
โอซีเอเร่งไทยยื่นเจ้าภาพเอเชี่ยนเกมส์
โอซีเอ เร่งไทยหากสนใจเป็นเจ้าภาพกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 18 ต้องส่งเอกสารขอจัดภายในวันที่ 15 ก.พ.ปีหน้า ฟันธงหากมีการเสนอตัวแข่งขันไทยอาจถอนตัวถ้ารัฐบาลไม่หนุนเรื่องเงิน ที่คาดว่าต้องใช้สูงถึง 10,000 ล้านบาท
“บิ๊กอ๊อด” พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ประธานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหาร ที่ห้องประชุมบ้านอัมพวัน เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม โดยประธาน แจ้งว่า จากการที่รัฐบาลไทยเตรียมเสนอตัวขอเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 18 ปี 2019 นั้น สภาโอลิมปิกแห่งเอเชีย (โอซีเอ) ได้มีหนังสือแจ้งให้ทุกชาติที่จะเสนอตัว ให้ส่งเอกสารสรุปเนื้อหา 7 หัวข้อหลัก ไปยังโอซีเอ ภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ปีหน้า
ในส่วนของไทยนั้น หากมีชาติคู่แข่งร่วมชิงชัย ตนก็คิดว่าเราน่าจะถอนตัว แต่หากทางรัฐบาลสนับสนุนอย่างเต็มที่ เราก็พร้อมที่จะเดินหน้าเต็มตัวเช่นกัน อย่างไรก็ตาม จากห้วงเวลาที่เหลือเพียง 45 วัน นั้น กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะต้องเร่งสรุปเอกสารโดยด่วน ทั้งเรื่องของสนามแข่งขันที่จะใช้ในพิธีเปิด-ปิด, หมู่บ้านนักกีฬาที่ต้องสร้างใหม่ ซึ่งจะต้องระบุให้โอซีเอไปในชุดแรกนี้ด้วย
พล.อ.ยุทธศักดิ์ กล่าวต่อว่า การที่โอซีเอได้ส่งเอกสารแจ้งมาครั้งนี้ แสดงให้เห็นแล้วว่าจะต้องมีการบิดแน่นอน ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่เราจะได้สิทธิเป็นเจ้าภาพเหมือนกับเอเชี่ยนบีชเกมส์ ครั้งที่ 4 ปี 2014 ดังนั้นรัฐบาลจะต้องทุ่มเทอย่างหนักเพราะเวลาในการเสนอตัวเหลือน้อยเต็มที ทางรัฐบาลจะมาบอกว่าได้อย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีงบประมาณให้ด้วย ซึ่งเรื่องนี้จะต้องมีการหารือกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาให้เร็วที่สุด
“บิ๊กจา” พล.ต.จารึก อารีราชการัณย์ รองประธานและเลขาธิการคณะกรรมการโอลิมปิก กล่าวว่า สนามที่จะใช้สำหรับพิธีเปิด-ปิดนั้นจะต้องมีความจุประมาณ 50,000 คน ส่วนเมืองเจ้าภาพหากเป็นกรุงเทพมหานคร ก็ไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องของสนามแข่งขัน เพราะมีจังหวัดปริมณฑลคอยรองรับ ส่วนตัวเชื่อว่าหากเป็นเจ้าภาพเราจะต้องใช้งบประมาณไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท เลยทีเดียว ขณะที่ นายเรวัต ฉ่ำเฉลิม ผู้ทรงคุณวุฒิ กล่าวว่า ไม่อยากให้รัฐบาลมุ่งเน้นแต่เรื่องของการสร้างสนามกีฬาเท่านั้น แต่ต้องคำนึงประโยชน์ที่ประชาชนผู้เสียภาษีจะได้รับจากการเป็นเจ้าภาพเอเชี่ยนเกมส์ครั้งนี้ด้วย
จากนั้น ที่ประชุมได้มีการสรุปผลการดำเนินงานของคณะกรรมการโอลิมปิก ตลอดจนผลงานของนักกีฬาไทยในการแข่งขันมหกรรมกีฬาต่างๆ ประกอบด้วย เอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 16 ที่ประเทศจีน และเอเชี่ยนบีชเกมส์ ครั้งที่ 2 ที่ประเทศโอมาน โดย “เสธ.ยอด” พล.ต.อินทรัตน์ ยอดบางเตย ที่ปรึกษา กล่าวว่า เอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 16 ไทยมี 39 สมาคมกีฬา เข้าร่วม มี 19 สมาคม ที่ได้เหรียญรางวัล โดย 12 สมาคม เป็นกีฬาที่บรรจุในโอลิมปิกเกมส์ ซึ่งส่วนตัวเห็นว่ามี 3 สมาคม มีโอกาสที่จะผ่านเกณฑ์การคัดเลือกแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ 2012 คือ กรีฑา วิ่งผลัด 4x100 เมตร หญิง (แชมป์เอเชี่ยนเกมส์), รักบี้ฟุตบอลหญิง 7 คน และวอลเลย์บอลชาย-หญิง ดังนั้นจะต้องสนับสนุนงบประมาณอย่างเต็มที่ด้วย
นอกจากนี้ ตนยังมองว่ากีฬามีโอกาสคว้าเหรียญโอลิมปิกเกมส์ มีเพียง 9 ชนิด ได้แก่ แบดมินตัน, วอลเลย์บอลชายหาดหญิง, มวยสากลสมัครเล่น, จักรยานเสือภูเขา, ขี่ม้า, เรือใบ-วินด์เซิร์ฟ, ยิงปืน-ยิงเป้าบิน, เทควันโด และยกน้ำหนัก ซึ่งภาครัฐจะต้องเพิ่มงบประมาณให้ชนิดกีฬาที่มีความหวังเหล่านี้อย่างเต็มที่เช่นกัน ทั้งนี้ ตนอยากให้หน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลกีฬา เข้ามาดูแลและช่วยเหลือเรื่องของสวัสดิการนักกีฬาให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2550 เรื่องขอบเขตและแนวทางในการพิจารณาให้ความช่วยเหลือ 5 เรื่อง ด้วย เนื่องจากปัจจุบันนักกีฬาทีมชาติที่ไปสร้างชื่อเสียงให้ประเทศชาติหลายร้อยคนไม่ได้รับการเหลียวแลในเรื่องสวัสดิการต่างๆ เท่าที่ควร ดังนั้นเมื่อมีมติ ครม.ออกมาแล้วก็ต้องช่วยเหลือด้วย
จากนั้น ที่ประชุมได้มีมติแต่งตั้ง “บิ๊กต้อม” นายธนา ไชยประสิทธิ์ เหรัญญิก เป็นผู้แทนคณะกรรมการโอลิมปิก ในคณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย (บอร์ด กกท.) แทน พล.อ.ทวีป จันทรโรจน์ รองประธานโอลิมปิก ที่หมดวาระลงอีกด้วย



