
พม่าหลังเลือกตั้งกับทางสองแพร่ง(4)
นางออง ซาน ซูจี ได้เปิดเผยถึงยุทธศาสตร์การเสริมสร้างประชาธิป ไตยในพม่า เมื่อเร็วๆ นี้ในการเสวนาผ่านโทรศัพท์ในกรุงลอนดอน ผู้เขียนเข้าร่วมฟัง นับว่าเป็นครั้งแรกที่เธอพูดถึงความพยายามของเธอในการต่อสู้กับผู้นำเผด็จการพม่าโดยอาศัยพลังมวลชน
ในช่วงสองเดือนที่เหลือก่อนมีรัฐบาลใหม่ นางซูจีจะพยายามสร้างเครือข่ายกับหุ้นส่วนสังคมทุกภาคส่วน โดยมุ่งไปที่กลุ่มหนุ่มสาว กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ต้องรับเคราะห์เพราะขาดการศึกษาที่มีคุณภาพ มหาวิทยาลัยถูกปิดเป็นประจำเพราะทางการกลัวจะเป็นสถานที่ทำการประท้วง อีกระเด็นหนึ่งเธอต้องการสร้างความสามัคคีระหว่างชนกลุ่มน้อย ซึ่งถูกแบ่งแยกโดยผู้นำทหารพม่า
ประเด็นนี้ถือว่าใหม่ในอดีตเธอให้ความสนใจต่อพรรคของเธออย่างเดียว มาครั้งนี้ เธอได้เรียกร้องให้คนหนุ่มสาวออกมาร่วมกระบวนการสร้างประชาธิปไตยมากขึ้น รวมกิจกรรมมากขึ้นทางด้านเกี่ยวกบภาคประชาสังคม
ตอนมีการเดินขบวนในกันยายนปี 2007 นั้น ทางรัฐศาสตร์ถือว่าเป็นปฏิวัติเงียบประชาชน ถึงแม้ว่าผู้นำเผด็จการจะสามารถรักษาอำนาจได้เพราะใช้ปืนมาบังคับประชาชน ยิงใส่พระภิกษุที่ออกร่วมขบวนด้วย สำหรับในบริบทพม่า กลุ่มผู้นำทหารไม่มีความชอบธรรมอีกต่อไปที่ออกมาเช่น การฆ่าพระภิกษุ
นางซูจีพยายามเรียกร้องให้ประชาคมโลกเข้ามามีบทบาทในพม่าใหม่ที่เป็นระบบและมีความรวมมือกัน ไม่ใช่ต่างฝ่ายต่างทำ เพื่อสร้างสังคมใหม่ ประเด็นนี้อันตรายมาก เพราะอาจจะทำให้เธอถูกจับอีกครั้งหนึ่งก็ได้ นางซูจีคงคำนวณมาอย่างดีว่า ในช่วงนี้ต้องเก็บคะแนนไว้ก่อน เธอไม่รู้เหมือนกันว่ารัฐบาลหุ่นเชิดใหม่หลังเลือกตั้งของนายพลตันส่วยจะมารูปแบบไหน
นางถือว่าไม่มีอะไรเสีย ถ้ามีประชาชนสนับสนุนเธอมาก อาจจะมีเหตุการณ์การเมืองที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้นก็ได้ เช่นผู้นำทหารพม่าที่มีหัวคิดสมัยใหม่เกิดความกล้าพอจะต่อกลอนกับฝ่ายทหารอนุรักษยนิยม ความแตกแยกลักษณะนี้เท่านั้นนักรัฐศาสตร์ฝ่ายโลกตะวันตกวิเคราะห์กันว่าจะน่าจะเป็นทางออก ที่จะสร้างพื้นที่ใหม่การเมือใหม่ในพม่า
นางซูจียังชี้ชัดว่าการโดดเดี่ยวพม่าที่ผ่านมาในช่วงสิบห้าปี ไม่เกี่ยวกับการช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมมันเป็นคนละเรื่องกัน เธอบอกว่า ต่างประเทศยังต้องช่วยเหลือพม่าต่อไป แต่ต้องพิจารณาให้ดีว่าความช่วยเหลือเหล่านั้นตกไปที่กลุ่มชนใดบ้าง
ประเด็นนี้นักปราชญ์อย่างนายอมาตยา เซนเห็นชอบด้วย แถมเรียกร้องให้ประเทศเพื่อนบ้านพม่า คือจีน อินเดียและไทยเปลี่ยนนโยบาย ต่อพม่า หันมาสนับสนุนพลังประชาธิปไตยในพม่า เขายังบอว่าการบอยคอตพม่าจะต้องทำแบบฉลาด โดยเล็งพุ่งเป้าไปที่ผู้นำทหารระดับสูงเพื่อให้ได้ผลเลิศ รวมทั้งมาตรการเด็ดขาดที่จะบอยคอตการซื้อขายอาวุธ



