
"มาร์คยันนโยบายปีหน้าทำ3จว.ใต้ให้สงบ
นายกฯ เผย นโยบายความมั่นคงปี 54 เดินหน้าทำพื้นที่ 3 จ.ชายแดนใต้ให้สงบ นำกฏหมายความมั่นคงมาใช้ปรับโครงสร้างบริหาร หวังกระบวนการทางการเมืองจะลดความขัดแย้ง ชี้ทุกสังคมมีความคิดที่แตกต่างแต่ต้องเลิกใช้ความรุนแรง เชื่อปีหน้ายังมีการชุมนุม แต่ต้องไม่เกินขอบเข
(31ธ.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงนโยบายด้านความมั่นคงในปี 2554 ที่จะสามารถทำให้สถานการณ์จบลงได้ และลดปัญหาความแตกแยกได้หรือไม่ ว่า คงไม่ใช่คำว่าจบ แต่ว่ามีความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญในหลาย ๆ เรื่อง เช่นเรื่อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เราจะเดินหน้าในการทำให้พื้นที่ ที่มีความสงบกับมาใช้กฎหมายปกติ เบื้องต้นก็จะใช้กฎหมายความมั่นคง และจากการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติเมื่อวันที่ 28 ธ.ค.ที่ผ่านมา ก็ตั้งใจจะให้มาตรา 21 พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร 2551จะเริ่มใช้ได้ประมาณเดือนมี.ค. ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในแง่ของภาคใต้ และโครงสร้างใหม่ของการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ตามกฎหมายก็จะเริ่มต้นปีหน้า ภาพรวมก็จะมีความชัดเจนมากขึ้น ที่เป็นความเปลี่ยนแปลงมาจากนโยบายในอดีต ที่เน้นในเรื่องการใช้กำลังค่อนข้างมาก
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สถานการณ์ความมั่นคงทั่วไป ตนหวังว่ากระบวนการทางการเมือง ก็จะแก้ความขัดแย้งทางการเมืองได้อีกระดับหนึ่ง แต่ก็จะมีปัญหาความมั่นคงทางด้านอื่นๆ ที่ตนคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่และจำเป็นต้องมีการทบทวนระบบทั้งหมด เรื่องหนักสุด คือเรื่องของแรงงานต่างด้าว ที่มีจำนวนมากมายมหาศาลและส่วนใหญ่ยังไม่ได้จดทะเบียน หรือบรรดาคนที่จดทะเบียนแล้ว ส่วนมากก็มีปัญหาเรื่องพิสูจน์สัญชาติ ปัญหานี้จะเป็นปัญหาความมั่นคงมากขึ้น ถ้าเราไม่มีการจัดการ ซึ่งขอให้ทุกหน่วยงาน รวมทั้งกระทรวงแรงงานได้ทบทวนว่าแนวทางจะต้องทำอย่างไร
เมื่อถามว่า เรื่องการยุบสภาแล้วมีการเลือกตั้งจะช่วยแก้ไขปัญหาได้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จะช่วยลดความตรึงเครียดทางการเมืองได้อีกระดับหนึ่ง และจะสามารถยุติความแตกแยกได้หรือไม่นั้น เราคงไม่สามารถที่จะทำให้คนคิดเหมือนเราได้ แต่สิ่งที่เราต้องทำไปเรื่อยๆ คือลดพื้นที่ของคนที่คิดใช้ความรุนแรง ซึ่งเมื่อไหร่ที่ ไม่มีพื้นที่สำหรับคนที่ใช้ความรุนแรง แม้ว่าการเมืองจะมีความคิดเห็นแตกต่างกันมาก จะต่อสู้กันเข้มข้นก็ไม่เป็นปัญหา
เมื่อถามว่า ปีหน้าเราก็จะอยู่บนปัญหาความแตกแยกกันต่อไป นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คิดว่าสังคมทุกสังคม มีคนที่คิดแตกต่าง สิ่งที่เรากำลังทำขณะนี้คือให้เลิกคิดใช้ความรุนแรง และเอาความแตกต่างหรือความแตกแยกทั้งหลายมาแก้ไขในระบบ หรือกระบวนการประชาธิปไตย กับกระบวนการทางกฎหมาย
นอกจากนี้นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงและกลุ่มคนเสื้อเหลืองในปี 2554 ว่า จะยังคงมีอยู่ ซึ่งเราก็จะให้เขาใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ก็ให้เป็นบทเรียนกับทุกฝ่าย ว่าเมื่อเกินขอบเขตของรัฐธรรมนูญแล้ว สังคมทั้งสังคมก็เดือนร้อนไม่มีใครได้ ฉะนั้นต้องเน้นย้ำตรงนี้ ซึ่งตนย้ำมาตลอดว่า ภาระหน้าที่ทุกภาคส่วนของสังคม และขอความร่วมจากสื่อมวลชนว่าอย่าสนับสนุนความรุนแรง
“ คิดว่าจริง ๆ แล้ว สังคมผ่านเหตุการณ์และมีบทเรียนกันตามสมควร และผมมั่นใจว่าสังคมส่วนใหญ่ ไม่ต้องการที่จะให้เราย้อนกลับไปสู่ความรุนแรง ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
เมื่อถามว่า นอกจากเรียกร้องจากภาคส่วนอื่น ๆ ฝ่ายการเมืองเองก็ควรทำไรบ้าง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนกับรัฐบาลได้ทำทุกวิถีทางเพื่อให้บรรยากาศการไม่ใช่ความรุนแรงเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายยอมรับ และพยายามรับฟังทุกเสียง และจะพยายามหาความพอดี ความสมดุลในแต่ละเรื่อง ที่มีความขัดแย้งกัน ซึ่งก็มีเสียงต่อว่าจากหลาย ๆ ฝ่าย ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดา
ต่อข้อถามที่ว่า หลังจากที่มีการพูดคุยกับนางธิดา ถาวรเศรษฐ์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)จะมีการพูดคุยเรื่องแผนปรองดองหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนไม่มีเรื่องการพูดคุย แต่คิดว่า ควรจะมีเหตุผลในการคุย และมีเป้าหมายของการพูดคุย อย่างรอบที่แล้วแม้จะเป็นเหตุบังเอิญแต่เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงผู้นำนปช. ก็คิดว่าการสื่อสารว่ารัฐบาลคิดอย่างไร เขาคิดอย่างไรก็น่าจะเป็นประโยชน์
เมื่อถามว่า เสื้อแดง - เสื้อเหลืองที่มีปัญหาอยู่ขณะนี้ ตัวนายกรัฐมนตรีจะยืนอยู่จุดไหนอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จุดยืนตนคงไม่เกี่ยวว่ามีสีอะไรอยู่ที่ไหน จุดยืนตนก็คือจุดตน ตนก็ยืนอยู่บนความถูกต้อง และสิ่งที่เห็นว่าเป็นประโยชน์สูงสุดของสังคม และต้องการให้สังคมของไทย เป็นสังคมที่เคารพกฎหมาย เคารพสิทธิ เคารพกระบวนการประชาธิปไตย ส่วนที่เหลืองและแดงจะจับมือกันได้หรือไม่ในฐานะคนไทยเหมือนกันนั้น ตนคิดว่า เขาสามารถเป็นคนไทยเหมือนกัน ถ้าไม่จับมือกันก็ไม่เป็นไร แต่ไม่ใช่ประหัตประหาร แล้วก็คิดที่จะมีปัญหาจนถึงขึ้นที่จะนำไปสู่ความรุนแรง เป็นปกติ คนเราจะให้ไปชอบพอกันทั้งหมดคงเป็นไปไม่ได้ จะไม่ชอบกันก็ไม่เป็นไร และสังคมประชาธิปไตยพิสูจน์ความเป็นประชาธิปไตย ด้วยการคนที่ไม่ชอบกันไปอยู่ด้วยกันได้ เพราะคนที่ชอบกันก็อยู่ด้วยกันไม่ยาก



