
2010เตือนภัยก่อนวันสิ้นโลก2012
เราคงไม่ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญแผ่นดินไหว เป็นนักอุตุนิยมวิทยา หรือนักอะไรก็ตาม ก็พอจะรับรู้ได้ว่า ภัยพิบัติธรรมชาติทั้งในมิติความรุนแรงและความถี่ กับสภาพอากาศวิปริตแปรปรวนทั่วโลก ได้เพิ่มมากขึ้นอย่างน่าตื่นตระหนกในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ในปี 2553 ที่เพิ่งผ่านไปหมาดๆ ยิ่งเป็นปีที่หนักหนาสาหัสอย่างยิ่ง เป็นปีที่แผ่นดินไหว คลื่นความร้อน ไฟป่า น้ำท่วมใหญ่ ภูเขาไฟระเบิด ซูเปอร์ไต้ฝุ่น พายุหิมะ แผ่นดินถล่มและภัยแล้ง กลืนกินชีวิตประชากรโลกมากที่สุดในช่วงหนึ่งอายุคนเลยทีเดียว
นายเครจ ฟูเกต ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินในสหรัฐอเมริกา หน่วยงานที่จัดเก็บสถิติภัยพิบัติในปี 2553 กล่าวว่า ภัยธรรมชาติเกิดขึ้นเป็นระลอก ไล่หลังกันมาเรื่อยๆเหมือนกับคลื่นซัด วลีที่ว่า เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรอบ 100 ปี แทบหมดความหมายพิเศษไปเลยในปีนี้
ถึงแม้ธรรมชาติจะร้ายกาจเพียงใด แต่นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญภัยพิบัติ พูดตรงกันว่า พวกเรามวลมนุษย์ ต้องโทษตัวเอง
ภัยพิบัติจำนวนมากเกิดขึ้นตามวัฏจักร เป็นครั้งคราวหรือเอาแน่เอานอนไม่ได้ แต่ด้วยน้ำมือมนุษย์ มีส่วนทำให้ภัยธรรมชาติทุกรูปแบบ ตั้งแต่อากาศแปรปรวน ไปจนถึงแผ่นดินไหว ทวีดีกรีรุนแรง สูญเสียทรัพย์สินเงินทองและชีวิตมหาศาล
การก่อสร้างและการพัฒนาแบบลวกๆ กลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกับแผ่นดินไหวใหญ่ ซึ่งเป็นภัยที่เกิดขึ้นแบบปัจจุบันทันด่วนไม่ทันตั้งตัว คร่าชีวิตเหยื่อมากกว่าที่ควรจะเป็น น่าเศร้าที่เหยื่อส่วนมากเป็นคนยากจนที่อาศัยในอาคารบ้านเรือนไม่แข็งแรงในเมืองที่ประชากรหนาแน่น ซึ่งแน่นอนว่าหากเกิดการสั่นสะเทือนของแผ่นดิน คันกั้นน้ำพังทลาย หรือพายุไซโคลนถล่มเมื่อไหร่ ประชาชนจะตายเป็นเบือ
ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ แผ่นดินไหวขนาด 7 ริกเตอร์ 35 วินาทีในกรุงปอร์โตแปรงซ์ นครหลวงของเฮติ เมื่อเดือนมกราคม คร่าชีวิตประชาชนถึงกว่า 2.2 แสนคน ขณะที่แผ่นดินไหวรุนแรงพอๆ กันในนิวซีแลนด์เมื่อเดือนสิงหาคม ไม่มีผู้เสียชีวิตแม้แต่คนเดียว
และด้วยน้ำมือมนุษย์ที่ทำให้โลกร้อนขึ้น เป็นสาเหตุให้สภาพอากาศโลกแปรปรวนสุดเหวี่ยงในปี 2553 อย่างเช่น คลื่นความร้อน น้ำท่วมใหญ่ พายุหิมะฤดูหนาวในยุโรป
รัสเซียเผชิญคลื่นความร้อนที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 50 คน และยังเป็นสาเหตุของไฟป่าครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของประเทศ ถัดลงไปทางใต้ ปากีสถานประสบอุทกภัยคลุมพื้นที่ 1 ใน 5 ของประเทศ ทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 2,000 คน ประชาชนราว 20 ล้านคนได้รับความเดือดร้อน มากกว่าตัวเลขผู้ได้รับผลกระทบจากภัยสึนามิในมหาสมุทรอินเดียเมื่อ 6 ปีก่อน แผ่นดินไหวแคชเมียร์เมื่อปี 2548 และแผ่นดินไหวเฮติรวมกัน
นักวิทยาศาสตร์คำนวณว่า คลื่นความร้อนในรัสเซีย ที่ส่งอุณหภูมิเฉลี่ยในแดนหมีขาวพุ่งถึง 40 องศานั้น จะเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในทุกหนึ่งแสนปี หากไม่มีภาวะโลกร้อนมาเป็นปัจจัย และถ้าไม่ใช่เพราะภาวะโลกร้อนเช่นกัน ก็คงไม่ทำให้ 18 ประเทศ มีวันที่อากาศร้อนทำลายสถิติในปีนี้ ดังนั้น การเชื่อง่ายๆ ว่า ปี 2553 เป็นปีเคราะห์ร้ายปีหนึ่งที่ผ่านพ้นไปแล้ว ถือเป็นความเข้าใจที่ผิดถนัด
วิปริตอย่างไร
ภูเขาไฟใต้ธารน้ำแข็งไอย์ยาฟยัลลาโยกูล ในไอซ์แลนด์ ซึ่งตั้งอยู่ในแนวแผ่นดินไหวของมหาสมุทรแอตแลนติกตอนกลาง ได้ฤกษ์ระเบิดพ่นเถ้าถ่านบดบังท้องฟ้าในยุโรปจนมืดมิด หลังจากสงบเงียบมานานเกือบ 200 ปี ทำให้การจราจรทางอากาศในยุโรปนิ่งสนิทเป็นเวลาหลายวัน กระทบการเดินทางของผู้คนกว่า 7 ล้านคน เช่นเดียวกับภูเขาไฟในหลายประเทศที่พร้อมใจกันตื่นจากหลับใหลในปีนี้ ทั้งคองโก กัวเตมาลา เอกวาดอร์ ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย
ขณะที่นิวยอร์กเจอพายุทอร์นาโดที่แทบไม่เคยเกิดมาก่อน และในปีนี้ การก่อตัวของพายุเฮอริเคนในมหาสมุทรแอตแลนติก ยังมากเป็นประวัติการณ์ แต่ไม่ได้ส่งผลกระทบมากนัก
ที่รัฐเซาท์ ดาโกตา มีลูกเห็บหนักเกือบ 2 ปอนด์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 นิ้วเมื่อเดือนกรกฎาคม กลายเป็นสถิติใหม่ในสหรัฐ
และที่น่าตื่นตระหนกมากสำหรับอินโดนีเซียในปีนี้ คือปลายเดือนตุลาคม อินโดนีเซียเจอแผ่นดินไหว 7.7 ริกเตอร์ใต้ทะเล ทำให้เกิดสึนามิคร่าชีวิตประชาชนกว่า 500 คน และการปะทุของภูเขาไฟเมอราปีในเวลาห่างกันไม่ถึง 24 ชั่วโมง ทำให้ประชาชนเกือบ 4 แสนต้องอพยพหนีภัย นอกจากนี้อินโดนีเซียยังเผชิญกับการเคลื่อนไหวของเปลือกโลกมากที่สุดในรอบหลายสิบปี โดยนับถึงกลางธันวาคม 2553 ที่ผ่านมา ได้เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7 ริกเตอร์ขึ้นไป 20 ครั้ง จากปกติจะเกิดราวๆ 16 ครั้ง
ส่วนที่อังกฤษ ฤดูหนาวปีนี้อาจจัดได้ว่าหนาวที่สุดในรอบ 100 ปี โดยอุณหภูมิที่เมืองนอร์ริช ทางภาคตะวันออก ต่ำติดลบ 17 องศาเซลเซียส ขณะที่เมืองแกตวิคมีสภาพอากาศที่หนาวเย็นถึงติดลบ 11 องศาเซลเซียส สร้างความโกลาหลด้านการคมนาคมขนส่ง
อุทกภัยครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบหลายสิบปีในประเทศไทย ก็เป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลกเช่นกัน เนื่องจากน้ำท่วมกินบริเวณกว้าง สร้างความเสียหายนับแสนล้านบาท
ความสูญเสียในปีมรณะ
ตัวเลขจากบริษัทประกันภัยยักษ์ใหญ่ สวิส เร ระบุว่า นับถึงพฤศจิกายน ปีที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตจากภัยธรรมชาติเกือบ 2.6 แสนคน เพิ่มจากปี 2552 ที่มีจำนวน 1.5 หมื่นคน ถือเป็นปีที่มียอดเหยื่อภัยพิบัติธรรมชาติมากที่สุดนับจากปี 2519 เป็นต้นมา โดยแผ่นดินไหวเฮติ คลื่นความร้อนในรัสเซีย และน้ำท่วมปากีสถาน เป็นภัยพิบัติสามรายการที่คร่าชีวิตผู้คนมากที่สุด
ส่วนอุทกภัยในปีนี้ ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนกว่า 6,300 คนใน 59 ประเทศนับถึงเดือนกันยายน โดยที่สหรัฐมีผู้เสียชีวิต 30 คนจากน้ำท่วมในเมืองแนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี จีน อิตาลี อินเดีย โคลัมเบีย และประเทศชาด ล้วนประสบน้ำท่วมรุนแรงเช่นกัน นอกจากนี้ ยังมีซูเปอร์ไต้ฝุ่นเมกี พายุไต้ฝุ่นที่มีความแรงมากที่สุดลูกหนึ่งในประวัติศาสตร์ ได้ถล่มพื้นที่การเกษตรฟิลิปปินส์เสียหายวอดวาย และมีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน
สำหรับความเสียหายทางเศรษฐกิจนั้น คิดเป็นมูลค่าประมาณ 222,000 ล้านดอลลาร์(ประมาณ 6.66 ล้านล้านบาท) มากกว่ามูลค่าเศรษฐกิจฮ่องกง ซึ่งถือว่าผิดปกติมาก แม้ไม่ทำลายสถิติเพราะว่าภัยพิบัติในปีนี้ เกิดในพื้นที่คนยากจนที่ไม่มีการประกันภัยไว้
ผลศึกษาพบว่า ปัจจุบัน มีประชากรโลกราว 400-500 ล้านคน อาศัยในมหานครที่เสี่ยงต่อแผ่นดินไหว ดังนั้น ภัยพิบัติที่สร้างความสูญเสียมหาศาลแบบเฮติอาจเกิดขึ้นได้อีกเมื่อไหร่ก็ได้



