ข่าว

"มาร์ค"ลั่นคนเขมรรุกพท.ไทยจับทันที

"มาร์ค"ลั่นคนเขมรรุกพท.ไทยจับทันที

30 ธ.ค. 2553

นายก"อภิสิทธิ์" แถลงจี้เขมรปล่อย 7 คนไทยทันที แจงส่ง"พนิช"ลงพื้นที่หลังงประชาชนร้องเรียน เรื่องที่ดิน-คาดถูกจับจุดที่ยังไม่ได้ข้อยุติเรื่องดินแดน บริเวณหมุด 46-48 สั่งบัวแก้วลงพื้นที่พิสูจน์พบรุกล้ำเข้ามาจับในฝั่งไทยตอบโต้แน่

(30ธ.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงจุดยืนของรัฐบาลไทยในการให้ความช่วยเหลือ 7 คนไทยที่ถูกจับกุมอยู่ที่ประเทศกัมพูชา โดยมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ รมว.กลาโหม นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ร่วมแถลงด้วย

 นายกฯ กล่าวว่า ขอเรียนว่าข้อเท็จจริงเบื้องต้น 7 คนนี้เข้าไปดูพื้นที่กรณีที่มีการร้องเรียนของประชาชนเรื่องที่ทำกิน รวมทั้งหลักเขตแดน รวมทั้งมีนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์รวมอยู่ด้วย โดยนายพนิชนั้นตนมอบหมายให้ไปประสานงานกับคนบุคคลที่มีความคิดเห็นเรื่องปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อทราบปัญหาข้อร้องเรียนต่าง ๆ และก่อนเดินทางนายพนิชบอกว่าจะไปลงพื้นที่ ซึ่งตนเข้าใจว่าเป็นการดูพื้นที่ที่ชายแดนที่มีการร้องเรียน แต่รายละเอียดเรื่องเส้นทางไปนั้นตนไม่ทราบ จนปรากฏเป็นข่าวว่าถูกจับ

 นายกฯ กล่าวว่า โดยหลักการพื้นที่ดังกล่าวจะมีหลักเขตแดน ซึ่งหมุดที่ฝ่ายไทยปักเอาไว้หลักที่ 46-48 มีประเด็นที่ยังไม่ได้ข้อยุติ มีการโต้แย้งเรื่องหลักเขตแดนว่าควรจะอยู่ตรงไหนจากฝ่ายกัมพูชาซึ่งความแตกต่างระยะทางเป็นเมตร วันนี้ตนได้สอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงแนวปฏิบัติว่าพื้นที่ที่อยู่ในเขตแดนของไทยตามหลักเขตของเราจะไม่มีกำลังของต่างชาติเข้ามาอยู่ เราไม่อนุญาตเด็ดขาดเพราะถือว่าเป็นพื้นที่ของเรา ส่วนพื้นที่ซึ่งมีปัญหาเรื่องชุมชนชาวกัมพูชาที่อยู่ตั้งแต่สมัยสู้รบกันตั้งแต่ 2520 เป็นประเด็นที่มีการกำหนดแนวเขตชัดเจนและไม่ให้มีการขยายหรือเปลี่ยนแปลงใดใดทั้งสิ้น

 “ ต้องขอเรียนว่าการจับกุมที่เกิดขึ้นถ้าจับกุมในเขตแดนของเราเป็นสิ่งที่เรายอมรับไม่ได้แน่นอนเด็ดขาด แต่การจับกุมครั้งนี้ฝ่ายกัมพูชาอ้างว่าเป็นการจับกุม “ เลยหลักเขตแดนของไทยไปแล้ว ” ไม่ใช่หลักของฝ่ายกัมพูชา กำลังมีการตรวจสอบโดยกระทรวงการต่างประเทศส่งคนลงไปในพื้นที่ พร้อมกับหน่วยงานในพื้นที่เพื่อไปดูจุดต่างๆ ” นายกฯ กล่าว

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สิ่งที่เราได้ข้อมูลตรงกับทุกฝ่ายคือคนทั้ง 7 ได้ลงจากรถที่ถนนศรีเพ็ญ แล้วมุ่งหน้าไปทางหลักเขตแดนที่ 46 ที่ยังไม่ตรงกันจากที่มีการรายงานจากที่ “ กัมพูชาอ้าง ” คือเดินไปไกลแค่ไหน ฉะนั้นอยากเรียนว่าการที่รัฐบาลจะดำเนินการกำหนดท่าทีขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงตรงนี้เป็นสำคัญ ซึ่งกำลังเร่งให้ตรวจสอบ ส่วนที่กัมพูชาระบุว่ามีการพบคนของเราที่วัดโจ๊กเจียนั้น  ถ้าเป็นจริงตามนี้ชัดเจนว่าจะเลยเขตแดนของเราที่เรากำหนด แต่ขณะนี้ต้องตรวจสอบอีกครั้ง อย่างไรก็ตามวัดโจ๊กเจียอยู่ห่างจากจุดที่ถูกควบคุมตัวลึกเข้าไปอีก นอกจากนี้เส้นทางตามที่มีการกล่าวอ้างของคนเหล่านี้ตามที่กัมพูชาอ้างคือพอเขาไปจากถนนเขาไม่ได้มุ่งตรงจุดที่ใกล้สุดที่เป็นลวดหนามหรือบริเวณชุมชน แต่เขาอ้อมเข้าไปข้างหลังในจุดที่เลยเขตแดนแต่ยังไม่ตัวชุมชนเพราะอ้อมเลยหลักเขตไปแล้ว

 “แต่ไม่ว่ากรณีจับกุมจะเกิดขึ้นที่ฝั่งใดก็ตาม เราเห็นว่าบุคคลทั้ง 7 ควรจะได้รับการปล่อยตัวทันที ด้วยเหตุผลที่ว่า ทางฝ่ายนโยบายทั้งสองฝ่ายได้เคยคุยกัน ว่ากรณีที่เกิดปัญหาในชายแดนลักษณะนี้โดยเฉพาะไม่มีอะไรบ่งบอกว่าคนทั้ง 7 มีอาวุธ ไม่ควรที่จะมีการจับกุมและเข้าสู่กระบวนการของศาล เพราะว่าจะทำให้ปัญหามีความยุ่งยากซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ดังจะเห็นได้ว่าเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านเคยเกิดกรณีกับนายวีระ สมความคิดมาแล้วครั้งหนึ่งในบริเวณนี้ ก็ใช้วิธีการประสานงานแล้วก็มีการส่งตัวนายวีระกลับมา ฉะนั้นในชั้นนี้ถือว่าเรากำลังตรวจสอบข้อเท็จจรองว่าการจับกุมเกิดขึ้นที่บริเวณใด แต่จะเป็นกรณีใดก็ตาม เราต้องการให้มีการปล่อยตัวบุคคลทั้ง 7 ออกมาทันที เราก็ประสานไปยังรัฐบาลกัมพูชาเช่นนั้น อันนี้คือแนวทางที่เราดำเนินการอยู่ ” นายกฯ กล่าว

 เมื่อถามว่าไหนเคยตกลงกันว่าจะมีการพูดคุยในพื้นที่ก่อน นายกฯ กล่าวว่า เรายืนยันว่าต้องมีการดำเนินการประสานตามแนวทางที่มีการพูดคุยกันไม่เอาเรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการของศาล ส่วนที่ไม่เป็นไปตามข้อตกลงเพราะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศยังไม่ดีพอใช่หรือไม่นั้น นายกฯ กล่าวว่า ไม่ทราบชัดเจน แต่จากคำให้สัมภาษณ์ของสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรี กัมพูชาว่ากรณีนี้ไม่เหมือนกับกรณีที่ผ่านมา ซึ่งตนไม่ทราบว่านี่คือข้อมูลที่สมเด็จฮุนเซนได้จากใคร

 ต่อข้อถามที่ว่าเป็นการล่าช้าไปหรือไม่ในการให้ความช่วยเหลือเพราะกัมพูชาจะนำขึ้นศาลแล้ว นายกฯ กล่าวว่า ไม่ทราบรายละเอียดของขั้นตอนของกระบวนการในขณะนี้ แต่กำลังประสานงานและนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ จะเดินทางไปนายฮอนัมฮง รมว.ต่างประเทศของกัมพูชาเพื่อยืนยันจุดยืนข้อเรียกร้องให้ปล่อยตัวทันที โดยจะมีการพบกันในเวลา 16.00 น. ทั้งนี้มีการประสานทุกช่องทางที่มีอยู่เพื่อความเป็นเอกภาพว่าแนวทางของเราคือต้องปล่อยตัวไม่ควรเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ส่วนกระบวนการทางศาลเราก็ติดตาม 

 เมื่อถามว่าหากกัมพูชายังไม่มีท่าทีจะมีมาตรการอะไรกดดัน เช่น ปิดจุดผ่านแดน เพิ่มกองกำลัง หรือตอบโต้ยังไง นายกฯ กล่าวว่า ในชั้นนี้เราจะเดินหน้าประสานในจุดของเราก่อน จากนั้นจะดำเนินการตามความเหมาะสมต่อไป ซึ่งมีการพูดคุยซักซ้อมกับทุกหน่วยอยู่แล้ว เมื่อถามว่าถ้ารุกล้ำเข้ามาจะประท้วงหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่ได้หรอกครับ ถ้ารุกล้ำเข้ามาก็ไม่ได้

 ถามว่าจะยกหูคุยกับฮุนเซนเลยหรือไม่เพราะเคยตกลงกันว่าสามารถยกหูหากันได้ นายกฯ เลี่ยงตอบว่า วันนี้นายกษิตจะไปคุยก่อน ถ้าสามารถติดต่อกันได้ก็ไม่มีปัญหา อย่างไรก็ตามขณะนี้มีการประสานกันหลายระดับ ส่วนกัมพูชาจะส่งทั้ง 7 คนขึ้นศาลเลยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เขาบอกว่าศาลจะมีการนัดในวันนี้ แต่เรายืนยันว่าไม่ควรเข้าสู่กระบวนการ

 ผู้สื่อข่าวถามว่าขณะนี้ทั้ง 7 คนไปอยู่ที่ไหน นายกฯ กล่าวว่า อยู่ที่กรุงพนมเปญ ซึ่งจะเป็นการแจ้งข้อกลาวหา ส่วนการจัดทนายความให้นั้นทั้ง 7 มีสิทธิ์ได้รับความช่วยเหลือด้านกฎหมาย เมื่อถามว่ากำหนดเวลาให้กัมพูชาปล่อยตัวมื่อไร นายกฯ กล่าวว่า ขอให้ดูนายกษิตพบกับกัมพูชาในวันนี้ก่อน

 “ ผมคิดว่ากัมพูชาก็ตองคิดว่าถ้าจะให้ความสัมพันธ์ของประชาชนสองประเทศเป็นไปอย่างราบบรื่นก็ควรจะได้ยึดแนวทางที่มีการพูดคุยเจรจาประสานกัน แต่ถ้าไม่ยึดแนวทางนี้จะทำให้ทั้งสองฝ่ายจะต้องมีปัญหาแล้วก็จะมีความเสียหายกัน เพราะทุกหน่วยงานในณะนี้มีความพร้อมที่จะยืนยันจุดยืนนี้ที่ผมบอก ” นายอภิสิทธ์ กล่าว

 ผู้สื่อข่าวถามว่าถึงลงพื้นที่ของ 7 คนว่าได้มีการติดต่อเจ้าหน้าที่ในพื้นที่และมีเจ้าหน้าที่ไปด้วยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เท่าที่รับฟังมา คือมีตำรวจตระเวนชายแดน(ตชด.)ดูแลพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งคณะ 7 คนนี้ได้ผ่านด่านตชด.ไปและตชด.ได้ติดตามไป แต่บอกว่าไปไม่ทัน เพราะคนเหล่านี้ได้ลงจากรถไปก่อน นี่คือข้อเท็จจริงที่เจ้าหน้าที่ในพื้นที่รายงานมาให้ทราบ

 เมื่อถามว่าเหตุการณ์นี้จะทำให้เรื่องเส้นเขตแดนมีปัญหามากขึ้นหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เหตุที่เกิดขึ้นเป็นการสะท้อนปัญหาเรื่องเขตแดนที่มีความละเอียดอ่อน และกระบวนการที่จะได้ข้อยุติต้องใช้วิธีการประสานงานอย่างต่อเนื่อง และการตรวจสอบปัญหาแต่ละพื้นที่ก็ต้องมี ยืนยันได้ว่าทุกพื้นที่มีแนวทางของมันอยู่ อย่างบริเวณนี้มีการสำรวจเรื่องเขตแดนเมื่อปี 2549 แต่ยังไม่เป็นที่ยุติ แต่มีแนวปฏิบัติชัดเจนว่าจะไม่ให้มีกองกำลังของอีกฝ่ายหนึ่งเข้าไปในพื้นที่ซึ่งเป็นเรื่องของอธิปไตย อย่างไรก็ตามปัญหาชุมชนบริเวณนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2520 เป็นต้นมาเป็นปัญหาผู้อพยพ ขณะนั้นเป็นการดำเนินการในพื้นที่ เราได้กำหนดสิทธิ์ตามหลักเขตแดน และกัมพูชายอมรับว่าเมื่อไหร่ที่มีการสำรวจเส้นเขตแดนเรียบร้อยทุกคนก็ต้องปฏิบัติตามข้อตกลง ทั้งนี้เราไม่ได้บอกว่าเป็นดินแนของเขา ขณะเดียวกันก็มีการจัดไม่ให้ชุมชนขยาย ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติที่ทำมา 33 ปีแล้ว เมื่อปัญหายืดเยื้อเช่นนี้การที่เรารักษาสิทธิ์ต่อมาเพราะมีข้อตกลงว่าต่อไปจะมีการกำหนดเขตแดนให้ชัดเจนและต้องปฏิบัติตามนั้น

 นายกฯ กล่าวยืนยันว่า แนวที่เป็นของไทยคือหลักหมุดที่ 46-48 ที่เป็นเส้นตรง แม้จะมีการโต้แย้งในส่วนของกัมพูชาและบริเวณที่ยังโต้แย้งกันจะไม่มีการให้กองกำลังเข้าไปยุ่ง ส่วนชุมชนที่อยู่มาก่อนอาจจะครอบคลุมพื้นที่หลายส่วนก็ยืนยันว่าจะไม่ให้มีการขยาย และมีการตกลงกันหากมีการสำรวจเสร็จสิ้นก็ต้องปรับย้าย ส่วนเรื่องที่มีการร้อเรียนข้ามาคือเรื่อง สค. 1 ที่ร้องเรียนตั้งแต่ปี 2525 จึงต้องตรวจสอบเพิ่มเติม

 พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ รมว.กลาโหม อดีตผบ.กองกำลังบูรพาในพื้นที่ที่ 7 คนถูกจับกุม กล่าวว่า พื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ที่ชาวกัมพูชาอยู่มานานแล้ว และค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นพื้นที่ของกัมพูชา และเมื่อสำรวจเมื่อปี 2549 ส่วนหนึ่งแล้วเป็นหลักเขตที่เราไม่ยอมรับ ซึ่งยังเป็นพื้นที่แย่งสิทธิ์กันอยู่ ทั้งนี้ตนอยู่ตั้งแต่ปี 2523 ไม่มีการให้องค์การสหประชาชาติที่ไหนเข้าไปดูแลและพื้นที่ขณะนี้กำลังดูแลอยู่ ซึ่งเป็นพื้นที่บางส่วน เพราะของเราก็มีหลักเขตยืนยัน ส่วนที่มีปัญหาก็มีคณะกรรมการเจบีซีกลังตกลงกันอยู่ อย่างไรก็ตามเป็นพื้นที่ไม่มีฉโนด ส่วนที่มีการกล่าวหาว่ากระทรวงกลาโหมละเลยในสิ่งที่ประชาชนร้องเรียนนั้น พล.อ.ประวิตร กล่าวแย้งว่า ไม่ใช่ละเลย อย่าไปพูดว่าละเลยเพราะมันไม่มี เราก็ดูแลมาตั้งนาน ซึ่งเป็นพื้นที่คนกัมพูชาอยู่เป็นชมรมหนองจานประมาณ 500-600 ครอบครัวหรือประมาณ 2000 คน ตนอยู่ตรงนั้น 19 ปี เราก็พยายามที่จะไม่ให้คนอยู่ในพื้นที่เพื่อที่จะกำหนดพื้นที่ให้ชัดเจน และที่นำลวดหนามไปกั้นไม่ให้ชุมชนขยายออกนอกแนว

 จากนั้นนายกฯ กล่าวเสริมว่า การที่เรามีเอ็มโอยู 43 และคณะกรรมการเจบีซี   เป็นการปฏิเสธการอ้างสิทธิ์การครอบครอง เมื่อมีข้อตกลงตรงนี้ก็เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายมาดูเกี่ยวกับแนวหลักเขตร่วมกัน เมื่อสำรวจหลักเขตเป็นที่ยุติของสองฝ่ายก็จะมาปรับพื้นที่ตามนั้น เมื่อถามว่าที่กัมพูชาอ้างว่านายพนิชล้ำเข้าไปในเขตของเขา นายกฯ กล่าวว่า “กัมพูชาอ้างว่า การจับกุมเกิดขึ้นเลยหลักเขตของไทย “ทั้งนี้ถ้าเป็นหลักเขตของเขาต้องล้ำเข้ามา เพราะหลักเขตของเราต้องไกลกว่า แต่ถ้าถูกจับกุมในพื้นที่นั้นเราก็ยืนยันว่าการแก้ปัญหานี้ก็ควรใช้วิธีการพูดคุยกันเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา ส่วนที่นายสุเทพให้สัมภาษณ์ว่านายพณิชเลยเข้าไปถึง 300-400 เมตร นั้นนายสุเทพที่นั่งใกล้นายกฯรีบชี้แจงว่า “สงสัยฟังผิด”

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า การจะกล่าวหาคนทั้ง 7 ต้องดูเจตนา ดูอะไรต่าง ๆ ด้วย แต่ไม่ว่าจะรุกหรือไม่รุกล้ำกัมพูชาต้องการให้มีการปล่อยตัว 7 คนเร็วที่สุด และหากว่ารุกล้ำเข้ามาจับในฝั่งของเราก็ต้องมีการตอบโต้ในทางใดทางหนึ่ง

 เมื่อถามว่านายพณิชเป็นเหยื่อของใครที่จะใช้เป็นข้ออ้างในการชุมนุมหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตนตอบไม่ได้ เพราะเจตนาของนายพนิชชัดเจนคือที่ผ่านมาเมื่อมีกลุ่มบุคคลแสดงความเป็นห่วงเป็นใยอ้างว่ารัฐบาลหรือพรรคประชาธิปัตย์เพิกเฉยก็ไปประสานฟังข้อมูลข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร รวมถึงการลงพื้นที่ ส่วนลงพื้นที่แล้วใครพาใครไปทางไหนยังตรวจสอบไม่ได้

 เมื่อถามว่าทำไมไม่ถามฝ่ายที่เขาประท้วงเรื่องนี้ที่อยู่กรุงเทพ นายกฯ กล่าวว่า เวลานี้ทั้ง 7 คนก็ถูกควบคุมตัวอยู่ ส่วนคนที่ยังอยู่ที่นี่กับ 7 คนนั้นบางทีก็บอกว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกัน

 ต่อข้อถามที่ว่าหาก 7 คนขึ้นศาลแล้วศาลตัดสิน แล้วนายพนิชจะขาดคุณสมบัติส.ส.หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่สามารถให้ความเห็นทางกฎหมายได้