ข่าว

ตะลึงนักโทษยัดโทรศัพท์มือถือซ่อนรูทวาร

ตะลึงนักโทษยัดโทรศัพท์มือถือซ่อนรูทวาร

30 ธ.ค. 2553

ราชทัณฑ์เร่งกวาดล้างเครือข่ายยาเสพติดในเรือนจำ ตะลึงนักโทษแสบยัดโทรศัพท์มือถือ 3 เครื่องซ่อนในรูทวาร ผบ.ตร.ระดมกวาดล้างใหญ่อีกครั้ง 21 ม.ค.

หน่วยงานภาครัฐยังคงเดินหน้าประกาศสงครามกับยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเรือนจำซึ่งกลายมาเป็นแหล่งสั่งการของเครือข่ายยาบ้าไปยังด้านนอกเรือนจำที่ปราบเท่าไหร่ก็ไม่หมด 

 นายชาติชาย สุทธิกลม อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า เครือข่ายค้ายาเสพติดในเรือนจำเป็นปัญหาที่แก้ไขยาก เนื่องจากสภาพการค้ายาบ้าและยาไอซ์ต่างจากเครือข่ายการค้าเฮโรอีน ซึ่งยาบ้าและยาไอซ์ไม่จำเป็นต้องมีนายทุนชัดเจน เพราะยาบ้ามีตลาดกว้างผู้ค้ารายย่อยทุกคนสามารถเลื่อนชั้นขึ้นมาเป็นรายใหญ่ได้ตลอดเวลา เนื่องจากเทคโนโลยีการติดต่อสื่อสารและการทำธุรกรรมการเงินผ่านตู้เอทีเอ็มช่วยอำนวยความสะดวกให้เครือข่ายยาเสพติด

 "การเปิดบัญชีทำบัตรเอทีเอ็มทำได้ง่าย ตู้เอทีเอ็มจึงถูกใช้เป็นช่องทางโอนเงินค่ายาบ้า ซึ่งโอนได้ครั้งละ 3 แสนบาทต่อวัน ทำให้นักค้ารายย่อยในคุกสวามิภักดิ์กับขาใหญ่ ยอมเป็นมือปืนคุ้มกันหรือคอยรับใช้ ซึ่งขาใหญ่จะจ่ายค่าจ้างเป็นเงินสดให้ลูกเมียภายนอก เมื่อรายเล็กใกล้พ้นโทษจะนัดแนะให้ออกไปติดต่อซื้อขายยาเสพติดและโอนเงินให้คนใกล้ชิดของขาใหญ่" นายชาติชาย กล่าว

 พร้อมกันนี้ นายชาติชายยังได้ยกตัวอย่างว่า มีนักค้ายาชาวลาวรายหนึ่ง มีบัตรเอทีเอ็มเปิดบัญชีในชื่อนอมินีใน จ.อุดรธานีกว่า 30 บัญชี ทุกอย่างชำระผ่านบัตรเอทีเอ็ม สั่งซื้อขายยาเสพติดผ่านเอสเอ็มเอส ผู้ต้องขังพวกนี้จะทำงานเป็นกลุ่มมีการขอย้ายแดนย้ายเรือนจำ บางรายทำงานพลาดถูกจับกุมและซัดทอดถึงเครือข่ายในเรือนจำก็อยู่ไม่ได้ ทำเรื่องขอย้ายแดนเพราะกลัวถูกขาใหญ่เก็บ บางรายเขียนจดหมายขอให้แม่โอนเงินไปเข้าบัญชีนอมินีหลายแสนบาท โดยอ้างว่าชำระหนี้หรือจ่ายให้ผู้คุม แต่ในความจริงเป็นการจ่ายค่ายาเสพติด 

 "รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนและกำชับมายังกรมราชทัณฑ์ให้ปราบปรามอย่างเข้มงวด โดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ได้ทำแผนระยะสั้น 10 เดือนเริ่มตั้งแต่มกราคม 2554 เป็นต้นไป จะมีทั้งการจู่โจมตรวจค้นก่อนปีใหม่ เพื่อป้องกันการสะสมอาวุธ เหล้าหมัก ยาเสพติด เข้มงวดการส่งสิ่งของเข้าออก ส่วนข้าราชการหากพบว่ามีส่วนได้ส่วนเสียกับการอำนวยความสะดวกให้นักโทษนำสิ่งของผิดกฎหมายและโทรศัพท์มือถือเข้าไปในเรือนจำจะถูกลงโทษขั้นเด็ดขาดทั้งทางวินัยและอาญา" นายชาติชายย้ำหนักแน่น

 อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวอีกว่า กรมราชทัณฑ์จะปรับเรือนจำกลางคลองไผ่เป็นสถานที่คุมขังนักค้ายาเสพติดรายย่อยที่ยังไม่เลิกพฤติการณ์ และปรับเรือนจำกลางเขาบินให้เป็นสถานที่คุมขังนักค้ายาเสพติดรายใหญ่ ทั้งนี้เพื่อแยกนักค้ารายย่อยออกจากนายทุน เพื่อตัดแขนขาเครือข่ายยาเสพติด ส่วนเรือนจำกลางนครศรีธรรมราชและเรือนจำกลางพิษณุโลก จะเปิดรับระบายนักโทษจากเรือนจำกลางคลองเปรมและเครือนจำกลางบางขวาง

 "เรื่องโทรศัพท์มือถือในเรือนจำผมไม่เคยปฏิเสธว่าไม่มี ต้องยอมรับว่าโทรศัพท์มือถือเป็นความช้ำใจของฝ่ายปราบปราม ตรวจสอบข้อมูลไม่ได้ เพราะใช้ระบบเติมเงิน ทำให้โทรศัพท์มือถือเป็นปัจจัยที่ 5 ในเรือนจำ ปีนี้ตรวจค้นยึดมาได้ 3,000 เครื่อง นักโทษจะลักลอบนำเข้าและเก็บซ่อนแบบพิสดารด้วยการยัดโทรศัพท์เข้าไปในรูทวาร บางรายตรวจค้นล้วงออกมาได้ถึง 3 เครื่อง  ส่วนยาเสพติดที่ถูกสั่งเข้ามาขายในคุกจะมีราคาสูงกว่าการซื้อขายภายนอก เช่น ยาไอซ์ 4-5 เกล็ด มีราคา 4,000-5,000 บาท" นายชาติชาย กล่าว

 อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผย ว่า จากสถิติเจ้าหน้าที่ถูกไล่ออกและถูกให้ออกจากราชการ รวมถึงถูกคาดโทษวินัยร้ายแรง จากการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดและลักลอบนำโทรศัพท์มือถือเข้ามาในเรือนจำ ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2552-30 กันยายน 2553 มีจำนวน 23 รายจากเรือนจำทั่วประเทศ

    พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. กล่าวว่า จะมีการเรียกประชุมเพื่อประเมินการทำงานหลังจากที่มีการระดมกวาดล้างยาเสพติดมาระยะหนึ่งแล้วในวันที่ 7 มกราคมนี้ โดยเราจะพิจารณาปรับเปลี่ยนการทำงานให้เป็นในลักษณะจับกุมผู้ค้ารายย่อยหรือผู้เสพ เพื่อขยายไปยังผู้ค้ารายใหญ่ และในวันที่ 21 มกราคมทุกหน่วยงานจะเริ่มระดมกวาดล้างยาเสพติดอีกครั้ง