
2553 ปีของประเทศจีน
ปี 2553 ที่กำลังจะผ่านพ้นไป ถือได้ว่าเป็นปีของประเทศจีนโดยแท้ และผงาดขึ้นสู่ความเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจใหม่ของโลก โดยเศรษฐกิจจีนมีการขยายตัวมากที่สุดในโลก และมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศจีน ขณะที่ผู้นำเก่าอย่างสหรัฐ และสหภาพยุโรปประสบปัญหาทางเศรษฐกิจและ
อย่างไรก็ตาม จีนก็ถูกมองว่ายังดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบพ่อค้า คือมุ่งผลประโยชน์ทางการค้าและฉวยโอกาสสร้างความได้เปรียบทางดุลการค้าในขณะที่โลกต้องเผชิญกับภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ นอกจากนี้การที่ทางการจีนยังคงตรึงค่าเงินหยวนไว้ เป็นผลทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐไหลเข้าประเทศ ส่งผลให้เงินหยวนมีความมั่นคงสูงขึ้น และเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อต้นทุนการผลิตของจีน แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ชาติตะวันตกยังคงเป็นกังวลอยู่คือเรื่องเงินทุนสำรองซึ่งจีนถือครองเป็นเงินตราต่างประเทศจำนวนมหาศาล
ในด้านความมั่นคง จีนมีความสำคัญอย่างสูงต่อเสถียรภาพในภูมิภาคตะวันออกไกล โดยเฉพาะคาบสมุทรเกาหลี เรื่อยลงมาถึงทะเลจีน รวมทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งการเติบโตของจีนได้ส่งผลกระทบต่ออิทธิพลของสหรัฐในอาณาบริเวณดังกล่าว โดยเฉพาะในกรณีของเกาหลีเหนืออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอจากนี้จีนก็ยังแผ่บารมีเข้าไปในเอเชียกลางยังกลุ่มประเทศที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียตในอดีต ซึ่งนอกจากจะเป็นทั้งการปกป้องมณฑลซินเกียงของตนจากกลุ่มแบ่งแยกดินแดนแล้ว ยังเป็นการเปิดเส้นทางคมนาคมจากจีนผ่านเอเชียกลางไปสู่ตะวันออกกลางและยุโรปตอนใต้ สอดประสานกับการสร้างถนนและทางรถไฟจากจีนตอนใต้ผ่านพม่าเข้าไปยังอินเดีย อันนำไปสู่การเชื่อมโยงภูมิภาคต่างๆ ในทวีปเอเชียเข้าด้วยกัน
ความสำเร็จของจีนที่ทำให้โลกยอมรับได้แก่การจัดงานเอ็กซ์โป 2010 ที่เซี่ยงไฮ้ อันนับเป็นการเปิดประเทศจีนยุคใหม่ต่อสายตาของปะชาคมโลก ให้เห็นถึงวิวัฒนาการด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมของจีน รวมทั้งศักยภาพในการบริหารจัดการงานระดับโลกอย่างมีประสิทธิภาพ และตามมาด้วยการแข่งขันเอเชี่ยนเกมส์ ที่กวางโจว ซึ่งตอกย้ำความเป็นหนึ่งในเอเชียอย่างชัดเจน
เราคงต้องยอมรับว่ากว่าที่จีนจะก้าวมาถึงจุดนี้ได้มิใช่ด้วยความบังเอิญ แต่เป็นกระบวนการที่ต้องผ่านทั้งกระบวนการทางความคิดและการพัฒนามาแล้วอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ที่สำคัญก็คือการกำหนดนโยบายที่มีวิสัยทัศน์และมองโลกกว้างทั้ง 360 องศาของภาครัฐ การบริหารนโยบายอย่างเข้มงวดของหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบ รวมทั้งการทำงานหนักและการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัดของประชาชน จนผลักดันให้ประเทศที่เคยได้ชื่อว่ายากจน ด้อยพัฒนาและล้าหลัง พลิกผันกลับมาโดดเด่นอยู่ในแถวหน้าของสังคมโลกได้ภายในเวลา 30 ปี
เป็นที่คาดหมายว่า ณ จุดที่จีนเป็นอยู่ในตอนนี้ จีนจะสามารถกุมบทบาททางเศรษฐกิจ การค้า และการเงินของโลกต่อไปได้อีกเป็นระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 2-3 ปี และอาจจะก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าเศรษฐกิจโลกตัวจริง หากสหรัฐและสหภาพยุโรปไม่สามารถฟื้นตัวขึ้นมาได้ในปีหน้าหรือปีโน้น ซึ่งนโยบายเศรษฐกิจแบบพ่อค้าของจีนอาจจะส่งผลให้สินค้าราคาถูกจากจีนทะลักเข้าไปในตลาดของสหรัฐและสหภาพยุโรป จนบริษัทผู้ผลิตในประเทศเหล่านั้นต้องปิดตัวลง ส่งผลให้เกิดการว่างงานหลายล้านคน ตามมาด้วยปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม อย่างมากมาย
ซึ่งปัญหาที่ว่านี้คงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสหรัฐและสหภาพยุโรปหรอกครับ แต่น่าจะหมายถึงประเทศอื่นๆ ในเอเชีย รวมทั้งประเทศไทยของเราด้วย



