ข่าว

เลื่อนอ่านคำพิพากษาพธม.ยึดเอ็นบีที

เลื่อนอ่านคำพิพากษาพธม.ยึดเอ็นบีที

28 ธ.ค. 2553

เลื่อนอ่านคำพิพากษา คดี 85 นักรบศรีวิชัย บุกยึดเอ็นบีที เหตุจำเลยไม่มา1 ราย ศาลให้ออกหมายจับ และนัดตัดสินอีกรอบ 30 ธ.ค.นี้

(28ธ.ค.) เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดี 704 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก  ศาลได้นัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.4486 / 2551 ที่ พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ฟ้องนายธเนศร์ คำชุม กับพวก รวม 85 คน ที่เป็นกลุ่มนักรบศรีวิชัย และการ์ดพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นจำเลยในความผิดฐานสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานเป็นซ่องโจร, มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด ให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง, ร่วมกันไม่มีเหตุอันสมควรเข้าไปหรือซ่อนตัวในเคหสถาน หรือสำนักงานในความครอบครองของผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยมีอาวุธในเวลากลางคืน, ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์, ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ หรือทรัพย์สิน โดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีอาวุธ, ร่วมกันพาอาวุธไปในเมืองหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 92, 210, 215, 309, 358, 364, 365 และ 371 พ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนฯ พ.ศ.2490, พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2545 และ พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ.2535

 อย่างไรก็ดี เมื่อถึงเวลานัดปรากกฎว่าจำเลยทั้งหมดมาศาล ยกเว้นนายเมธี อู่ทอง จำเลยที่ 24 ที่ไม่มาศาลโดยไม่ได้แจ้งสาเหตุ ศาลพิเคราะห์แล้วเนื่องจากคดีเป็นคดีอาญาไม่สามารถอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยได้ จึงมีคำสั่งเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาออกไปเป็นวันที่ 30 ธ.ค.นี้ เวลา 09.00 น.และให้ออกหมายจับจำเลยที่ 24 มาฟังคำพิพากษา

 ด้าน นางรัศมี ไวยเนตร ทนายความจำเลย กล่าวว่า ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างตามตัว นายเมธี จำเลยที่ 24 จากจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยหากพาตัวมาได้ทัน ทีมทนายความจะแถลงต่อศาลให้อ่านคำพิพากษาในวันที่ 29 ธ.ค.นี้

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างรอพิจารณาคดี ปรากฏว่า นางธิดา โตจิราการ รักษาการประธาน นปช. ซึ่งเดินทางมาศาลอาญาฟังผลคำสั่งกรณีที่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ยื่นขอถอนประกันตัว นายจตุพร พรหมพันธ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย และ แกนนำ นปช. ได้เดินเข้าในห้องพิจารณา แต่เมื่อนางธิดา เห็นกลุ่มนักรบศรีวิชัยและการ์ดพันธมิตรฯ อยู่เต็มห้อง เจ้าตัวถึงกับออกอาการเครียดและต่อว่าผู้ติดตามที่พาเข้าผิดห้องก่อนจะรีบเดินกลับออกไปอย่างรวดเร็ว

 สำหรับคดีนี้ โจทก์ฟ้องระบุว่า ระหว่างวันที่ 22-25 ส.ค.2551 จำเลยทั้ง 82 คน กับพวกอีก 3 คน ซึ่งเป็นเยาวชน ร่วมกันประชุมวางแผนนัดแนะระดมคนจากบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ และจากที่อื่นๆ ตกลงกันเพื่อไปกระทำความผิด ฐานร่วมกันบุกรุกอาคารสำนักงานสถานี NBT โดยวันที่ 25-26 ส.ค.2551 จำเลยทั้งหมดกับพวก ร่วมกันมีอาวุธปืนพกออโตเมติก ขนาด 7.26 มม.ไม่ปรากฏทะเบียนจำนวน 1 กระบอก และซองกระสุนปืน 1 ซอง กระสุนไม่ทราบขนาด 5 นัด และอาวุธปืนสั้นขนาด .38 และปืนลูกซองอีกอย่างละ 1 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาต โดยวันเวลาดังกล่าวจำเลยทั้งหมดกับพวกร่วมกันนำอาวุธปืน ติดตัวไปยังสถานี NBT ซึ่งเป็นทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากนี้พวกจำเลยยังได้พกอาวุธมีดขนาดเล็ก และดาบขนาดยาว มีดพกปลายแหลม ขวาน รวม 34 เล่ม ติดตัวไปยังสถานที่ดังกล่าวโดยไม่มีเหตุสมควร

 จำเลยทั้งหมดกับพวกร่วมกันมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยจำเลยที่ 1 กับพวก ได้ร่วมกันนำอาวุธปืน มีด ไม้กอล์ฟ ไม้ท่อน หนังสติ๊ก ลูกเหล็กจำนวนหลายอัน ใช้เป็นอาวุธติดตัวไปใช้ในการมั่วสุม และวันที่ 26 ส.ค.2551 เวลากลางคืน จำเลยทั้งหมดร่วมกันเดินขบวนจากบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ไปยังถนนวิภาวดีรังสิต ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานี NBT แล้วร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ โดยบุกรุกเข้าไปในอาคารสำนักงานสถานี NBT โดยไม่ได้รับอนุญาต โดยจำเลยทั้งหมดร่วมกันทุบทำลายประตูทางเข้าอาคารและหน้าต่างตัดสายไฟฟ้าของ ตู้ควบคุมไฟฟ้า ระบบโทรศัพท์ ระบบคอมพิวเตอร์ กล้องวงจรปิด และทำลายระบบส่งสัญญาณการออกอากาศ จนใช้การไม่ได้ รวม ค่าเสียหายทั้งสิ้น 612,198.80 บาท ซึ่งทรัพย์สินดังกล่าวเป็นของทางราชการ การกระทำของพวกจำเลยทำให้ประชาชนไม่สามารถรับชมและฟังเสียงการออกอากาศของ สถานี NBT ได้ตามปกติ และเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจหลายคนซึ่งปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยใน บริเวณดังกล่าวสั่งให้หยุดและเลิกการกระทำความผิด จำเลยทั้งหมดไม่ยอมเลิก เจ้าพนักงานตำรวจจึงได้เข้าขัดขวางการกระทำของจำเลยทั้งหมด

 โดยวันที่ 26 ส.ค.2551 พวกจำเลยยังได้ร่วมกันข่มขืนใจ น.ส.ตวงพร อัศววิไล และ นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ พนักงานของสถานี NBT ผู้เสียหาย รวมทั้งพนักงานอีกหลายคน ซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ โดยจำเลยได้ร่วมกันกระทำผิดกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปโดยใช้อาวุธมีดจี้ขู่ บังคับ ใช้มือผลัก และพูดบังคับ น.ส.ตวงพร และพนักงานไม่ให้จัดรายการออกอากาศ รวมทั้งให้งดทำหน้าที่อื่นๆ และสั่งให้ออกจากอาคารสำนักงาน ตามวันเวลาดังกล่าว จำเลยที่ 1 ยังได้มีเครื่องรับและส่ง วิทยุคมนาคม หรือ ว.ยี่ห้อโมโตโรล่า กำลังส่ง 4 วัตต์ ซึ่งไม่ปรากฏหมายเลขเครื่องและหมายเลขทะเบียนจำนวน 1 เครื่องไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ขณะที่จำเลยที่ 39, 80 มีใบกระท่อม ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 รวมจำนวน 18 ใบ ไว้ในครอบครอง ภายหลังเกิดเหตุเมื่อวันที่ 26-27 ส.ค.51 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมจำเลยทั้ง 82 คน กับพวกเยาวชนอีก 9 คน ได้ พร้อมยึดอาวุธและทรัพย์ได้อีกหลายรายการ ในชั้นสอบสวน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ในข้อหา พกพาอาวุธปืนติดตัวไปโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนจำเลยที่ 39 ให้การรับสารภาพ เฉพาะข้อหามีใบกระท่อมไว้ในครอบครองแต่ภายหลังกลับให้การปฏิเสธ ส่วนข้อหาอื่นจำเลยที่ 1-82 ให้การปฏิเสธ

 ท้ายฟ้องระบุว่า อัยการขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 24 ซึ่งเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลอาญา จำคุก 1 ปี ฐานมียาบ้าไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งจำเลยพ้นโทษคดีดังกล่าวแล้ว แต่กลับกระทำผิดซ้ำในคดีนี้อีกภายในเวลา 5 ปี นับตั้งแต่วันพ้นโทษ และขอให้ศาลบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 48 และ 70 ด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ จำเลยที่ 48 เคยต้องคำพิพากษาของศาลจังหวัดสระแก้ว ที่ให้จำคุก 3 เดือน แต่รอลงอาญา 2 ปี ในคดียักยอกทรัพย์ ส่วนจำเลยที่ 70 เคยต้องคำพิพากษาของศาลแขวงพระนครเหนือ ที่ให้จำคุก 2 เดือน แต่ให้รอลงอาญา 2 ปี ในข้อหาขับรถขณะเมาสุรา รวมทั้งให้ริบของกลาง ศาลประทับรับฟ้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.4486/2551 พร้อมมีคำสั่งให้จำเลยทั้ง 82 คน มารายงานตัวและสอบคำให้การในวันที่ 18 พ.ย.2551 เวลา 09.00 น.