ข่าว

แผนฉุกเฉินแก้ปัญหาผลไม้มาตรการซ้ำซากได้แค่บรรเทา

แผนฉุกเฉินแก้ปัญหาผลไม้มาตรการซ้ำซากได้แค่บรรเทา

06 เม.ย. 2552

จากการติดตามสถานการณ์ผลไม้ในฤดูการเก็บเกี่ยวในปี2552 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สรุปตัวเลขประมาณการผลผลิตล่วงหน้าของไม้ผลเศรษฐกิจ ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง ลิ้นจี่ และลำไย

คาดว่าจะมีผลผลิตรวมทั้งสิ้นประมาณ 2,787,535 ตันแบ่งเป็น ลำไย 514,231 ตันทุเรียน 684,104 ตันมังคุด 270,938 ตันเงาะ 424,287 ตันลิ้นจี่ 63,411 ตันลองกอง 245,781 ตันและส้มเขียวหวาน 584,783 ตันซึ่งตัวเลขดังกล่าวถือเป็นผลผลิตทั้งประเทศ

ตลอดระยะเวลากว่า10 ปี ที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าราคาผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะผลไม้จะมีปัญหาเกี่ยวกับราคาตกต่ำ ถึงขนาดเกษตรกรต้องนำผลผลิตไปเททิ้ง เนื่องจากราคาต่ำกว่าต้นทุน อย่างปีที่แล้วมังคุดที่ จ.นครศรีธรรมราช ราคาเพียง กก.ละ 3 บาทเท่านั้น ทำให้รัฐบาลต้องออกมาตรการประกันราคาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนบางส่วนเท่านั้น ซึ่งไม่ตรงกับความต้องการของเกษตรกร ที่ต้องการให้รัฐบาลช่วยในระยะยาว

ในปีนี้ก็เช่นกันเมื่อไม่นานมานี้ นายธีระวงศ์สมุทร  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มองว่า   สถานการณ์ผลไม้ปี 2552 เบื้องต้นคาดว่าจะมีแนวโน้มใกล้เคียงกับปี2550 และจะมีปัญหาการกระจุกตัวของผลผลิตในช่วงกลางฤดูทางกระทรวงเกษตรฯ จึงกำหนดมาตรการช่วยกระจายสินค้าเป็นรายภาค และแบ่งเป็น 3 ช่วงด้วยกันคือ ช่วงที่ 1 ภาคตะวันออกเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนช่วงที่ 2 ภาคเหนือและภาคใต้ตอนบนเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมและช่วงที่ 3 ภาคใต้ตอนล่างเดือนสิงหาคม-กันยายนจึงให้แต่ละจังหวัดจัดทำและเสนอแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาแทนการให้ส่วนกลางเป็นผู้วางแผน โดยกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นผู้ติดตามและรวบรวมแผนของแต่ละจังหวัดมาสรุป และส่งกลับมายังกระทรวงเกษตรฯ เพื่อเสนอของบประมาณเร่งด่วนต่อไป

ขณะเดียวกันผลการประชุมของคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์สภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาถึงปัญหาผลไม้ใน จ.จันทุบรี ระยอง และตราด ที่กำลังล้นตลาดและมีราคาตกต่ำ ในช่วงเดือนมีนาคม-มิถุนายนของทุกปีนั้น ผลการประชุม นายอนันต์ศรีพันธุ์ รองประธานคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ สภาผู้แทนราษฎร บอกว่า ได้ตั้งข้อสังเกตในการแก้ปัญหาไปยังรัฐบาล 7 ข้อ คือ

1.ภาครัฐควรส่งเสริมให้เกษตรกรที่สามารถผลิตผลไม้ที่มีความปลอดภัยตามมาตรฐาน เพื่อเป็นที่ยอมรับของตลาด 2.ขอให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้มงวดในการตรวจสอบคุณภาพผลไม้ 3.แก้ปัญหาระยะสั้นด้วยการกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิต 4.กำหนดแผนความรับผิดชอบขององค์กรต่อสังคม โดยขอความร่วมมือให้โรงงานเข้ามาช่วยซื้อผลไม้ โดยจังหวัดควรเสนอการลดหย่อนภาษีให้โรงงานที่เข้ามาซื้อผลไม้ 5.กำหนดราคาเป้าหมาย 6.ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นคัดเลือกผลไม้ที่มีคุณภาพจากเกษตรกรโดยตรง เพื่อจัดส่งไปยังผู้บริโภคแทนการให้พ่อค้ามารับซื้อจากเกษตรกร ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาพ่อค้าคนกลางกดราคาผลไม้ และ 7.ควรจัดตั้งกองทุนระบบหมุนเวียนเพื่อใช้แก้ปัญหาราคาผลไม้ตกต่ำ ซึ่งจะลดการพึ่งพางบประมาณจากภาครัฐ

ด้านนายวุฒิพงษ์รัตนมนฑ์ นายกสมาคมชาวสวนผลไม้จังหวัดตราดกล่าวว่า ปีนี้ภาพรวมราคาผลไม้น่าจะดีกว่าปีที่ผ่านมา เพราะผลผลิตลดลง เนื่องจากฝนฟ้าตกผิดฤดูกาล จำนวนพื้นที่สวนน้อยลง เพราะเกษตรกรหันไปปลูกยางพาราและปาล์มน้ำมันมากขึ้น โดยเฉพาะทุเรียนเสียหายไปเกือบครึ่ง ทำให้ปีนี้ราคาทุเรียนดีมาก มีพ่อค้าเหมาทั้งสวนในราคา กก.ละ 50 บาท ถือว่าแพงที่สุดในรอบ 10 ปีก็ว่าได้ จากปีที่แล้วราคาเพียง กก.ละราว 20 บาทเท่านั้น และที่สำคัญขณะนี้มีพ่อเหมาสวนไปเกือบหมดแล้ว

"ตราดเป็นจังหวัดสุดท้ายของภาคตะวันออก ถ้าพ่อค้าทะลักเข้าไปเหมาสวนอย่างนี้ ผมว่าที่ระยอง จันทบุรีก็น่าจะมีราคาดีเช่นกัน เพราะอยู่ใกล้กรุงเทพฯ มากกว่า ส่วนเงาะก็มีปริมาณลดลงราว 20% ตอนนี้ราคาก็ดีกว่าปีที่แล้ว แต่น่าเป็นห่วงช่วงผลผลิตล้นตลาดราวเดือนพฤษภาคม ราคาอาจตกต่ำอีก" นายวุฒิพงษ์ กล่าว

อย่างไรก็ตามนายกสมาคมชาวสวนผลไม้จังหวัดตราด มองว่า ที่ผ่านมารัฐบาลแก้ปัญหาไม่ค่อยตรงจุดคือ เน้นไปที่พยุงราคา ซึ่งเป็นมาตรการระยะสั้นและการทำงานของหน่วยราชการล่าช้า ทางออกที่ดีรัฐบาลต้องแก้ปัญหาระยะยาวคือ หาตลาดรองรับล่วงหน้าให้มากที่สุด และรณรงค์ให้เกษตรกรหันไปปลูกพืชเศรษฐกิจอย่างอื่นที่มีราคาดีกว่า อาทิ ปาล์มน้ำมัน ส่งเสริมให้เกษตรกรพัฒนาผลิตผลไม้ที่มีมาตรฐานด้านความปลอดภัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค  

พอจะประเมินได้ว่าการเตรียมแผนฉุกเฉินแก้ปัญหาผลไม้ในฤดูการเก็บเกี่ยวในปีนี้ ดูเหมือนว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ค่อยตรงจุดกับที่เกษตรกรต้องการ นั่นคือแผนของรัฐบาลจะเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ขณะที่เกษตรกรต้องการการแก้ปัญหาระยะยาวมากกว่า

ซีพีสบช่องพาสื่อญี่ปุ่นดูสวนมะม่วง


การแก้ปัญหาราคาผลผลิตผลไม้ล้นตลาดคือ การขยายตลาดไปต่างแดน จะช่วยได้อีกทางหนึ่ง แต่ปัญหาหลักคือ ผลไม้ของไทยมักจะถูกสกัดกั้นจากประเทศคู่ค้า เนื่องจากติดเงื่อนไขหลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องผลผลิตที่ด้อยคุณภาพ มีสารพิษตกค้าง รวมถึงโรคแมลงบางอย่าง

เพื่อสร้างความมั่นใจในผลไทยเมื่อไม่นานมานี้ มีคณะผู้สื่อข่าวจากประเทศญี่ปุ่นเดินทางมาทำข่าวเกี่ยวกับข้อมูลการผลิต และมาตรฐานคุณภาพความปลอดภัยของผลไม้ไทย และถือโอกาสไปพบกับนายจรัลธาดา กรรณสูต ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วย เนื่องจากช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยส่งออกผลไม้ โดยเฉพาะมะม่วง ไปยังประเทศญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดปี 2551 สามารถส่งออกได้ 1,500 ตัน

ในโอกาสนี้คณะสื่อมวลชนญี่ปุ่นได้เข้าเยี่ยมชมการผลิตมะม่วงณ สวนเกษตรจัดสรรจังหวัดชลบุรี และโรงงานอบไอน้ำมะม่วงของบริษัท ซี.พี.สตาร์เลนส์ ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างซีพีกับบริษัทในประเทศญี่ปุ่น ที่สนใจเผยแพร่ข่าวมะม่วงไทย สร้างความมั่นใจสู่ผู้บริโภคญี่ปุ่น โดยมีนายเกรียงไกร วัฒนาสว่าง ผู้จัดการทั่วไป ธุรกิจผลไม้ กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร เครือเจริญโภคภัณฑ์ ต้อนรับ

ทั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจในกระบวนการผลิตมะม่วงจากประเทศไทย ว่า มีคุณภาพและมาตรฐานทุกขั้นตอนการผลิต นับตั้งแต่ต้นทางไปยังปลายทาง นอกจากนี้สื่อมวลชนญี่ปุ่นยังให้ความสนใจกระบวนการผลิตทุกขั้นตอน พร้อมกับบอกว่า จะนำเสนอข่าวสารอันจะเป็นการช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นด้วย

ดลมนัส กาเจ