
คลังชงกู้ชดเชยขาดดุลเพิ่ม9.4หมื่นล้าน
คลังเสนอครม.กู้เงินชดเชยขาดดุลงบประมาณปี 52 เพิ่มเติมอีก 9.4 หมื่นล้าน "กรณ์" ชี้จำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ รายได้รัฐไม่เข้าเป้า เน้นใช้เงินกู้ในประเทศ เชื่อเดินมาถูกทางแล้ว
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในวันที่ 7 เมษายนนี้ กระทรวงการคลังจะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติการกู้เงินชดเชยการขาดดุลงบประมาณปี 2552 เพิ่มเติมอีก 9.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามกรอบกฎหมายของ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายที่รัฐสามารถกู้เงินได้ 20% ของวงเงินรายจ่าย ซึ่งถือเป็นเรื่องจำเป็นที่รัฐบาลต้องดำเนินการกู้เงินมาใช้จ่าย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่การจัดเก็บรายได้ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง
"รัฐบาลไม่สามารถนิ่งเฉยได้ในภายใต้สภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ภาครัฐต้องมีบทบาทในการใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลัง เพราะหากไม่ทำอะไร แนวโน้มของกำลังซื้อที่ลดลงและการตกงานจะมีมากขึ้น ซึ่งเหมือนกับปัญหาที่ทั่วโลกกำลังประสบอยู่ และการกำหนดนโยบายต่างๆ จำเป็นต้องใช้เงินงบประมาณที่มาจากการจัดเก็บภาษี แต่หากรายได้ลดลงก็ต้องกู้เงินมาใช้จ่าย ซึ่งส่วนใหญ่เน้นใช้เงินกู้ในประเทศ จึงเชื่อมั่นว่าการกู้เงินมาใช้จ่ายถือเป็นแนวทางที่เดินทางถูกต้องแล้ว เพราะจะทำให้ประชาชนมีงานทำและมีเงินใช้จ่าย" นายกรณ์กล่าว
ส่วนการกู้เงินชดเชยขาดดุลอีก 9.4 หมื่นล้านบาทนั้น จะเป็นการกู้ยืมปกติของกระทรวงการคลังที่ใช้วิธีการออกพันธบัตรในประเทศ เหมือนการกู้ชดเชยขาดดุลก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม หากในอนาคตแนวโน้มของรายได้ยังปรับลดลงอีกก็กำลังพิจารณาแนวทางอื่นๆ ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ เพราะจากการเข้าร่วมประชุมกลุ่มประเทศจี 20 ก็พบว่าประเทศที่มีปัญหาการจัดเก็บรายได้มาใช้จ่ายในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ล้วนมีแนวทางหาเงินมาใช้จ่ายเช่นกัน
ขณะที่ไทยเองยังมีความได้เปรียบที่สถาบันการเงินมีความเข้มแข็งและเครดิตของประเทศยังอยู่ในระดับดี ทำให้ต้นทุนทางการเงินอยู่ในระดับต่ำ และไม่เป็นภาระกับรัฐบาลมากเกินไป จึงมั่นใจว่ายังสามารถหาเงินมาใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพิ่มเติมหากมีความจำเป็น โดยเฉพาะในปีงบประมาณ 2553 ก็ยังเป็นงบขาดดุลเพื่ออัดฉีดเงินงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง โดยเชื่อว่าแนวโน้มเศรษฐกิจจะปรับตัวดีขึ้นปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า จึงต้องเตรียมความพร้อมเอาไว้



