ข่าว

(นับ)ถอยหลังเข้าสู่การเมืองปีกระต่าย

(นับ)ถอยหลังเข้าสู่การเมืองปีกระต่าย

29 ธ.ค. 2553

นับถอยหลังเข้าสู่การเมืองปีกระต่ายนี้ความจริงก็มีหลายเรื่อง แต่จะขอยกเอาเรื่องสำคัญสักหนึ่งเรื่องมาพิจารณากันส่งท้ายปีเก่า

นั่นก็คือในปีใหม่นี้คงจะมีแนวรบสำคัญทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยสองเรื่องที่จะทำให้เราได้เสริมสร้างความเติบโตทางวุฒิภาวะทางการเมือง

 เรื่องแรกคือเรื่องที่ทุกคนรู้กันอยู่ ก็คือเรื่องของการเลือกตั้ง ที่(น่า)จะมีขึ้นไม่ช้าก็เร็ว (เอาเหอะ บ้านนี้เมืองนี้ จะเขียนอะไรก็ใส่วงเล็บกันไว้ก่อน)

 การจะมีการเลือกตั้งนั้น แม้ว่าทางฝ่ายผู้มีอำนาจจะพยายามทำให้เห็นว่าไม่มีค่า หรือไม่มีความสำคัญมากนัก ในเรื่องประชาธิปไตย แต่ในโลกนี้ เขาเชื่อว่าการเลือกตั้งนั้นเป็นหัวใจสำคัญที่เป็นเสมือนเงื่อนไขขั้นที่ต่ำที่สุด/พื้นฐานที่สำคัญที่สุดของประชาธิปไตย

 และถ้าจะให้ดีวันดีคืน/ดีขึ้นเรื่อยๆ การเลือกตั้งก็ควรจะมีองค์ประกอบสำคัญสักสี่ประการ นั่นคือ เสรี เป็นธรรม มีความหมายต่อผู้เลือกตั้ง และมีขึ้นอย่างสม่ำเสมอ

 เอาล่ะครับ ปีหน้าที่จะถึงนี้เราก็คงจะพบกับอาการปากกล้าขาสั่นของทุกฝ่ายนั่นแหละครับ
 เรื่องที่สอง ออกจะซับซ้อนสักหน่อย เพราะว่า เรากำลังพูดถึงวุฒิภาวะทางการเมืองประชาธิปไตยที่ออกจะไม่ค่อยได้พูดกันนะ ทั้งที่เปรียบเสมือนกับอากาศที่หล่อเลี้ยงระบอบประชาธิปไตยเอาไว้

 นั่นก็คือ รากฐานในด้านสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง
 จะว่าไปแล้ว เรื่องของการเลือกตั้งนั้นค่อนข้างจะเป็นอะไรที่ตายตัว คือถ้ามีกฎหมายแล้วก็ว่ากันไปตามนั้น เรื่องก็มีแค่ปฏิบัติตามหรือยกเว้น (บางประเทศมีกฎหมายย้อนหลังเข้าไปด้วย หุหุ) แต่ในกรณีของสิทธิเสรีภาพทางการเมืองโดยเฉพาะเรื่องของสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นนั้น บางครั้งก็มีการตกลงที่ไม่แน่นอน ไม่มีเส้นแบ่งที่ชัดเจน
 ภายใต้เรื่องที่ว่า เสรีภาพของเรานั้นขัดกฎหมายไหม? เสรีภาพของเราไปละเมิดเสรีภาพของคนอื่นไหม

 ในปีที่จะถึงนี้ ผมคิดว่าเรื่องของการต่อสู้กันในเรื่องของการ "หมิ่น" ในทุกรูปแบบจะมีมากขึ้น ทั้งใต้ดินและบนดิน และทั้งกับสถาบันที่เป็นที่เคารพและกับบุคคลอื่น รวมทั้งการที่กฎหมายหมิ่นจะถูกนำมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการไล่ล่าและปิดปากฝ่ายตรงข้าม

 ซึ่งถ้ามองในแง่ดี ก็น่าจะมองได้ว่าเรากำลังปรับตัวที่จะจัดวางความสัมพันธ์ระหว่างเสรีภาพของเราและเสรีภาพของคนอื่นด้วยนั่นแหละครับ

 เรื่องนี้คงจะขยายความไปถึงเรื่องของการหันมาใช้กฎหมายความมั่นคงภายในแทนกฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉิน ทั้งนี้เพราะกฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉินนั้นมีลักษณะของการใช้อำนาจตามอำเภอใจมากกว่า และกดกระแทกโดยตรงในเชิงการกระชับพื้นที่ของเสรีภาพโดยไม่มีการตรวจสอบ อาทิ การปิดสถานีโทรทัศน์ที่เสนอความเห็นต่างจากรัฐ หรือการไม่ต้องรับผิดและไม่ต้องถูกตรวจสอบในกรณีใช้ความรุนแรงโดยรัฐ

 แต่ในกรณีของกฎหมายความมั่นคงภายในนั้น ที่ผ่านมาข้อถกเถียงใหญ่ยังคงอยู่ในลักษณะของสังคมประชาธิปไตยมากขึ้น ในแง่ที่ว่ามีความพยายามจะเอากฎหมายความมั่นคงมาใช้แทนกฎหมายการควบคุมม็อบ ซึ่งในอีกด้านก็ทำให้รัฐบาลได้เปรียบในแง่ของการสร้างภาพการชุมนุมทางการเมืองว่าเป็นม็อบ ทั้งที่การชุมนุมทางการเมืองนั้นเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นเรื่องของสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นซึ่งเป็นรากฐานของประชาธิปไตย

 กล่าวโดยสรุปปีหน้าการต่อสู้ทางการเมืองก็มันแน่นอน และผมก็เชื่อว่าประชาชนไทยก็จะมีวุฒิภาวะทางการเมืองสูงขึ้นอย่างแน่นอนครับ...