ข่าว

ปตท.ขึ้นราคาเบนซิล91อีก50สต.วันนี้

ปตท.ขึ้นราคาเบนซิล91อีก50สต.วันนี้

31 ธ.ค. 2553

ปตท.ฉวยจังหวะช่วงปีใหม่ขึ้นเบนซิน 91 อีก 50 สต.ต่อลิตร เริ่มวันนี้ด้านกพช.ผ่านมติดึงเงินกองทุนน้ำมัน 5,000 ล้านบาทตรึงดีเซลให้ไม่เกินลิตรละ 30 บาทแล้ว "วรรณรัตน์" เพิ่มแรงจูงใจให้โรงกลั่นขายก๊าซแอลพีจีเข้าสู่ตลาดในประเทศเพิ่มขึ้นได้ในราคาตลาดโลก

นายวีระพล จิรประดิษฐกุล ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เตรียมปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันเบนซิน 91 อีกลิตรละ 50 สตางค์ มีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น. วันนี้ (31ธ.ค.) เป็นต้นไป ส่งผลให้ราคาน้ำมันเบนซิน 91 ของปตท.อยู่ที่ 38.64 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลจะยังคงตรึงราคาต่อไป

 นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในเบื้องต้นบริษัทยังไม่มีแผนปรับราคาขายปลีกน้ำมันในช่วงนี้ แม้ค่าการตลาดจะอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ และราคาตลาดโลกปรับสูงขึ้น โดยจะพยายามตรึงราคาไปจนถึงช่วงปีใหม่ แต่หากมีผู้ค้ารายใหญ่ปรับขึ้น บริษัทก็ต้องทบทวนปรับราคาขายปลีกเพิ่มขึ้นตามไปด้วย หากตรึงราคาอยู่รายเดียวก็จะกลายเป็นภาระ เพราะจะมีผู้ใช้บริการจำนวนมากหันมาเติมน้ำมันบางจาก ซึ่งจะกระทบต่อปริมาณน้ำมัน โดยจะเป็นการปรับขึ้นในอัตราเดียวกับผู้ค้ารายใหญ่

 ด้าน นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) วานนี้ (30ธ.ค.) ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแนวทางแก้ปัญหาราคาน้ำมัน โดยใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจำนวน 5,000 ล้านบาท เพื่อรักษาระดับราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลไม่ให้เกินลิตรละ 30 บาท เป็นเวลา 3 เดือน แต่หากวงเงินจำนวนดังกล่าวไม่เพียงพอ ทางกระทรวงพลังงานและกระทรวงการคลังจะหารือร่วมกันว่าจะใช้แนวทางใดในการตรึงราคาน้ำมันดีเซลต่อไป ส่วนการดำเนินการนั้นให้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ดำเนินการต่อไป

 "หากราคาน้ำมันตลาดโลกอยู่ในระดับ 90-91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล คาดว่าจะใช้เงินกองทุนเดือนละประมาณ 1,200 ล้านบาท และจะตรึงราคาได้นาน 3 เดือน หากราคาน้ำมันขยับขึ้นเป็น 94-95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะใช้เงินเดือนละ 2,600 ล้านบาท จะสามารถตรึงราคาได้เพียง 2 เดือน แต่หากราคาน้ำมันพุ่งขึ้นเป็น 100 ดอลลลาร์ต่อบาร์เรล จะตรึงได้เพียง 1 เดือนเท่านั้น" นพ.วรรณรัตน์ กล่าว

 นอกจากนี้ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบแนวทางแก้ไขปัญหาราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลวหรือแอลพีจี โดยจะจัดหาก๊าซแอลพีจีจากโรงกลั่นในประเทศ เพื่อลดการนำเข้า ลดภาระเงินกองทุนน้ำมันที่จะต้องเข้ามาอุดหนุนในส่วนนี้ โดย กพช.ได้อนุมัติหลักการในการสร้างแรงจูงใจให้โรงกลั่นน้ำมันในประเทศ เพื่อให้มีการนำแอลพีจีที่โรงกลั่นน้ำมันใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงกลั่นและส่วนที่ขายให้ปิโตรเคมีออกขายสู่ระบบตลาดในประ เทศมากขึ้น โดยจะรับซื้อแอลพีจีส่วนนี้ในราคาในตลาดโลก แต่จะหักลดค่าธรรมเนียม ค่าประกันภัย และค่าขนส่ง ซึ่งคิดเป็นต้นทุนประมาณ 50 ดอลลาร์ต่อตัน

 โดยปัจจุบันโรงกลั่นน้ำมันผลิตก๊าซแอลพีจี รวมกันได้ 142,847 ตันต่อเดือน แบ่งเป็นการจำหน่ายให้ภาคครัวเรือน ขนส่งและอุตสาหกรรม ประมาณ 34,069 ตันต่อเดือน และจำหน่ายให้แก่ปิโตรเคมีและใช้เองในกระบวนการกลั่น 107,977 ตันต่อเดือน โดยในส่วนของ 34,069 ตันต่อเดือน จะถูกกำหนดราคา ณ โรงกลั่นน้ำมันที่ระดับ 333 ดอลลาร์ต่อตันเช่นเดิม แต่ส่วนที่ผู้ผลิตหันมาผลิตส่วนที่เคยจำหน่ายให้ภาคปิโตรเคมีและใช้เองมาขายให้แก่ภาคครัวเรือน ขนส่ง และอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น ซึ่งส่วนที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวจะขายได้ในราคาตลาดโลก"

 ดังนั้นจึงคาดว่าจะทำให้มีปริมาณก๊าซแอลพีจีจากโรงกลั่นมาสู่ภาคครัวเรือน ขนส่ง และอุตสาหกรรม เพิ่มอีกประมาณ 5.3 หมื่นตันต่อเดือน จากประมาณ 3.4 หมื่นตันต่อเดือน เพิ่มเป็นประมาณ 8.7 หมื่นตันต่อเดือน ช่วยลดการนำเข้าก๊าซแอลพีจี ในปี 2554 ลงประมาณ 6.38 แสนตันต่อปี จาก 1,476,000 ตันต่อปี เป็น 8.38 แสนตันต่อปี และช่วยลดเงินกองทุนน้ำมัน ในการนำเข้าก๊าซแอลพีจีได้ 1,547 ล้านบาทต่อปี จากเดิมที่ต้องชดเชย 21,118 ล้านบาทต่อปี ลดเหลือ 19,571 ล้านบาทต่อปี จากการคิดราคาเฉลี่ยจากราคาน้ำมันดิบปีหน้าที่ 90 ดอลลาร์ต่อตัน และราคาแอลพีจีที่ 762 ดอลลาร์ต่อตัน

 นพ.วรรณรัตน์ กล่าวด้วยว่า ในที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบร่างสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโครงการไซยะบุรี ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (ส.ป.ป.ลาว ) โดยจะรับซื้อเป็นเวลา 29 ปี ที่ราคา 2.479 บาทต่อหน่วย โดยไฟฟ้าจะเข้าระบบตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562