตัว นายสุนัย กล่าวว่า ไม่ขัดข้อง ถ้านายมิ่งขวัญ จะขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เพื่อเตรียมเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี สู้กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แต่นายมิ่งขวัญควรที่จะต้องแสดงฝีไม้ลายมือให้ลูกพรรคได้เห็น และเกิดความน่าเชื่อถือด้วย ทุกคนจึงจะยอมรับ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม รวมไปถึงเป็นผู้นำการอภิปรายไม่ไว้วางในรัฐสภาด้วย

ปณิธานชี้นายกฯไม่ยุบสภาหนีซักฟอก

 นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองในปี 2554 ว่า 2 ปีที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีทำงานประสบความสำเร็จในหลายด้าน แม้จะไม่ได้ทั้งหมด แต่ทำให้บ้านเมืองเดินหน้าไปได้ ดังนั้น ปัจจัยการยุบสภา นายกรัฐมนตรีคงต้องดูถึงความพร้อมมากที่สุดว่า ประเทศมีความพร้อมที่จะมีการเลือกตั้งหรือไม่ โดยที่ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น

 ส่วนการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของฝ่ายค้านนั้น นายปณิธาน กล่าวว่า คงไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ทำให้นายกรัฐมนตรียุบสภา เพื่อหนีการอภิปราย เพราะการอภิปรายเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการตรวจสอบเท่านั้น ดังนั้น เชื่อว่าในปี 2554 สถานการณ์การเมืองน่าจะดีขึ้น ประชาชนจะเริ่มสนใจในเรื่องนโยบายของพรรคการเมืองมากขึ้น เพราะถือว่าเข้าโหมดของการเลือกตั้งแล้ว

"ไพโรจน์”ขอคิดเรื่องควบรวมกับ รชพ.

 ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี แกนนำกลุ่มโคราช พรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวถึงกรณีที่นายบรรหาร ศิลปอาชา ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา แนะนำให้รักษาพรรคเพื่อแผ่นดินไว้อย่าไปควบรวมกับพรรคการเมืองอื่นว่า คำแนะนำดังกล่าวตนพร้อมที่จะน้อมรับ แต่ต้องรอปรึกษาแกนนำคนอื่นๆ อาทิ นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ นายพินิจ จารุสมบัติ ที่ตอนนี้ติดภารกิจอยู่ต่างประเทศ อย่างไรก็ตามตอนนี้ตนยังติดทางการเมือง เรื่องนี้ต้องให้แกนนำพรรค เช่น นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง หัวหน้าพรรค นายสิทธิชัย โควสุรัตน์ เลขาธิการพรรคเป็นผู้ตอบคำถาม

 ด้านนายสิทธิชัย กล่าวว่า เรื่องความชัดเจนด้านทิศทางการเมืองของพรรค จะเตรียมสรุปอีกครั้งประมาณต้นเดือนมกราคมนี้ อย่างไรก็ตามขณะนี้ทางพรรคได้เร่งทำนโยบายเพื่อใช้หาเสียงเลือกตั้ง คาดว่าจะประกาศได้เร็วๆ นี้