ข่าว

“เพียว”ลุยไบโอดีเซลหวังติดท็อปไฟว์ในปีนี้

“เพียว”ลุยไบโอดีเซลหวังติดท็อปไฟว์ในปีนี้

06 เม.ย. 2552

บริษัทเพียวพลังงานไทย ถือเป็นธุรกิจน้ำมันที่บริหารงานโดยคนไทย แม้ปัจจุบันจะเป็นบริษัทขนาดเล็ก แต่สามารถปรับตัวฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจและภาวะราคาน้ำมันผันผวนมาได้ ในกรุงเทพฯ อาจจะไม่คุ้นเคยกับสถานีบริการน้ำมัน ”เพียว”

แต่ในต่างจังหวัดได้รับกระแสตอบรับอย่างดี จากการดำเนินธุรกิจภายใต้สโลแกน “เพียว มาตรฐาน พลังงานไทย” และในปีนี้ฉวยโอกาสปรับตัวรับกระแสการส่งเสริมใช้พลังงานทดแทนของรัฐบาลหันมารุกตลาดไบโอดีเซลมากขึ้น

น.ส.กนกพร จารุกุลวนิช กรรมการผู้จัดการ บริษัทเพียวพลังงานไทย บอกว่า ในปีนี้บริษัทจะรุกตลาดไบโอดีเซล หรือบี 5 อย่างจริงจัง หลังจากที่รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมชัดเจนทำให้ส่วนต่างราคาดีเซลกับ บี 5 อยู่ที่ประมาณ 2 บาท น่าจะเป็นการจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้บี 5 กันมากขึ้น และในปีที่ผ่านมา เพียวก็ได้เริ่มจำหน่าย บี 5 ตามสถานีบริการ ซึ่งมีเสียงตอบรับค่อนข้างดี ยอดขายมาแทนที่น้ำมันดีเซลถึง 20% จึงยิ่งมั่นใจว่าเดินมาถูกทาง ดังนั้น บริษัทจึงตั้งเป้าดันยอดขายบี 5 ให้ถึง 60% ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ และน่าจะถึง 75% ในช่วงปลายปี 

“การทำตลาดเชิงรุกจะไม่เน้นโฆษณาผ่านสื่อ แต่จะจัดอีเวนท์ตามต่างจังหวัด ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายใช้ บี 5 มากกว่าในกทม. โดยจะเน้นสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้บี 5 และให้ทดลองใช้จริง เพราะจากเสียงสะท้อนของลูกค้าพบว่าส่วนใหญ่หากได้ลองใช้ก็จะเกิดความมั่นใจว่าไม่เป็นปัญหากับเครื่องยนต์ ซึ่งที่ผ่านมามีการทดลองกับรถแข่งแล้วว่ามีประสิทธิภาพดีน่าพอใจ”

 ชี้ตลาดบี5โตขึ้น5เท่าตัว

น.ส.กนกพรกล่าวว่า อีกเหตุผลที่ทำให้ยอดใช้ไบโอดีเซล บี 5 เพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากราคาน้ำมันที่ผันผวนและดีเซลมีราคาสูงเป็นประวัติการณ์ ทำให้ยอดใช้บี 5 เพิ่มจาก 446 ล้านลิตร เป็น 2 พันล้านลิตร หรือเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า ทั้งที่รัฐบาลไม่ได้โหมโฆษณาเหมือนแก๊สโซฮอล์ก็ตาม
“เรามั่นใจว่าแข่งขันกับรายอื่นได้ โดยขณะนี้ตลาด บี 5 เราเป็นรองเพียงปั๊มใหญ่เท่านั้น หลังจากหันมาทำการตลาดเชิงรุก มั่นใจจะชิงส่วนแบ่งตลาดได้เพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันเพียวเน้นจำหน่าย บี 5 ในสัดส่วนถึง 70% ที่เหลือเป็นแก๊สโซฮอล์ 95 ส่วนเบนซิน 91 มีสัดส่วนเล็กน้อยมีไว้เพื่อสนองกลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ที่ยังต้องใช้”

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าสถานีบริการเพียวที่มีอยู่น้อยเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้า ปีนี้จึงตั้งเป้าขยายสาขาเพิ่มเป็น 80 แห่งเน้นในภาคกลางและปริมณฑล ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเลือกทำเลที่เหมาะสม และจะใช้วิธีเข้าไปร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับเจ้าของปั๊มเดิมที่จำหน่ายน้ำมันยี่ห้ออื่นหรือกิจการมีปัญหา โดยบริษัทจะเข้าไปลงทุนเพิ่มและเข้าบริหารให้ ขณะที่เจ้าของเดิมยังคงความเป็นเจ้าของอยู่ ซึ่งถือเป็นแนวทางที่ใช้มาตลอดและสร้างความพอใจให้เจ้าของปั๊มอย่างมาก เพราะรู้สึกว่าบริษัทไม่เข้าไปเอาเปรียบ
 
 มองน้ำมันสะท้อนราคาแท้จริง

น.ส.กนกพรให้ความเห็นว่า จากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ทำให้ราคาน้ำมันในตลาดปีนี้น่าจะสะท้อนราคาที่แท้จริงได้ เชื่อว่าราคาจะไม่ผันผวนหวือหวาเหมือนปีก่อน ซึ่งยอมรับว่าปีนี้บริหารสต็อกน้ำมันลำบากที่สุดเท่าที่เคยทำมา เนื่องจากราคาสวิงมากบางครั้งวันเดียวปรับราคาหลายครั้ง ทำให้เพียวต้องสต็อกน้ำมันน้อยที่สุด บางช่วงจะทำแบบวันต่อวันจากเดิมต้องสต็อกไว้ 3-4 วัน และจากการบริหารสต็อกน้ำมันที่ดีทำให้บริษัทเสียหายแค่ 50 ล้านบาท

ส่วนค่าการตลาดในปีนี้ก็ปรับตัวดีขึ้น บวกประมาณ 2 บาท เมื่อเทียบกับปีก่อนที่อยู่ในระดับติดลบ ถือว่าเป็นระดับที่ยอมรับได้เพราะหากบวกต่ำกว่า 1.5 บาทคงอยู่ไม่ได้  เพราะธุรกิจน้ำมันมีกำไรแค่ระดับเศษสตางค์ต่อลิตร ซึ่งปีก่อนโชคดีที่เพียวเป็นบริษัทเล็กและมีการบริหารต้นทุนที่ดีทำให้ยังพอมีกำไร แต่ปีนี้มั่นใจว่าจะมีกำไรจากการรุกตลาดบี 5 น่าจะมียอดขายเพิ่ม 3 เท่าตัวจากมูลค่าตลาด 2 พันล้านบาทในปัจจุบัน

 “มองว่าตลาด บี 5 ค่อนข้างเปิดและมีอนาคตสดใสปีนี้น่าจะโตอีก 30-40% อีกทั้งในปี 2554 รัฐมีนโยบายจะเปลี่ยนให้ใช้บี 5 แทนบี 2 หรือดีเซลทั้งหมด ซึ่งตอนนี้มีส่วนน้อยที่ทราบว่าดีเซลที่ใช้ปัจจุบันคือ บี2 หรือผสมไบโอดีเซลอยู่แล้ว 2% จึงมั่นใจว่าจะก้าวขึ้นไปอยู่ในกลุ่ม 1 ใน 5 บริษัทใหญ่สุดในตลาดไบโอดีเซลได้ภายในปีนี้”

น.ส.กนกพรฝากทิ้งท้ายถึงรัฐบาลว่า อยากให้มีนโยบายหรือมาตรการดูแลราคาสินค้าเกษตรที่ชัดเจน รวมถึงการวางแผนระยะยาวในการส่งเสริมปลูกพืชปาล็มน้ำมันให้เพียงพอ ทั้งการใช้บริโภคและใช้เป็นพลังงานทางเลือกให้เหมาะสม เนื่องจากราคาต้นทุนวัตถุดิบไบโอดีเซลค่อนข้างผันผวน ทำให้รัฐบาลต้องเข้าไปแทรกแซง