
ใกล้วันเข้าสู่จุดอับ
อีกไม่กี่วันจะถึงปีใหม่แล้ว นอกจากทำให้ทุกคนแก่ตัวลงแล้ว จะมีความหมายอย่างอื่น ขมขื่น หรือหวานชื่นก็สุดแล้วแต่ชีวิตของแต่ละคน ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าแต่ละคนนั้นต้องพึ่งพาคนอื่นในการดำรงชีพ เลี้ยงปากเลี้ยงท้องตัวเองหรือไม่
ปีใหม่นี้น่าจะตัดสินอนาคตของทุกคน โดยเฉพาะนักการเมืองบ้านเรา หลังจาก 2 ปีผ่านมา คนไทยน่าจะหูตาสว่าง ถ้าหากไม่จมอยู่ในก้นบึ้งของความลุ่มหลงในรูป รส กลิ่น เสียง ผลประโยชน์เฉพาะตัวมากเกินไป จนจิตสำนึกผิด ชอบ ชั่วดี เลอะเลือน
สังคมไทยทุกวันนี้ตกอยู่ในเบ้าหลอมของอิทธิพลความคิดให้ทุกคนอยู่รอดเพื่อตัวเอง จึงมีคำพูดในเรื่อง “วิญญูชนจอมปลอม” สามารถใส่หน้ากากผู้อื่นได้ระยะหนึ่ง
ปีใหม่ที่จะมาถึง นายกฯ มาร์คประกาศว่าจะให้มีการเลือกตั้ง เป็นเมื่อไหร่ ยังไม่รู้ แต่คนในประเทศนี้ไม่รู้มากกว่านั้นก็คือ เลือกแล้วได้อะไรขึ้นมา นอกจากได้ผู้แทน นักการเมืองหน้าเดิม สลับเปลี่ยนหมุนเวียนเข้ามากุมอำนาจรัฐ แบ่งผลประโยชน์
ไม่มีอะไรแจ่มชัดยิ่งกว่ายุคนี้ ทำให้ประชาชนเห็นว่า พรรคการเมืองคือกลุ่มผลประโยชน์ ลงทุนร่วมกัน จัดขบวนการเครือข่ายออกไปซื้อเสียงประชาชน ให้เข้ามาเป็นรัฐบาล ใครมีเงินมาก ศักยภาพแข็งแกร่ง ได้เปรียบด้านอำนาจรัฐ ก็มีโอกาสชนะ
เมื่อชนะแล้ว พรรคได้เสียงมากที่สุดก็เจรจากับพรรคอื่นๆ แบ่งกระทรวงไปบริหาร แล้วจัดการผลประโยชน์จากภาษี และโครงการต่างๆ ขึ้นอยู่กับข้อตกลงว่าจะแบ่งให้พรรคแกนนำ หรือ “ทอนเงิน” หรือไม่ ในยุค “ทักษิณ” นั้นเป็นยุคกินรวบทุกเม็ด
ยุคนายกฯ มาร์ค เป็นการ “กินแบ่ง” แต่คำโต เพียงพอสำหรับทุกกลุ่ม และมีศักยภาพในการเขมือบแบบไม่รู้จักอิ่ม กินอย่างมูมมาม เป็นแกรนด์บุฟเฟ่ต์ คาบิเนต โดยหัวหน้าทำเป็นกระมิดกระเมี้ยนพอที่จะไม่ให้เศษอาหารเปรอะเปื้อนใต้คาง มุมปาก
ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เราจึงได้รับรู้ความน่าสยดสยองของการโกงบ้าน กินเมือง โฉ่งฉ่าง โจ๋งครึ่ม โดยพรรคร่วมรับประทาน อย่างไม่เกรงใจประชาชนเจ้าของเงินภาษี
ในใจคงนึกยิ้มเยาะ “เมื่อพวกเอ็งก็รู้อย่างนี้ แล้วมีปัญญาทำอะไรพวกข้าได้! และพวกข้าก็จะเขมือบคำโตๆ ต่อไป” คำถามนี้ไม่รู้ว่านายกฯ มาร์คจะตอบได้หรือไม่
ทำใจไว้ได้แล้วว่าปี 2554 จะเป็นปีที่นักการเมืองเร่งโกงกินหนักกว่าเดิม เพื่อสะสมเสบียง ทุนไว้สำหรับการซื้อเสียง เข้ามากุมอำนาจรัฐเพื่อกินต่อไป และนายกฯ มาร์คคงอยู่ในสภาพขัดขวางไม่ได้ เพราะตกอยู่ในวงจรอุบาทว์ และยังอยากอยู่ต่อ
จุดอับของนายกฯ มาร์ค และค่ายสะตอ คือต้องพิสูจน์ว่าไทยไม่เสียดินแดน 4.6 ตารางกิโลเมตรให้กัมพูชา ตามคำยืนยันซ้ำซาก ทั้งๆ ที่หลายฝ่าย รวมทั้งรัฐบาลเองก็ตาม ว่าไทยได้เสียดินแดนไปแล้ว และผู้สื่อข่าว 2 คนก็ได้พิสูจน์ จนรัฐบาลไม่เถียง
จะยื้อด้วยการออกดีวีดีหรือแสดงอะไรก็แล้วแต่ สุดท้ายก็จะหนีความจริงไปพ้น และจากนั้นจะหาข้ออ้าง หรือข้อแก้ตัวอย่างไรมาให้ประชาชนเชื่อ หรือยอมรับ
ที่ผ่านมา นายกฯ มาร์คเสียสถานภาพไปเยอะ ปล่อยให้นักการเมืองโกงกินมูมมาม มาถึงเรื่องประสาทพระวิหาร จะรู้ว่าความโดดเดี่ยว เข้าตาจนในวิกฤตินั้นยิ่งกว่าความเจ็บปวดในการปล่อยแกนนำแดงให้ป่วนเมืองอีก กว่าจะรู้ก็สายแล้วนิ! อิอิอิ!!!



