
พิพากษาจำคุก2ปี4อดีตกกต.ขึ้นเงินเดือนตัวเอง
พิพากษาจำคุก 2 ปี 4 อดีต กกต.ชุดวาสนา เพิ่มลาภ ออกระเบียบขึ้นเงินเดือนให้ตัวเองโดยมิชอบ แต่ศาลยังปรานีรอลงอาญา 2 ปี
(29ธ.ค.) ที่ห้องพิจารณาคดี 906 ศาลอาญา เวลา 10.00 น. ศาลมอ่านคำพิพากษาคดีที่พนักงานอัย การฝ่ายคดีพิเศษ 5 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายปริญญา นาคฉัตรีย์ นายวีระชัย แนวบุญเนียร พล.อ.จารุภัทร เรืองสุวรรณ อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และพล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ ประธาน กตต. จำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.157
โดยโจทก์ฟ้องสรุปว่า เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม - 28 กันยายน 2547 จำเลยทั้งสี่ร่วมกันมีมติเห็นชอบร่างระเบียบ กกต.ว่าด้วยการจ่ายเงินเพิ่มพิเศษของประธานและ กรรมการ กกต. พ.ศ.2547 แล้วต่อมามีการประชุมแก้ไขเป็น ระเบียบ กกต.ว่าด้วยการจ่ายค่าตอบแทนแก่ประธาน และกรรมการ กกต. กำหนดเงินค่าตอบแทนการปฏิบัติหน้าที่ลักษณะเหมาจ่ายเป็นรายเดือนให้กับจำเลย กับพวกเดือนละ 20,000 บาท โดยให้ใช้บังคับย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2547 ทั้งที่จำเลยทั้งสองกับพวกไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยในชั้นไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบ ปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดแล้ว อัยการจึงนำคดีนี้มาฟ้องโดยโจทก์ขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามความผิด และนับโทษจากคดีที่ศาลอาญาพิพากษาจำคุกจำเลยทั้งสองในคดีทุจริตจัดการเลือก ตั้ง ส.ส.ทั่วไป เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 รวม 2 สำนวน รวม 6 ปี
จำเลยทั้งสี่ให้การปฎิเสธ อ้างว่า จำเลยทั้งสี่ไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย เพราะมีหน้าที่เพียงจัดการเลือกตั้ง และบริหารสำนักงาน กกต. เท่านั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช.ไต่สวนโดยไม่ชอบ ตั้งคณะอนุกรรมการซึ่งเป็นกรรมการ ป.ป.ช.ถึง 3 คนมากกว่าที่กฎหมายกำหนด และอัยการโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า จำเลยทั้งสี่เป็นเจ้าพนักงานตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย กกต.พศ.2541 ที่บัญญัติว่า การปฎิบัติหน้าที่ กกต. เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ จึงเป็นเจ้าพนักงานตาม ป.วิอาญา และการที่ ป.ป.ช.แต่งตั้ง กรรมการ ป.ป.ช.เป็นอนุกรรมการ ป.ป.ช.ไต่สวนคดีนี้จำนวน 3 คน นั้น ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช. พ.ศ.2541ม.45 บัญญัติว่าให้มีกรรมการ ป.ป.ช.1 คนเป็นเพียงการกำหนดขั้นต่ำไม่ได้ห้ามมิให้มีเกิน เมื่อพิจารณาเสร็จสิ้นแล้วส่ง คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ ชี้มูลความผิดส่งให้อัยการสูงสุดยื่นฟ้อง ดังนั้นการไต่สวนของ ป.ป.ช.จึงชอบแล้วและโจทก์มีอำนาจฟ้อง
ประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อมาว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันออกระเบียบจ่ายค่าตอบแทนให้กับตนเองหรือไม่ เห็นว่า ที่จำเลยทั้งสี่ต่อสู้เรื่องการขาดเจตนากระทำผิด การออกระเบียบเป็นไปโดยชอบ และยังไม่ได้ประกาศระเบียบลงในราชกิจจานุเบกษาจึงยังไม่มีผลบังคับใช้ และจำเลยที่ 2 - 3 อ้างว่าไม่มีส่วนร่วมในการทำผิด รวมทั้งเป็นการดำเนินการคำแนะนำของเจ้าหน้าที่สำนักงาน กกต. ตามมติของคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2547 ที่มีมติขึ้นเงินเดือนให้กับข้าราชการภาครัฐ เห็นว่า เมื่อ พล.ต.ต.เอกชัย วารุณประภา อดีตเลขาธิการ กกต. ทำเรื่องเสนอต่อ จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นประธาน กกต. แล้วนำระเบียบว่าด้วยการจ่ายเงินเพิ่มให้กับ ประธาน และกรรมการ กกต. เข้าสู่ที่ประชุม กกต. ครั้งที่ 115/2547 เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2547 ซึ่งที่ประชุม กกต. ซึ่งมีจำเลยทั้งสี่เข้าร่วมประชุมเห็นด้วยไม่มีใครคัดค้านเพียงแต่ให้นำไปเทียบเคียงกับศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช.และผู้ตรวจการรัฐสภา พร้อมเสนอให้ปรับลดค่าตอบแทนจาก 40,000 บาท เหลือ 20,000 บาท แล้วต่อมายังมีการประชุม กกต.ครั้งที่ 120/2547 แก้ไขเป็น ระเบียบ กกต.ว่าด้วยการจ่ายค่าตอบแทนให้กับประธานและกรรมการ กกต. โดยให้มีผลย้อนหลังจากวันที่ 1 เมษายน 2547 เป็น 1 กันยายน 2547 ซึ่งเป็นมติที่ประชุมซึ่งออกร่วมกันโดยการกระทำของจำเลยทั้งสี่แล้ว
ประเด็นต้องพิจารณาต่อมาว่าจำเลยทั้งสี่มีอำนาจออกระเบียบจ่ายค่าตอบแทนให้กับตนเองหรือไม่ เห็นว่า ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช.ฯ ม.23 กำหนด เงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และประโยชน์อื่นใดของ กกต.ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด และตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย กกต.ม.27 กำหนดให้ กกต.มีอำนาจเพียงออก ระเบียบบริหารบุคคล ทรัพย์สินหรือจ่ายค่าตอบแทนให้กับเลขาธิการ รองเลขาธิการ และลูกจ้าง เท่านั้นเห็นได้ชัดว่า จำเลยทั้งสี่ไม่มีอำนาจกำหนดค่าตอบแทนให้กับตนเอง การที่จำเลยออกระเบียบจ่าค่าตอบแทนดังกล่าวให้กับตนเองจึงเป็นการออกโดยมิชอบ ที่จำเลยอ้างว่าขาดเจตนานั้น แต่ก็เป็นผลให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดแล้ว แม้จะมีการนำระเบียบไปเทียบเคียงกับหน่วยงานอื่นเป็นการแสดงให้เห็นเจตนาการเอาใจใส่ แต่ในที่สุดจำเลยทั้งสี่ก็ได้เห็นชอบร่วมกันลงนาม ซึ่งเป็นความผิดที่สำเร็จแล้วแม้ว่าจะยังไม่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาก็ตาม ส่วนการคืนเงินให้กับสำนักงาน กกต.แม้เป็นเจตนาอันดี แต่ก็ไม่อาจทำให้ความผิดที่สำเร็จแล้วเป็นไม่ผิดได้
พิพากษาว่าจำเลยทั้งสี่กระทำผิดตามฟ้องจริง ให้จำคุกเป็นเวลา 2 ปี ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตาม ม.157 แต่พิเคราะห์ประวัติการศึกษาและรับราชการ อีกทั้งไม่ปรากฎมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสี่ มีเหตุควรปรานีให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี ส่วนโจทก์ขอให้นับโทษต่อจากคดีอื่นนั้น เนื่องจากศาลพิพากษาให้รอการลงโทษ จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำร้องในส่วนนี้



